8.1 อุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้า
8.2 ฟิวส์
8.3 สวิตซ์ประธาน
8.4 เครื่องตัดไฟรั่ว
8.5 เครื่องตัดไฟรั่ว
8.6 สายดินและการต่อสายดิน
8.7 การต่อสายดินให้ได้คุณภาพ

 

1. บอกประโยชน์ของอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าได้
2. อธิบายโครงสร้างของฟิวส์แต่ละชนิดได้
3. บอกลักษณะของสวิตซ์ประธานได้
4. อธิบายหลักการทำงานของสวิตซ์ตัดวงจรอัติโนมัติได้
5. บอกคุณสมบัติของเครื่องตัดไฟรั่วได้
6. บอกประโยชน์ของสายดินและการต่อสายดินได้
7. ปฏิบัติงานในการต่อสายดินให้ได้คุณภาพได้

8.1  อุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้า

            กระแสที่ไหลผ่านเข้าร่างกายมนุษย์  ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการหดตัวและเกิดอาการเกร็ง  ผู้ถูกกระแสไหลผ่านส่วนมากไม่สามารถควบคุมหรือบังคับตัวเองให้หลุดพ้นจากไฟฟ้าได้  กระแสจึงไหลผ่านเข้าร่างกายได้มากและเป็นเวลานาน  อันตรายที่ได้รับจึงมากขึ้น  กระแสจะไปทำให้ศูนย์บังคับการทำงานของหัวใจหยุดทำหน้าที่ตามปกติ  หัวใจหยุดเต้น  โลหิตหยุดการหมุนเวียนไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย  ผู้ถูกกระแสส่วนมากจึงหมดสติและเสียชีวิตในที่สุด
            อุปกรณ์ป้องไฟฟ้าจึงมีความจำเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีระบบไฟฟ้าใหญ่ขึ้น กระแสไฟฟ้าที่ไหลในวงจรก็จะสูงมาก ดังนั้นการที่มีอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าเข้ามานั้นเพื่อป้องกันไม่ให้กระแสไหล เกินเพื่อไม่ให้อุปกรณ์ไฟฟ้านั้นเกิดความเสียหายและยังเป็นการช่วยให้ผู้ที่ ปฏิบัติงานนั้นได้รับอุบัติเหตุที่เกิดจากการถูกไฟฟ้าดูดน้อยลง

 

8.2 ฟิวส์

            ฟิวส์ (Fuse) เป็นตัวนำไฟฟ้าที่เป็นโลหะชนิดหนึ่ง ประกอบด้วยเส้นลวดที่ทำมาจากวัสดุที่มีจุดหลอมละลายต่ำบรรจุอยู่ภายในภาชนะห่อหุ้ม เป็นอุปกรณ์ป้องกันกระแสกระแสเกินและป้องกันการลัดวงจร ฟิวส์จะมีคุณสมบัติที่ตัดกระแสลัดวงจรได้ถึงพิกัดสูงสุด และมีคุณสมบัติสามารถจำกัดกระแสไหลผ่านฟิวส์ต่ำกว่าค่ากระแสลัดวงจรที่ขึ้นสูงสุด ฟิวส์สามารถแบ่งออกได้หลายประเภท

       

คุณสมบัติของฟิวส์ที่ดี

1. สามารถทนกระแสไหลผ่านตัวมันได้ 1.1 เท่าของขนาดทนกระแสของฟิวส์ เช่น ฟิวส์ขนาด 10 แอมป์ต้องสามารถทนกระแสได้ 11 แอมป์

2. เมื่อมีกระแสไหลเกิน 2.5 เท่าของฟิวส์ ฟิวส์ต้องขาดในเวลาจำกัดโดยหัวท้ายของฟิวส์ไม่ขาดไปด้วย

3. การหลอมละลายของฟิวส์ต้องไม่ทำให้เกิดประกายไฟ หรือเปลวไฟ หรือเปลวไฟหรือเกิดการหลอมละลายใดๆที่ทำให้อุปกรณ์เสียหาย

 

8.2.1  ฟิวส์เส้น

           ฟิวส์เส้น ลักษณะเป็นลวดเปลือย ใช้กับสวิตช์ตัดตอนแบบใบมีด(Cut Out) สามารถยึดโดยการใช้น็อตหัวท้ายของฟิวส์ ขนาดการทนกระแสของฟิวส์ขึ้นอยู่กับพื้นที่หน้าตัดของฟิวส์ นอกจากนี้ยังมีฟิวส์อีกชนิดหนึ่งคือฟิวส์ชนิดก้ามปู การใช้งานเหมือนกันกับแบบฟิวส์เส้น นิยมใช้กับวงจรไฟฟ้าภายในอาคาร เช่น วงจรเต้ารับหรือวงจรแสงสว่าง ที่มีขนาดโหลดไม่เกิน 30 แอมป์แปร์

 

8.2.2  ฟิวส์หลอด

           เป็นกระบอกไฟเบอร์ที่มีหัวและท้ายเป็นโลหะตัวนำรูปทรงกระบอกหรือคล้ายใบมีด ภายในบรรจุฟิวส์เส้นกับสิ่งที่ทำหน้าที่ระบายความร้อน และทำหน้าที่ดับประกายไฟเมื่อฟิวส์ขาดเป็นสารจำพวกทรายละเอียดหรือสารบางอย่าง ขนาดกระแสที่สามารถทนได้มีค่าตั้งแต่ 2-1200 แอมป์ มีทั้งแบบที่ใช้กับสวิตช์นิรภัย และตลับกระเบื้อง ตัวคาทริดฟิวส์นั้นมี 2 แบบ คือ แบบที่ถอดเปลี่ยนไส้ฟิวส์ได้ และแบบที่ถอดเปลี่ยนไส้ฟิวส์ไม่ได้

 

ฟิวส์หลอด

 

8.2.3  ฟิวส์ปลั๊ก

            ฟิวส์ปลั๊ก (Plug Fuse) มีรูปร่างคล้ายจุกก๊อกทรงกระบอก  ปลายด้านหนึ่งใหญ่กว่าปลายอีกด้านหนึ่ง  หลอดฟิวส์ทำด้วยกระเบื้อง  ภายในหลอดฟิวส์มีเส้นฟิวส์และทรายบรรจุอยู่  เวลาใช้ฟิวส์ต้องใส่ลงในตลับฟิวส์  และหมุนฝาครอบฟิวส์ปิดฟิวส์ให้แน่น  ที่ฝาครอบฟิวส์มีช่องสำหรับดูสภาพของฟิวส์  ถ้าเส้นฟิวส์ขาด  ปุ่มบอกสภาพฟิวส์จะหลุดออกจากหลอดฟิส์  สามารถมองเห็นได้  ฟิวส์ปลั๊กนิยมใช้ทั้งในวงจรไฟแสงสว่าง และวงจรที่ใช้กำลังไฟฟ้าสูงๆ ทั้งนี้เพราะการเปลี่ยนฟิวส์ทำได้ง่าย  มีความปลอดภัยในขณะเปลี่ยนฟิวส์  และขณะฟิวส์หลอมละลายจะไม่มีการกระเด็นของเศษฟิวส์จึงไม่เกิดอันตราย 

 

ฟิวส์ปลั๊ก

 

   

8.3  สวิตช์ประธาน

        สวิตช์ประธาน (Main switch)  เป็นสวิตช์ตัดตอนชนิดหนึ่ง  มีโครงสร้างคล้ายกับสวิตช์ตัดตอนใบมีด  แต่มีขนาดใหญ่กว่าและมีรูปร่างที่แตกต่างไป  รูปร่างภายนอกมีลักษณะเป็นตู้โลหะ  แข็งแรง  ป้องกันการระเบิดเนื่องจากฟิวส์ภายในได้ดี  ขณะต่อสวิตช์เข้าวงจรเพื่อจ่ายไฟฟ้าไปใช้งาน  ฝาตู้สวิตช์ประธานจะไม่สามารถเปิดออกได้  และถ้าขณะที่ฝาตู้สวิตช์ประธานเปิดอยู่จะไม่สามารถต่อสวิตช์เข้าวงจรเพื่อจ่ายไฟฟ้าไปใช้งานได้  ช่วยป้องกันอันตรายและช่วยให้เกิดความปลอดภัย  การใช้สวิตช์ประธาน้องใช้ควบคู่ไปกับฟิวส์แบบฟิวส์หลอด  ทั้งชนิดชนิดทรงกระบอกและชนิดใบมีด  นิยมใช้งานกันมากมายในบ้านขนาดใหญ่  ในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลาง  ในโรงเรียน  ตลอดจนในอาพาร์ตเมนท์ต่างๆ ลักษณะสวิตช์ประธานแสดงดังรูป

 

สวิตช์ประธาน

 

8.4  สวิตช์ตัดวงจรอัติโนมัติ

 

            ในระบบการใช้ไฟฟ้าภายในบ้านส่วนใหญ่แล้ว มักจะนิยมใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ในการป้องกันความเสียหายอันเกิดจากกระแสไฟฟ้า ข้อดีของเซอร์กิตเบรกเกอร์ คือ สามารถเปิดวงจรไม่ให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน โดยไม่ทำให้อุปกรณ์ภายในคัวเซอร์กิตเบรกเกอร์เสียหาย ดังเช่นการขาดของฟิวส์ นอกจากนั้นยังสามารถทำการรีเซ็ต ใหกลับมาใช้งานได้อีก อาจกล่าวได้ว่าเซอร์กิตเบรกเกอร์ คือ ฟิวส์ที่สามารถนำกลับมาใช้งานได้ใหม่อีกนั่นเอง

 

8.4.1  สวิตช์ตัดวงจรอัติโนมัติโดยอาศัยความร้อน

             การทำงานของเซอร์กิตเบรกเกอร์ชนิดนี้ จะอาศัยการขยายตัวของความร้อนอันเนื่องจากกระแสไฟฟ้าดังแสดงในรูปจะแสดงโครงสร้างของเซอร์กิตเบรกเกอร์ชนิดที่ทำงานโดยอาศัยความร้อน ซึ่งแผ่นโลหะผสมที่ใช้นี้เกิดจากการนำแผ่นทองเหลือง และแผ่นเหล็กมาประกบกันโดยกระแสไฟฟ้าจะไหลเข้าขั้ว A จากนั้นจะไหลเข้าทางขวาของแผ่นโลหะผสมชนิดนี้ แล้วไหลออกไปทางด้านซ้ายผ่านต่อไปยังตอนบนของหน้าสัมผัสซึ่งประกบติดกับหน้าสัมผัสตอนล่าง สุดท้ายก็ไหลออกจากเซอร์กิตเบรกเกอร์ที่ขั้ว B ถ้ากระแสไฟฟ้าไหลเข้ามานี้มีปริมาณมากกว่าอัตราทนกระแสของเซอร์กิตเบรกเกอร์ ก็จะเกิดความร้อนขึ้นที่บริเวณแผ่นโลหะผสมนี้ ซึ่งคุณสมบัติของโลหะทุกประเภทเมื่อได้รับความร้อนก็จะเกิดการขยายตัว โลหะบางชนิดก็จะขยายตัวเร็วบางชนิดขยายตัวได้ช้า ซึ่งจะขึ้นอยู่กับ สัมประสิทธิ์ของการขยายตัวเมื่อได้รับความร้อน ของโลหะชนิดนั้นๆ ในกรณีนี้ทองเหลืองจะขยายตัวได้ดีกว่าเหล็ก ส่งผลให้แผ่นโลหะผสมนี้เกิดการโค้งตัวไปทางขวา ทำให้กระเดื่องที่สัมผัสกับโลหะนี้ถูกปลดออกและถูกดึงให้กระดกขึ้นตามสปริงที่คอยรั้งคานที่เชื่อมกระเดื่องไว้ การยกตัวของคานทางซ้ายนี้ ทำให้หน้าสัมผัสด้านบนและด้านล่างแยกออกจากกัน จึงเป็นการตัดเส้นทางเดินของกระแสไฟฟ้า ซึ่งเป็นการป้องกันวงจรไฟฟ้าจากการได้รับกระแสไฟฟ้าในปริมาณที่มากเกินไป การรีเซตจะเป็นการทำให้หน้าสัมผัสที่แยกออกจากกันกลับมาประกบชิดกันอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตามถ้าปัญหากระแสไฟฟ้าไหลเกินยังไม่ได้รับการแก้ไขก็จะทำให้หน่าสัมผัสแยกออกจากกันอยู่

 

การทำงานของสวิตช์อัติโนมัติโดยอาศัยความร้อน

 

8.4.2  สวิตช์ตัดวงจรอัตโนมัติโดยอาศัยสนามแม่เหล็ก

            เซอร์กิตเบรกเกอร์ชนิดที่ทำงานโดยอาศัยสนามแม่เหล็ก เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านขดลวดที่พันรอบแกนมีปริมาณน้อย ส่งผลทำให้เกิดสนามแม่เหล็กในปริมาณที่น้อยเช่นกันที่จะกระทำบนคานเหล็กโดยที่จะดึงกระเดื่องให้เคลื่อนไปทางซ้าย อย่างไรก็ตามแรงดึงที่เกิดจากสนามแม่เหล็กนี้ก็ยังไม่สามารถเอาชนะแรงดึงไปทางขวาที่เกิดจากสปริงที่คอยรั้งคานเอาไว้ ดังนั้นกระแสไฟฟ้าที่ไหลจึงยังคงไหลได้ตามปกติ นั่นคือ จากขั้ว A ไหลเข้าไปยังขดลวดผ่านไปยังด้านบนของหน้าสัมผัส จากนั้นจึงไหลออกจากเซอร์กิตเบรกเกอร์ที่ขั้ว B ถ้ากระแสไฟฟ้าที่ไหลเข้าไปมีปริมาณเกินกว่าอัตราทนกระแสของเซอร์กิตเบรกเกอร์กระแสไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมากขึ้นนี้ ก็จะทำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านขดลวดมีปริมาณมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้มีสนามแม่เหล็กที่กระทำบนแกนเหล็กทางแนวตั้งนี้มากขึ้น และแกนเหล็กทางด้านบนจะถูกดึงไปทางด้านซ้ายมือ ส่วนทางด้านล่างที่เป็นกระเดื่องก็จะกระดกไปทางขวาตามจุดหมุนของแกนการปลดกระเดื่องที่เกี่ยวอยู่กับคานทางแนวนอนจะส่งผลให้สปริง B ที่คอยดึงคานทางด้านขวาให้กระดกลงซึ่งทำหน้าที่แยกออกจากกัน ปุ่มรีเซตมีไว้สำหรับทำให้หน้าสัมผัสกลับมาประกบชิดกันอีกครั้ง เช่นเดียวกับเซอร์กิตเบรกเกอร์ชนิดที่ทำงานโดยอาศัยความร้อน และถ้าปัญหาเรื่องกระแสไฟฟ้าไหลมากเกินไปก็ยังคงอยู่ก็จะทำให้การแยกกันของหน้าสัมผัสเกิดขึ้นได้อีก

 

การทำงานของสวิตช์ตัดวงจรอัตโนมัติโดยอาศัยสนามแม่เหล็ก

         

8.5  เครื่องตัดไฟรั่ว

     เครื่องตัดไฟรั่วมีหลายแบบ และมีชื่อเรียกหลายชื่อด้วยกันแต่ก็จะมีหลักการทำงานที่คล้ายกัน เครื่องตัดไฟรั่ว
อาจมีชื่อเรียกต่างกันเช่น เครื่องตัดไฟเมื่อมีกระแสรั่วลงดิน , Earth Leakage Circuit Breaker (ELCB), Ground Fault
Circuit Interrupter (GFCI) และ Residual Current Device (RCD)  และ RCBO (RCCB with Overload Protection) เป็นต้น

           

ชนิด RCBO
ชนิด GFCI

 

 

8.6  สายดินและการต่อลงดิน

            เป็นการต่อตัวนำระหว่างวงจรไฟฟ้ากับดิน เพื่อป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้ารั่วโดยมีสาเหตุมาจากการชำรุด หรือการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ไฟฟ้าซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาโดยที่ไม่สามารถทราบล่วงหน้าได้ เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายแก่ผู้ที่ใช้อาจจะเข้าไปสัมผัสและถูกกระแสไฟฟ้าดูด โดยกระแสไฟฟ้าที่รั่วจะไหลลงดินแทนการไหลผ่านร่างกายของผุ้ที่เข้าไปสัมผัส ซึ่งการต่อลงดินจะมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ การต่อลงดินที่ระบบสายส่งไฟฟ้าและการต่อลงดินที่ตัวอุปกรณ์

 

8.6.1  การต่อสายดินที่ระบบส่งจ่ายไฟฟ้า

            การต่อลงดินที่ระบบสายส่งไฟฟ้า เป็นวิธีการทำต่อสายนิวทรัล ที่ระบบสายส่งไฟฟ้าลงดินโดยผ่านหลักสายดิน การต่อลงดินนี้สามารถทำได้ทั้งไฟฟ้าระบบ 1 เฟส และไฟฟ้าระบบ 3 เฟส วิธีการต่อลงดินที่ระบบสายส่งไฟฟ้า จะเป็นการต่อสายนิวทรัลลงดิน โดยการปฏิบัติจะต้องต่อสายนิวทรัลโดยใช้หลักสายดินเป็นตัวนำผ่านลงดิน หลักสายดินที่ใช้จะเป็นแท่งตัวนำที่ฝังลงไปในดิน โดยหลักสายดินจะเป็นแท่งเหล็กชุบสังกะสียาว 8 ฟุต และมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3/4นิ้ว หรือแท่งทองแดงยาว 8 ฟุต และมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1/2 นิ้ว ตอกลงไปในดินลึกจากผิวหน้าดินอย่างน้อย 1 ฟุต

 

 

8.6.2  การต่อสายดินของระบบไฟฟ้าในบ้าน

             เป็นการต่อส่วนที่เป็นโลหะที่ไม่มีกระแสไหลผ่านของสถานประกอบการให้ถึงกันตลอดแล้วต่อลงดิน
จุดประสงค์ของการต่อลงดินของอุปกรณ์ไฟฟ้า

1. เพื่อให้ส่วนโลหะที่ต่อถึงกันตลอดมีศักย์ไฟฟ้าเป็นศูนย์ ป้องกันไฟดูด

2. เพื่อให้อุปกรณ์ป้องกันกระแสเกินทำงานได้เร็วขึ้น เมื่อมีกระแสรั่วไหลลงโครงโลหะ

3. เป็นทางผ่านให้กระแสรั่วไหลลงดินท

อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต้องต่อลงดิน

1. เครื่องห่อหุ้มที่เป็นโลหะของสายไฟฟ้า แผงเมนสวิตซ์ โครงและรางปั้นจั่นที่ใช้ไฟฟ้า โครงของตู้ลิฟต์ ลวดสลิงยกของที่ใช้ไฟฟ้า

2. สิ่งกั้นที่เป็นโลหะ รวมทั้งเครื่องห่อหุ้มของอุปกรณ์ไฟฟ้าในระบบแรงสูง

3. อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ยึดติดอยู่กับที่และที่ต่ออยู่กับสายไฟฟ้าที่เดินอย่างถาวร ส่วนที่เป็นโลหะเปิดโล่งซึ่งปกติไม่มีไฟฟ้า แต่อาจมีไฟรั่วได้ ต้องต่อลงดินถ้าอยู่ในสภาพตามข้อใดข้อหนึ่งดังนี้

3.1 อยู่ห่างจากพื้นหรือโลหะที่ต่อลงดินไม่เกิน 8 ฟุตในแนวตั้ง หรือ 5 ฟุตในแนวนอนและบุคคลอาจสัมผัสได้ (ถ้ามีวิธีป้องกันไม่ให้ บุคคลสัมผัสได้ก็ไม่ต้องต่อลงดิน)

3.2 สัมผัสทางไฟฟ้ากับโลหะอื่นๆ และบุคคลอาจสัมผัสได้

3.3 อยู่ในสภาพเปียกชื้นและไม่ได้มีการแยกให้อยู่ต่างหาก

4. อุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับยึดติดอยู่กับที่ดังต่อไปนี้ ต้องต่อส่วนที่เป็นโลหะเปิดโล่งและปกติไม่มีกระแสรั่วลงดิน

4.1 โครงของแผงสวิตซ์

4.2 โครงของมอเตอร์ชนิดยึดติดกับที่

4.3 กล่องเครื่องควบคุมมอเตอร์ ถ้าเป็นสวิตซ์ธรรมดาและมีฉนวนรองที่ฝาด้านในก็ไม่ต้องต่อลงดิน

4.4 อุปกรณ์ไฟฟ้าของลิฟต์และปั้นจั่น

4.5 ป้ายโฆษณา เครื่องฉายภาพยนต์ เครื่องสูบน้ำ

5. อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้เต้าเสียบ ส่วนที่เป็นโลหะเปิดโล่งของอุปกรณ์ไฟฟ้าต้องต่อลงดินเมื่อมีสภาพตามข้อใดข้อหนึ่งดังนี้

5.1 แรงดันเทียบกับดินเกิน 150 โวลท์ ยกเว้นมีการป้องกันอย่างอื่นหรือมีฉนวนอย่างดี

5.2 อุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งที่ใช้ในที่อยู่อาอศัยและที่อื่นๆ เช่น

- ตู้เย็น ตู้แช่แข็ง เครื่องปรับอากาศ

- เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า เครื่องล้างจาน เครื่องสูบน้ำทิ้ง

- เครื่องประมวลผลข้อมูล เครื่องใช้ไฟฟ้าในตู้เลี้ยงปลา

- เครื่องมือที่ทำงานด้วยมอเตอร์ เช่นสว่านไฟฟ้า - เครื่องตัดหญ้า เครื่องขัดถู

- เครื่องมือที่ใช้ในสถานที่เปียกชื้น เป็นพื้นดินหรือเป็นโลหะ

- โคมไฟฟ้าชนิดหยิบยกได้

 

8.6.3  การต่อสายดินของเครื่องใช้ไฟฟ้า

            1. การต่อลงดินแบบนี้จะเป็นการต่อลงดินที่โครงของเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยตรงซึ่งการต่อลงดินวิธีนี้โดยส่วนใหญ่จะใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ผู้ผลิตได้ติดตั้งจุดสำหรับการต่อลงดินไว้ให้แล้ว เช่น ตู้เย็น เตาไมโครเวฟ หรือเครื่องซักผ้า

2. การต่อลงดินที่โครงอุปกรณ์ไฟฟ้าร่วมกับสายนิวทรัล การต่อลงดินวิธีนี้คล้ายกับวิธีแรก เพียงแต่การต่อวงจรของสายดินจะต่อร่วมเข้ากับสายนิวทรัล หรือสายกลางของระบบไฟหลักที่ใช้เป็นแหล่งจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า เมื่อมีกระแสไฟรั่วที่อุปกรณ์ไฟฟ้าก็จะไหลลงดินโดยผ่านสายนิวทรัล

3. การต่อลงดินที่โครงอุปกรณ์ไฟฟ้าโดยผ่านท่อโลหะและสายนิวทรัล การต่อลงดินวิธีนี้จะคล้ายกับวิธีที่สอง เพียงแต่การต่อวงจรของสายดินจะต่อวงจรร่วมกับสายนิวทรัล หรือสายกลางโดยผ่านท่อดินสายที่เป็นโลหะ เมื่อมีกระแสไฟรั่วที่อุปกรณ์ไฟฟ้านั้นก็จะทำให้กระแสไฟที่รั่วไหลลงดินโดยผ่านท่อโลหะไปสู่สายนิวทรัล

 

 

8.7  การต่อสายดินให้ได้คุณภาพ

                 การต่อสายต้องต่อให้ถูกต้องเหมาะสม  จึงจะทำให้สายดินมีประสิทธิภาพในการใช้งานได้สูงสุด  มีข้อควรคำนึงในการต่อสายดินดังนี้

                1.) ห้ามต่อสายดินผ่านฟิวส์หรืออุปกรณ์ป้องกันแบบตัดวงจรอัตโนมัติ  นอกจากการต่อผ่านตัวตัดวงจรอัตโนมัติ  ที่เมื่อตัวตัดวงจรอัตโนมัติทำงาน  ต้องตัดสายไฟฟ้าทุกเส้นของวงจรเร้อมสายดินออกด้วย

                2.) ห้ามต่อสายดินผ่านสวิตช์ตัดตอน  ยกเว้นในกรณีที่ติดตั้งในที่มองเห็นได้ชัดเจน  และทำเครื่องหมายบอกไว้อย่างชัดเจน

                3.) ห้ามต่อสายดินของเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้ากับสายศูนย์ (Nertral Wire) หากต่อไว้เมื่อสายศูนย์ขาดจะทำให้ตัวถังโลหะของเครื่องใช้ไฟฟ้ามีศักย์ไฟฟ้าเท่ากับแรงดันของสายไฟฟ้าเส้นมีไฟ  ผู้สัมผัสถูกตัวถังโลหะอาจได้รับอันตรายจากไฟฟ้าดูดได้

                4.) จุดต่อสายดินทุกตำแหน่งต้องต่ออย่างมั่นคงแข็งแรง  โดยใช้อุปกรณ์และวิธีการต่อสายที่ถูกต้องเหมาะสม  มีความต่อเนื่องทางไฟฟ้าและต่อถึงกันอย่างถาวร

                5.) ทางเดินไฟฟ้าลงดินต้องสามารถทนกระแสลัดวงจรที่เกิดขึ้นได้  และต้องมีความต้านทานต่ำพอที่จะทำให้อุปกรณ์ป้องกันระบบไฟฟ้าทำงาน

                6.) สายดินของเครื่องใช้ไฟฟ้า  ต้องมีขนาดที่พอเหมาะไม่เล็กไปกว่ามาตรฐานที่กำหนด

                7.) หลักต่อสายดินต้องฝึกลึกในดินไม่น้อยกว่า  2.40  เมตร  ถ้าจำเป็นต้องมีหลักต่อสายดินหลายหลัก  แต่ละหลักต้องห่างกันไม่น้อยกว่า  1.80  เมตร  และต่อร่วมกัน

                8.)  จุดต่อสายดินกับหลักต่อสายดิน  ต่อได้กับหลักต่อสายดินหลักใดหลักหนึ่งตามความสะดวก  แต่ต้องอยู่ภายในบริเวณที่จะต่อเครื่องใช้ไฟฟ้า  และต้องอยู่ทางด้านกระแสเข้าของสวิตช์ตัดตอน  หรืออุปกรณ์ป้องกันกระแสเกิน

                9.) สายดินที่จะต่อกับหลักต่อสายดิน  ต้องใส่ไว้ในท่อหรือมีฉนวนหุ้ม  และต้องเป็นเส้นเดียวกันโดยตลอด

               10.) ไม่ควรต่อโครงโลหะของเครื่องใช้ไฟฟ้าลงดินโดยตรง  ถ้าดำเนินการไปแล้วให้แก้ไขโดยการต่อสายดินที่สวิตช์ประธานอย่างถูกต้อง  และเดินสายดินจากสวิตช์ประธานมาต่อรวามกับสายดินที่ใช้อยู่เดิม

        

ย้อนกลับ

แบบฝึกหัดบทที่ 11

 

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N 

O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ            

                          อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

 

 A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด : | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

       บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ 

ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์