index 259
|
E-learning
E-learning คืออะไร ข้อดี LMS คืออะไร ลักษณะสำคัญของ E-learning
คลิกค่ะ
ฝนเทียม
เกี่ยวกับการทำฝนเทียม กรรมวิธีการทำฝนเทียม
สารเคมีที่ใช้ในการทำฝนเทียม เครื่องบินที่ใช้ในการปฏิบัติการ
ประโยชน์ของการทำฝนเทียม
คลิกค่ะ
Stem cell (เซลล์ต้นกำเนิด)
เป็นเซลล์อ่อนที่พร้อมเจริญเติบโต เป็นเซลล์อื่นๆต่อไป
คลิกค่ะ
Global Warming สภาวะโลกร้อน
การละลายของภูเขาน้ำแข็งที่ขั้วโลก
ซึ่งจัดเป็นแหล่งน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลก การเกิดพายุที่มีความถึ่มากขึ้น
และมีความรุนแรงมากขึ้นด้วย
คลิกค่ะ
ภาวะโลกร้อน (Global Warming) ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หรือ ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) เป็นปัญหาใหญ่ของโลกเราในปัจจุบัน สังเกตได้จาก อุณหภูมิ ของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหลักของปัญหานี้ มาจาก ก๊าซเรือนกระจก ค่ะ (Greenhouse gases) ปรากฏการณ์เรือนกระจก มีความสำคัญกับโลก เพราะก๊าซจำพวก คาร์บอนไดออกไซด์ หรือ มีเทน จะกักเก็บความร้อนบางส่วนไว้ในในโลก ไม่ให้สะท้อนกลับสู่บรรยากาศทั้งหมด มิฉะนั้น โลกจะกลายเป็นแบบดวงจันทร์ ที่ตอนกลางคืนหนาวจัด (และ ตอนกลางวันร้อนจัด เพราะไม่มีบรรยากาศ กรองพลังงาน จาก ดวงอาทิตย์) ซึ่งการทำให้โลกอุ่นขึ้นเช่นนี้ คล้ายกับหลักการของ เรือนกระจก (ที่ใช้ปลูกพืช) จึงเรียกว่า ปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect) ค่ะ แต่การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของ CO2 ที่ออกมาจาก โรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์ หรือการกระทำใดๆที่เผา เชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ) ส่งผลให้ระดับปริมาณ CO2 ในปัจจุบันสูงเกิน 300 ppm (300 ส่วน ใน ล้านส่วน) เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 6 แสนปี ซึ่ง คาร์บอนไดออกไซด์ ที่มากขึ้นนี้ ได้เพิ่มการกักเก็บความร้อนไว้ในโลกของเรามากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็น ภาวะโลกร้อน ดังเช่นปัจจุบัน ภาวะโลกร้อนภายในช่วง 10 ปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 มานี้ ได้มีการบันทึกถึงปีที่มีอากาศร้อนที่สุดถึง 3 ปีคือ ปี พ.ศ. 2533, พ.ศ.2538 และปี พ.ศ. 2540 แม้ว่าพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังมีความไม่แน่นอนหลายประการ แต่การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ได้เปลี่ยนหัวข้อจากคำถามที่ว่า "โลกกำลังร้อนขึ้นจริงหรือ" เป็น "ผลกระทบจากการที่โลกร้อนขึ้นจะส่งผลร้ายแรง และต่อเนื่องต่อสิ่งที่มีชีวิตในโลกอย่างไร" ดังนั้น ยิ่งเราประวิงเวลาลงมือกระทำการแก้ไขออกไปเพียงใด ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็จะยิ่งร้ายแรงมากขึ้นเท่านั้น และบุคคลที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ ลูกหลานของพวกเราเอง
Search engine เครื่องมือที่ใช้ในการสืบค้นข้อมูล
Search Engine เราลองมานึกดูว่า เว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลกมีมากมายเพียงใด หนึ่งล้านเว็บ พันล้านเว็บ หรือล้านล้านเว็บ คงเป็นการยากที่จะทราบได้ว่ามีเว็บอะไรบ้าง จำนวนเท่าใด และยิ่งยากไปกว่านั้นคือจะค้นหาเว็บที่เราต้องการได้อย่างไร และนั่นคือที่มาของ Search Engine เครื่องมือดีๆ ที่ช่วยในการค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต Search Engine เป็นเครื่องมือหรือโปรแกรมในการค้นหาเว็บต่างๆ โดยมีการเก็บ รายชื่อเว็บไซต์ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องต่างๆ ของเว็บไซต์และนำมาจัดเก็บไว้ใน server เพื่อให้สามารถค้นหาและแสดงผลได้สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ บาง search engine อาจไม่ได้มีการเก็บข้อมูลใน server ของตัวเอง แต่อาจอาศัยข้อมูลจากเจ้าของ server นั้นๆ ตัวอย่าง Search Engine ที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น sanook.com, siamguru.com, google.com, yahoo.com, msn.com, altavista.com, search.com เป็นต้น ![]() วิธีการค้นหา เพียงพิมพ์คำที่เราต้องการค้นหา หรือที่เราเรียกว่า Key Word และกดปุ่ม Search ประโยชน์ที่ได้รับจาก Search Engine
Information system ระบบสารสนเทศ
คือการใช้งานคอมพิวเตอร์ในการทำงานประจำ ตามขั้นตอน และวิธีการทำงานของหน่วยงาน หรือองค์กร หน่วยประมวลผลกลาง Microprocessor
ประกอบด้วย หน่วยคำนวณ หรือตรรกกะ ฯลฯ
|
แหล่งกำเนิดของสเต็มเซลล์ ด้วยเหตุนี้
เราจึงเรียกสเตมเซลล์ที่ได้จากครรภ์มารดาว่า
สเต็มเซลล์จากตัวอ่อน
(Embryonic stem cell, ES
cell)
![]() สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมีศักยภาพพัฒนาไปเป็นเซลล์ต่างๆ
ในร่างกายได้เกือบทุกชนิด
[ยกเว้นรก (Placenta)]
ไม่ว่าเซลล์ผิวหนัง เซลล์กล้ามเนื้อ
เซลล์ในระบบเลือด เซลล์ประสาท เซลล์สมอง
ฯลฯ ครอบคลุมเซลล์เนื้อเยื่อ 3 ประเภทได้แก่ 1)
เอนโดเดิร์ม
(เช่น ตับ ไต ต่อมไธรอยด์) 2)
มีโซเดิร์ม
(เช่น กล้ามเนื้อ กระดูก เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เลือด)
และ 3)
เอกโทเดิร์ม
(เช่น ผิวหนัง ระบบประสาท ระบบทางเดินอาหาร)
เรียกการพัฒนาของสเต็มเซลล์เช่นนี้ว่า
Pluripotent
stem cell
![]() ในปี 2541
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน วิทยาเขตเมดิสัน
นำโดย ดร. เจมส์ ทอมสัน
(James Thomson) เป็นนักวิจัยทีมแรกของโลกที่แยกสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนของมนุษย์
และนำมาเลี้ยงในห้องปฏิบัติการสำเร็จ
ทีมวิจัยนี้ตีพิมพ์ผลงานชื่อ Embryonic
Stem Cell Lines Derived from Human
Blastocysts
ในวารสาร
Science ฉบับที่ 282
วันที่ 6 พฤศจิกายน 2541
![]() ปัจจุบัน
นักวิทยาศาสตร์หาแหล่งสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนได้จากที่ไหนบ้าง?
เพื่อนำมาใช้ทดลองในห้องปฏิบัติการ
และใช้ประโยชน์สำหรับ Regenerative Medicine
แหล่งของสเต็มเซลล์ที่มาจากตัวอ่อนของมนุษย์ซึ่งมีอายุไม่กี่วัน
หาได้จากการปฏิสนธิโดยธรรมชาติ และ
จากฝีมือมนุษย์ -- ตัวอ่อนจากการปฏิสนธิโดยธรรมชาติ ได้จากการแท้ง ซึ่งในกรณีนี้ ไม่เป็นที่นิยม และมีจำนวนไม่เพียงพอกับการศึกษาวิจัย
--
ตัวอ่อนจากฝีมือแพทย์
ได้จากการปฏิสนธิในห้องปฏิบัติการหรือการทำเด็กหลอดแก้ว
(In
Vitro
Fertilization, IVF)
และจากการโคลน (Cloning)
ซึ่งใช้เทคนิคการย้ายฝากนิวเคลียส
(Somatic Cell Nuclear Transfer,
SCNT) แต่แทนที่จะเอาตัวอ่อนที่ได้ไปย้ายฝากในท้องของแม่และรอจนได้ลูก
แต่นักวิทยาศาสตร์นำตัวอ่อนมาเลี้ยงในห้องปฏิบัติการแทน
(2) สเต็มเซลล์ร่างกาย (Adult stem cell หรือ Somatic stem cell หรือ Mature stem cell) แหล่งของสเต็มเซลล์อีกแหล่งหนึ่งได้มาจาก
1)
เนื้อเยื่อและอวัยวะหลายชนิดที่พัฒนาจนสมบูรณ์ในร่างกาย
(Mature body tissue) 2) เลือดจากรกและสายสะดือ (Placenta
& Umbilical cord) ของทารกแรกเกิด
และ 3) ไขกระดูก (Bone
Marrow) ของทั้งเด็กและผู้ใหญ่
ในปี 2543 มีรายงานว่าดร. ซงเตา ชิ (Songtao Shi) และคณะ จากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) สหรัฐอเมริกา ได้ค้นพบสเต็มเซลล์ร่างกายแหล่งใหม่ เป็นสเต็มเซลล์จากรากฟันน้ำนมของเด็ก ต่อมาในปี 2546 ทีมวิจัยเดียวกันนี้ ยังประสบความสำเร็จในการแยกสเต็มเซลล์จากรากฟันนำนม มาเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ และชักนำให้สเต็มเซลล์พัฒนาไปเป็นเซลล์อื่น สเต็มเซลล์ร่างกายมีศักยภาพเปลี่ยนไปเป็นเซลล์อื่นได้จำกัดเพียงไม่กี่ชนิด
สเต็มเซลล์ร่างกายในระบบหรือเนื้อเยื่อหนึ่งมีความจำเพาะในการพัฒนาเป็นเซลล์หรือเนื้อเยื่อนั้นๆ
เท่านั้น ตัวอย่างเช่น
สเต็มเซลล์ในระบบเลือดเปลี่ยนไปเป็นเซลล์เม็ดเลือดแดงที่นำพาออกซิเจน
เม็ดเลือดขาวที่สร้างภูมิคุ้มกันต่อสู้กับเชื้อโรค
และเกล็ดเลือดที่แข็งตัวผสานปิดรอยแผล
มักไม่เปลี่ยนไปเป็นเซลล์ประสาทในสมอง
สเต็มเซลล์ในตับก็จะสร้างเซลล์ตับ เป็นต้น
เราเรียกการพัฒนาสเต็มเซลล์ร่างกายเช่นนี้ว่า
Multipotent stem cell
![]() ผลจากงานวิจัยในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา พบว่า สเต็มเซลล์ร่างกายในเนื้อเยื่อชนิดหนึ่ง เปลี่ยนไปเป็นเซลล์ในเนื้อเยื่ออีกชนิดหนึ่งได้ เรียกลักษณะเช่นนี้ว่า Plasticity เช่น สเต็มเซลล์ในระบบเลือดเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ประสาทหรือเซลล์ตับ สเต็มเซลล์ในไขกระดูกเปลี่ยนไปเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เป็นต้น นักวิทยาศาสตร์นำสเต็มเซลล์ร่างกาย
เช่น
สเต็มเซลล์จากระบบเลือด
โดยเฉพาะสเต็มเซลล์ในไขกระดูกที่มีชื่อเรียกว่า
Haematopoictic
stem cell มาใช้ทางการแพทย์ตั้งแต่ปี
2501 ซึ่งเรารู้จักกันดีในนามของการปลูกถ่ายไขกระดูก
(Bone Marrow Transplant) ปัจจุบัน
แพทย์นิยมนำสเต็มเซลล์จากไขกระดูกมารักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
หรือ ลูคีเมีย ควบคู่กับการฉายรังสี
และเคมีบำบัด 20 ปีต่อมา หรือในปี 2521 วงการแพทย์ได้เริ่มปลูกถ่ายสเตมเซลล์จากเลือดที่ได้จากรกและสายสะดือทารก
เพื่อรักษาโรค เพราะเต็มไปด้วย
Haematopoictic stem cell
ชนิดเดียวกับไขกระดูก
![]() สเต็มเซลล์ร่างกายมีข้อดีตรงที่ไม่ทำให้เกิดข้อโต้แย้งทางชีวจริยธรรมเหมือนสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน
แต่ก็มีข้อด้อย คือ
เมื่อนำมาเลี้ยงในห้องปฏิบัติการแล้วแบ่งเซลล์ได้ช้า
อีกทั้งยังมีข้อจำกัดในการพัฒนาไปเป็นเนื้อเยื่อชนิดอื่น
:
: คุณสมบัติของสเต็มเซลล์
คุณสมบัติสำคัญของสเต็มเซลล์ที่ถือว่า มหัศจรรย์ และนำมาประยุกต์ใช้ในการรักษาโรค คือ ความสามารถของการพัฒนาไปเป็นเซลล์ได้หลายชนิด (Differentiation) และความสามารถของการแบ่งเซลล์ได้อย่างไม่จำกัดโดยมีคุณสมบัติไม่แตกต่างจากเซลล์เดิม (Self-renewal) (1)
สเต็มเซลล์...เซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง
แต่เปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้
![]() สเต็มเซลล์ไม่สามารถทำหน้าที่อย่างเฉพาะเจาะจงได้ .สเต็มเซลล์ไม่สามารถปั๊มเลือดหล่อเลี้ยงร่างกายได้เหมือนเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ไม่สามารถจับโมเลกุลของออกซิเจนในกระแสเลือดได้เหมือนเซลล์เม็ดเลือด ไม่สามารถรับสัญญานจากเซลล์หนึ่งสู่เซลล์หนึ่งเพื่อให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้เหมือนเซลล์ประสาท แต่สเต็มเซลล์มีศักยภาพเปลี่ยนไปเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เซลล์เม็ดเลือด หรือแม้กระทั่งเซลล์ประสาทได้ สเต็มเซลล์เปลี่ยนไปเป็นเซลล์เฉพาะหรือที่เรียกว่า Differentiation ได้ เพราะปัจจัยภายนอกและภายใน ...ปัจจัยภายในควบคุมโดยยีนในเซลล์นั่นเอง ส่วนปัจจัยภายนอก ควบคุมโดยสารเคมีที่หลั่งออกมาจากเซลล์อื่น, ลักษณะทางกายภาพระหว่างสเต็มเซลล์และเซลล์ใกล้เคียง และโมเลกุลอื่นรอบๆ สเต็มเซลล์ ปัจจุบัน ยังมีข้อสงสัยหลายประการเกี่ยวกับกลไกการเปลี่ยนไปทำหน้าที่เฉพาะของสเต็มเซลล์ ซึ่งต้องอาศัยการวิจัยกันต่อไป
(2)
สเต็มเซลล์...เซลล์ที่มีความสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ได้เหมือนเซลล์เดิม
ครั้งแล้วครั้งเล่า สเต็มเซลล์ไม่เหมือนเซลล์สมอง เซลล์เม็ดเลือด หรือเซลล์ประสาท ตรงที่สำเนาเซลล์เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างไม่จำกัด ซึ่งเซลล์อื่นๆ ไม่มีคุณสมบัตินี้ เช่น เซลล์สมองของนักร้องชื่อดังถูกทำลายไปเนื่องจากอุบัติเหตุ ก็ไม่สามารถสร้างขึ้นมาทดแทนส่วนที่เสียไปได้ เป็นต้น
ด้วยประโยชน์มหาศาล ทำให้หลายประเทศเดินหน้าศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง สหราชอาณาจักร แคนาดา สวีเดน อินเดีย เยอรมนีเกาหลีใต้ อิสราเอล อิตาลี สเปน และอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์ถึงกับประกาศตัวเป็นศูนย์กลางการวิจัยสเต็มเซลล์ หรือแม้กระทั่งอิหร่าน ยังสนับสนุนกรวิจัยสเต็มเซลล์
สำหรับประเทศไทยมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์ของร่างกาย ตัวอย่างเช่น ![]() ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาวิจัยสเต็มเซลล์เพื่อนำมาใช้สำหรับ Regenerative Medicine จึงได้เปิดโอกาสให้ทุกหน่วยงานในประเทศขอรับการสนับสนุนทุนวิจัย เพราะความรู้ที่ได้จากการศึกษาวิจัยสเต็มเซลล์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การรักษาโรค หรือ Regenerative Medicine เท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ในเรื่องของการได้มาซึ่งองค์ความรู้พื้นฐานด้านพัฒนาการของเซลล์ การใช้สเต็มเซลล์เป็นต้นแบบทดลองยาในกรณีที่ไม่มีระบบที่เหมาะสมในสัตว์ทดลอง การวิจัยเพื่อหาวิธีป้องกันและรักษาโรคทางพันธุกรรม และการวิจัยอื่นๆ
Because
Stem Cell
is Versatile Cell สเต็มเซลล์...เจ้าคือเซลล์ต้นกำเนิดแห่งเซลล์ทั้งปวง
มหัศจรรย์สเต็มเซลล์
ดร.
นำชัย ชีววิวรรธน์ namchai@biotec.or.th
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
ร่างกายของมนุษย์นั้นอัศจรรย์มาก
เรามีเซลล์จำนวนมากมายเสียยิ่งกว่าจำนวนดวงดาวในท้องฟ้าที่เราเห็นด้วยตาเปล่ากันทุกคืนเสียอีก
และเนื่องจากเซลล์ย่อมมีการเกิด แก่ และตาย
เหมือนกับร่างกายของสิ่งมีชีวิตนั่นเอง
ร่างกายจึงต้องมี เซลล์พิเศษ
ที่ทำหน้าสร้างเซลล์ใหม่ๆ ขึ้นตลอดเวลา
เพื่อทดแทนเซลล์เก่าๆ
ที่ได้รับความเสียหายหรือตายไปตลอดเวลาด้วยสาเหตุต่างๆ
เซลล์ที่ทำหน้าที่เป็นดั่ง มารดาแห่งเซลล์ทั้งมวล
ดังกล่าวนี่เองที่มีชื่อเรียกว่า
สเต็มเซลล์
คำว่า สเต็มเซลล์
หรือที่มีบางคนให้ชื่อในภาคภาษาไทยว่า เซลล์ต้นกำเนิด
บ้าง หรือไม่ก็ เซลล์ต้นตอ
บ้างนั้น (ยังมีชื่ออื่นๆ อีกด้วย)
อาจจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย
แต่ก็คุ้นหูกันมากขึ้นในไม่ช่วงระยะเวลากี่ปีที่ผ่านมา
(โดยเฉพาะจากโฆษณาทางโทรทัศน์) แต่อันที่จริงแล้ว
วงการแพทย์สมัยใหม่ได้ใช้สเต็มเซลล์เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาผู้ป่วยมาเป็นเวลานับสิบๆ
ปีแล้ว เช่น การใช้ไขกระดูก
(ที่มีสเต็มเซลล์เป็นส่วนประกอบ)
ปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยที่ได้รับการฉายรังสีหรือสารเคมีเพื่อรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือด
ซึ่งมีผลข้างเคียงคือวิธีการรักษาแบบดังกล่าวนี้
ทำลายเซลล์ที่อยู่ภายในไขกระดูกของผู้ป่วยจนหมดสิ้น
ความหมายของสเต็มเซลล์
มีผู้ให้ความหมายของคำว่า สเต็มเซลล์
ไว้หลายแบบ คำนิยามที่ชัดเจนและรัดกุม
อาจจะดูได้จากเอกสารเรื่อง สเต็มเซลล์: ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และทิศทางการวิจัยในอนาคต
ของสถาบันวิจัยสุขภาพแห่งชาติ
(NIH) ประเทศสหรัฐอเมริกา (ดูในกรอบ)
การค้นพบสเต็มเซลล์ แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ ไม่เคยมีนักวิทยาศาสตร์หรือแพทย์คนใดเลยที่สามารถแยกเอาสเต็มเซลล์ในกระดูกออกมาได้ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2541 ที่ทีมของ ดร. เจมส์ ทอมสัน (James Thomson) ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินที่เมดิสัน (University of Wisconsin, Madison) สามารถคัดแยกสเต็มเซลล์ออกมาได้
ผลงานของพวกเขาปรากฏอยู่ในวารสาร
Science
ฉบับวันที่
6
พฤศจิกายน
2541
ในเวลาไล่เลี่ยกัน
ก็มีการตีพิมพ์การค้นพบที่คล้ายคลึงกันโดยทีมของจอห์น
เกียร์ฮาร์ท (John Gearhart) แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์จอห์นส์
ฮอปส์กิน (Johns Hopkins University School of
Medicine) ในเมืองบัลติมอร์
รัฐแมรีแลนด์
ในปีต่อมา
ก็มีรายงานเรื่องสเต็มเซลล์ออกมาอีกหลายเรื่องอย่างต่อเนื่อง
จนทำให้เป็นเรื่องเกรียวกราวในวงการวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ปี
พ.ศ. 2542 นี้เองที่วารสาร
Science
จัดให้งานวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์เป็น
Breakthrough of the Year
หรือ
งานวิจัยที่ทำให้วงการวิทยาศาสตร์มีความก้าวหน้าแบบ
ก้าวกระโดด
เลยทีเดียว
ความสำคัญของสเต็มเซลล์
คนทั่วไปอาจสงสัยว่า ทำไมการค้นพบสเต็มเซลล์จึงเป็นเรื่องสำคัญ?
สาเหตุก็คือ
นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่า
การค้นพบสเต็มเซลล์จะมีคุณประโยชน์อย่าอเนกอนันต์และน่าจะช่วยชีวิตคนได้อย่างมากมาย
ประโยชน์ของสเต็มเซลล์อาจจะครอบคลุมตั้งแต่เรื่องสำคัญที่สุดคือ การนำมารักษาผู้ป่วย ซึ่งคาดหมายกันว่า โรคมากมายหลายชนิดซึ่งปัจจุบันไม่สามารถรักษาได้ อาจจะกลายเป็นโรคที่รักษาได้ในอนาคต หากศึกษาเรื่องสเต็มเซลล์กันอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการนำเซลล์เหล่านี้มาใช้ในการทดสอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบความเป็นพิษของสารต่างๆ หรือการตรวจวิเคราะห์สมบัติของสารที่อาจใช้เป็นยาในอนาคต หากผลการทดลองที่ได้มีประโยชน์เทียบเท่า หรือสามารถใช้ได้ในทำนองเดียวกับการทดสอบในสัตว์ทดลอง เราก็อาจจะสามารถลดการใช้สัตว์ทดลองลงได้อย่างมหาศาล
แต่ที่แน่นอนก็คือ
สเต็มเซลล์จะเป็นเซลล์ที่มีประโยชน์ในการใช้ศึกษาหาความรู้
เกี่ยวกับกระบวนทางชีววิทยาพื้นฐานต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงของเซลล์
ที่จะไปทำหน้าที่เฉพาะอย่าง เช่น
เหตุใดเซลล์บางเซลล์เท่านั้นที่จะกลายไปเป็นเซลล์ประสาท
ในขณะที่เซลล์อื่นๆ
กลายไปเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหรือเซลล์เม็ดเลือด
เป็นต้น
ความรู้เหล่านี้อาจใช้ป้องกันและรักษาโรคทางพันธุกรรมบางอย่างได้ในอนาคต
นักวิทยาศาสตร์คาดว่า
น่าจะสามารถใช้ประโยชน์สเต็มเซลล์ในอนาคตในแง่มุมบางอย่าง
ที่แม้แต่ในปัจจุบันก็อาจจะไม่สามารถคาดคิดไปถึงได้
ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า
เรื่องของสเต็มเซลล์นั้น
นอกจากจะเป็นการค้นพบที่น่าตื่นใจสำหรับนักวิทยาศาสตร์และวงการแพทย์
ยังเป็นความหวังของผู้ป่วยทั่วโลกอีกด้วย!
ภาพ เต๋า
|
| "กาลาปากอส" ห้องแล็บธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ของ
"ดาร์วิน" โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 กุมภาพันธ์ 2552 ![]() หาก "ผลแอปเปิล" ที่ร่วงหล่นจากต้นเป็นแรงบันดาลใจให้ "นิวตัน" ศึกษาค้นคว้าจนค้นพบกฎแรงโน้มถ่วง "หมู่เกาะกาลาปากอส" ก็คือแอปเปิลผลนั้นของ "ดาร์วิน" ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขาพยายามทำความเข้าใจกับความแตกต่างของสิ่งมีชีวิต จนเกิดเป็น "ทฤษฎีวิวัฒนาการ" เมื่อพูดถึง "ชาร์ลส์ ดาร์วิน" (Charles Darwin) ก็ต้องนึกถึง "กาลาปากอส" (Galapagos Islands) หมู่เกาะภูเขาไฟในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก แต่อยู่ทางทิศตะวันตกของชายฝั่งประเทศเอกวาดอร์ ห่างออกไปประมาณ 970 กิโลเมตร "กาลาปากอส" เป็นหมู่เกาะที่เปรียบเสมือนห้องปฏิบัติการในธรรมชาติของดาร์วิน และเป็นหมู่เกาะแห่งประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เพราะไม่เพียงเป็นแรงบันดาลใจให้ดาร์วินสร้างทฤษฎีแห่งวิวัฒนาการ แต่ยังปฏิวัติความเข้าใจของมวลมนุษย์เกี่ยวกับโลกและสิ่งมีชีวิตโดยสิ้นเชิง บทความจากสำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า หลังออกเดินทางจากอังกฤษในเดือน ธ.ค. 2374 เรือหลวงบีเกิล (HMS Beagle) ก็พาคณะและดาร์วินมาถึงหมู่เกาะกาลาปากอสในปี 2378 ขณะที่เขายังหนุ่มยังแน่นด้วยวัยเพียง 26 ปี และได้พบเจอกับสิ่งมีชีวิตหลากหลายสปีชีส์ ที่มีอยู่เฉพาะบนหมู่เกาะแห่งนั้น ระหว่างที่พำนักอยู่ที่นั่น ดาร์วินทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ไปกับการศึกษาธรรมชาติที่แปลกใหม่โดยมีพืชและสัตว์นานาชนิดเป็นสิ่งดึงดูดใจ อาจเรียกได้ว่าเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่ผลงานชิ้นโบว์แดงในอีกหลายปีต่อมา ที่ดาร์วินถ่ายทอดแนวคิดออกมาเป็นหนังสือเรื่อง "ออน ดิ ออริจิน ออฟ สปีชีส์" (On the Origin of Species) "หากนิวตัน (Isaac Newton) ได้แรงบันดาลใจจากผลแอปเปิลที่ร่วงหล่นลงมา และนำไปสู่การค้นพบกฎแรงโน้มถ่วง (principle of gravity) ก็อาจกล่าวได้เช่นเดียวกันว่า หมู่เกาะกาลาปากอสก็นำดาร์วินสู่การค้นพบทฤษฎีวิวัฒนาการ" คำกล่าวเปรียบเทียบการค้นพบครั้งสำคัญของ 2 นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่โดยคาร์ลอส วัลเล (Carlos Valle) ผู้เชี่ยวชาญด้านสรรพสัตว์แห่งกาลาปากอส และหัวหน้าแผนกชีววิทยา มหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโกแห่งกีโต (Universidad San Francisco de Quito) ในเอกวาดอร์ ที่กาลาปากอสนี้ ทำให้ดาร์วินได้พบหลักฐานชิ้นเยี่ยมที่สุด สำหรับการพัฒนาทฤษฎี ที่มีธรรมชาติเป็นตัวคัดเลือกสิ่งมีชีวิต ผ่านกระบวนการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมโดยอาศัยเวลานับล้านปี หมู่เกาะกาลาปากอส ประกอบด้วยเกาะขนาดใหญ่ 13 เกาะ และเกาะแก่งน้อยใหญ่อีกจำนวนมาก ดาร์วินสังเกตเห็นว่า ธรรมชาติแวดล้อมของแต่ละเกาะนั้น มีความผันแปรต่อกันเล็กน้อย ทว่ามีอิทธิพลต่อขนาดของจงอยปากในนกสปีชีส์เดียวกัน แต่อาศัยอยู่คนละเกาะ ซึ่งเป็นผลมาจากความแตกต่างของเมล็ดพืช ที่เป็นอาหารของนกชนิดนั้นบนเกาะนั้นๆ นอกจากนั้นในบริเวณพื้นที่เล็กๆ ใกล้เคียงกัน ดาร์วินยังพบว่า มีนกสปีชีส์เดียวกัน แต่มีลักษณะแตกต่างกันไปถึง 14 แบบ ซึ่งความแปรผันที่เกิดขึ้น เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมบริเวณที่นกพวกนั้นอาศัยอยู่ "ดาร์วินเดินทางแวะเวียนสถานที่หลายแห่งรอบโลก แต่สถานที่ที่เขาพบเห็นถึงความแปลกใหม่ไม่เหมือนใครคือกาลาปากอส ที่ซึ่งนกสปีชีส์เดียวกัน แต่มีลักษณะแตกต่างกันในรายละเอียดที่ขึ้นกับบริเวณที่อยู่อาศัย กาลาปากอสไม่ใช่แก่นของเรื่องในหนังสือ ออน ดิ ออริจิน ออฟ สปีชีส์ แต่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ดาร์วินเข้าใจกฏแห่งวิวัฒนาการ" คำอธิบายของแมทเธียส วอล์ฟ (Matthias Wolff) ผู้อำนวยการมูลนิธิ ชาร์ลส์ ดาร์วิน แห่งหมู่เกาะกาลาปากอส หรือซีดีเอฟ (Charles Darwin Foundation for the Galapagos Islands: CDF) สำหรับหมู่เกาะกาลาปากอสนั้น ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) เมื่อปี 2521 ด้วยสภาพธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัวอย่างน่าทึ่ง มีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตสูง และส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นสปีชีส์ที่มีเฉพาะบนหมู่เกาะกาลาปากอสเท่านั้น ทว่าปัจจุบันนี้ สิ่งแวดล้อมของกาลาปากอสกำลังเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ จนเกือบเข้าขั้นวิกฤติ โดยมีชนิดพันธุ์พืชเฉพาะถิ่นกว่า 20% และพันธุ์สัตว์เฉพาะถิ่นที่อยู่ในกลุ่มสัตว์มีกระดูกสัตว์กว่า 50% เข้าข่ายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกคุกคามอย่างน่าเป็นห่วงว่าอาจสูญพันธุ์ได้ในไม่ช้า ซึ่งมนุษย์เป็นสาเหตุอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งปัญหาสั่งสมมายาวนานแล้ว เช่น การล่ามากเกินพอดีทั้งบนบกและในทะเล และการบุกรุกที่อยู่อาศัยของสัตว์เพื่อใช้เป็นพื้นที่กสิกรรม ส่วนปัญหาใหม่ที่เพิ่งก่อตัวในช่วง 50 ปีหลังมานี้ เกิดจากการที่ประชากรในท้องถิ่นและเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งสวนทางกับการบริหารจัดการพื้นที่ให้เป็นระบบอย่างยั่งยืนโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ที่มีผู้คนจากทั่วโลกมุ่งหน้าไปสัมผัสความสวยงามของธรรมชาติแปลกตาที่กาลาปากอส เป็นจำนวนมากเกินกว่าที่ธรรมชาติจะสามารถรองรับได้จริง เมื่อมนุษย์ใช้สอยธรรมชาติมากเกินไป ย่อมส่งผลกระทบต่อพืชและสัตว์ท้องถิ่นในบริเวณนั้น ประกอบกับปัญหามลพิษ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่คอยซ้ำเติมให้ย่ำแย่ลงทุกวัน ปี 2549 ซีดีเอฟได้เริ่มดำเนินโครงการแผนกลยุทธ์ 10 ปี ในการแยกแยะอุปสรรคสำคัญ ที่ต้องเอาชนะให้ได้สำหรับกาลาปากอส หมู่เกาะที่ได้ชื่อว่าเป็นสัญญลักษณ์สำคัญ หรือ ไอคอน ทางประวัติศาสตร์การวิวัฒนาการและการอนุรักษ์ของโลก ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติให้คงไว้และจัดการด้านการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือน มิ.ย. 2550 ยูเนสโกได้ประกาศ ขึ้นบัญชีหมู่เกาะกาลาปากอสให้เป็นมรดกโลกที่กำลังถูกคุกคาม เนื่องจากการรุกรานของมนุษย์ ทั้งจากการท่องเที่ยวที่ขยายตัวมากขึ้น การสัญจรไปมาระหว่างเกาะ และการอพยพย้ายถิ่นฐานของประชากร แม้ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ซีดีเอฟและอุทยานแห่งชาติกาลาปากอส (Galapagos National Park) ได้พยายามจัดการกับเรื่องดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่ปัญหาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาลงได้ และยังคงเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน หากยังหวังให้ธรรมชาติของกาลาปากอสอยู่รอดไปถึงศตวรรษหน้า. หมู่เกาะกาลาปากอส ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่จำนวนมาก โดยมีเกาะหลักๆ อยู่ 13 เกาะ ได้แก่ เกาะเฟอร์นาดินา (Fernandina Island) เกาะอิซาเบลา (Isabela Island) เกาะพินซอน (Pinzón Island) เกาะซานติเอโก (Santiago Island) เกาะราบิดา (Rábida Island) เกาะซานตาครูซ (Santa Cruz Island) เกาะซานตาเฟ (Santa Fe Island) เกาะฟลอเรียนา (Floreana Island) เกาะเอสปาโนลา (Española Island) เกาะซานคริสโตบัล (San Cristóbal Island) เกาะเจโนเวซา (Genovesa Island) เกาะมาร์เคนา (Marchena Island) เกาะพินตา (Pinta Island)
หมู่เกาะกาลาปากอส ประเทศเอกวาดอร์ เป็นแหล่งรวมพันธุ์พืชและสัตว์จำนวนมากที่ส่วนใหญ่ไม่พบที่ไหนในโลกอีกแล้ว และเป็นสุดยอดห้องแล็บธรรมชาติวิทยาของ "ชาร์ลส์ ดาร์วิน"
นกบูบีเท้าฟ้า (blue-footed booby) แห่งกาลาปากอส
สิงโตทะเลแม่ลูกแห่งกาลาปากอส
เต่ายักษ์ อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของหมู่เกาะกาลาปากอส
กระบองเพชรกาลาปากอสที่งอกขึ้นมาบนลาวาภูเขาไฟ
เกาะน้อยใหญ่ที่รวมกันเป็นหมู่เกาะกาลาปากอส
นกฟินช์ชนิดหนึ่งบนกาลาปากอส ที่ดาร์วินเคยสนใจศึกษาเป็นพิเศษ และนำเขาไปสู่การอธิบายทฤษฎีวิวัฒนาการได้อย่างเห็นภาพ (ภาพจาก www.galapagos.org)
อีกัวบาบกชนิดหนึ่งของหมู่เกาะกาลาปากอส (ภาพจาก www.galapagos.org)
อีกัวนาทะเลแห่งเกาะเอสปาโนลา ซึ่งที่หมู่เกาะกาลาปากอสนี้มีความหลากหลายของอีกัวนาสูงมาก โดยหลักๆ แบ่งเป็นอีกัวนาบก และอีกัวนาทะเล (ภาพจาก www.galapagos.org)
นกแอลบาทรอส (waved albatross) ซึ่งเป็นนกทะเลชนิดหนึ่ง บนเกาะเอสปาโนลา (Espanola Island) (ภาพจาก www.galapagos.org)
ภาพถ่ายดาวเทียมของหมู่เกาะกาลาปากอสที่ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่หลายเกาะเรียงรายกันในมหาสมุทรแปซิฟิก (ภาพจาก wikipedia )
เส้นทางการเดินเรือรอบโลกของเรือบีเกิลในช่วงระยะเวลาเกือบ 5 ปี ซึ่งส่วนใหญ่สำรวจชายฝั่งอเมริกาใต้เป็นหลัก และแวะที่หมู่เกาะกาลาปากอสในช่วงท้ายของการเดินทาง (ภาพจาก wikipedia)
นักท่องเที่ยวให้ความสนใจเดินทางไปเที่ยวหมู่เกาะกาลาปากอสเป็นจำนวนมาก จนทำให้ยูเนสโกต้องประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกที่กำลังถูกคุกคาม (ภาพจาก www.galapagos.org)
นกฟลายแคชเชอร์ (flycatcher) เคราะห์ร้าย ถูกรถชนตายบนกาลาปากอส (ซีดีเอฟ) ย้อนเส้นทางชีวิต "ชาร์ลส์ โรเบิร์ต ดาร์วิน" โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 กุมภาพันธ์ 2552
ชาร์ลส์ ดาร์วิน ในวัยหนุ่มที่หันเหชีวิตจากนักเรียนแพทย์ไปเป็นนักธรรมชาติวิทยา (ภาพจากแฟ้ม/สุทัศน์ ยกส้าน) เกิดเป็นทายาทตระกูลผู้ดีมีการศึกษาและฐานะร่ำรวยในชนบทของอังกฤษ
แต่ชีวิตของ "ชาร์ลส์ ดาร์วิน"
ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่ควรจะเป็น
ทั้งปู่และพ่อผู้เป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียง
และหวังจะให้ "ดาร์วิน" เดินตามรอย
ด้วยการส่งเข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์
ซึ่งที่นี่กลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา
และเปลี่ยนแนวคิดของคนทั่วโลก
ดาร์วินในวัยชรา หลังจากที่ประกาศให้โลกรู้ว่าสิ่งมีชีวิตมีวัฒนาการอยู่ตลอดเพื่อปรับตัวให้อยู่รอดได้ในสภาวะแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง (ภาพโดย J. Cameron)
ภาพล้อเลียนดาร์วินว่าวิวัฒนาการมาจากลิง
อันเป็นผลหลังจากที่ดาร์วินตีพิมพ์หนังสือ The Descent of Man
ที่เขาอธิบายว่าคนกับลิงวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษร่วมกัน (ภาพจาก
Hornet magazine) 1842
: ดาร์วินรวบรวมข้อมูลจากสิ่งที่เขาพบเห็น
ระหว่างเดินทางไปกับเรือบีเกิลและจากที่ค้นคว้าเพิ่มเติม
สังเคราะห์ออกมาเป็น "ทฤษฎีวิวัฒนาการ" (theory of
evolution) ซึ่งเขายังไม่คิดตีพิมพ์ออกไป
แต่ฝากฝังภรรยาให้ตีพิมพ์หลังจากที่เขาได้เสียชีวิตไปแล้ว
โดยในระหว่างนั้นเขาก็ทำการทดลองต่างๆ
อยู่ที่บ้านของเขาเองเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมมาอธิบายแนวความคิดของเขา
นักแสดงแต่งกายเลียนแบบชาร์ลส์ ดาร์วิน เป็นแบบให้ช่างภาพถ่ายภาพขณะยืนมองหลุมฝังศพของดาร์วิน ภายในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 52 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลองครบ 200 ปี วันเกิดดาร์วินในวันที่ 12 ก.พ. 52 (เอเอฟพี)
นาซาระบุดาวเทียมสหรัฐฯ-รัสเซียชนกันไม่กระทบสถานีอวกาศ โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 กุมภาพันธ์ 2552
นาซาระบุดาวเทียมสหรัฐฯ
ชนดาวเทียมปลดระวางของรัสเซียไม่กระทบต่อสถานีอวกาศ
เพราะโคจรอยู่ต่ำกว่าจุดเกิดเหตุ 400 เมตร
แต่เสี่ยงอันตรายต่อฮับเบิลและดาวเทียมสำรวจโลกที่โคจรอยู่สูงและใกล้บริเวณที่ชนกัน
แจงต้องใช้เวลาอีกสักพักระบุได้ว่าเกิดเศษซากจากการชนเท่าไหร่
ซากดึกดำบรรพ์เป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้เราทราบว่าเคยมีสิ่งมีชีวิตมากมายที่เกิดขึ้นในอดีต หลายชนิดสูญพันธุ์ไปแล้ว และส่วนใหญ่ที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันก็มีสัณฐานเปลี่ยนแปลงไป ซากดึกดำบรรพ์เกิดขึ้นได้หลายวิธี ได้แก่ *permineralization หรือ กระบวนการแทรกซึมของแร่ธาตุในรูพรุนของโครงร่างของสิ่งมีชีวิต เกิดขึ้นเมื่อแร่ธาตุเข้าไปสะสมในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ทำให้รูปทรงของชิ้นส่วนนั้นคงตัวกลายเป็นซากดึกดำบรรพ์ เช่น ไม้กลายเป็นหิน (petrified wood)
|
|
ประวัติ : รางวัลโนเบล
![]() รางวัลโนเบลถือเป็นสุดยอดรางวัลของโลก ที่หลายคนใฝ่ฝันอยากจะมีชื่ออยู่ในทำเนียบผู้ที่ได้รับรางวัลนี้ เพราะเป็นสิ่งที่เชิดชูเกียรติและบ่งบอกถึงความเก่งกาจ ยอดเยี่ยม เป็นผู้อุทิศตนเพื่อความเจริญก้าวหน้า ความสงบและสันติของสังคมโลก อัลเฟรด บี.โนเบล ชาวสวีเดน เป็นผู้ก่อตั้ง มูลนิธิ อัลเฟรด บี.โนเบล ขึ้นในปีพ.ศ.2444 หรือปี 1901 ด้วยเงินก่อตั้งก้อนแรก 9 ล้านดอลลาร์ และนำดอกผลมาจัดสรรเพื่อให้เป็นเงินรางวัล พร้อมใบประกาศเชิดชูเกียรติแก่บุคคลหรือองค์กรที่ทำคุณประโยชน์แก่ชาวโลก ครั้งแรกมีทั้งหมด 5 สาขา คือ ฟิสิกส์ เคมี แพทย์ วรรณกรรม และสันติภาพ โดยแจกรางวัลปีละครั้งในราวเดือน ต.ค. ของทุกปี ต่อมาในปี 1969 มีการเพิ่มการแจกรางวัลอีก 1 สาขา คือ สาขาเศรษฐศาสตร์ ปัจจุบันรางวัลนี้มีทั้งหมด 6 สาขา สำหรับเงินรางวัลนั้น แต่ละสาขาจะได้เงินสดจำนวน 7,400,000 โครเนอร์สวีเดนหรือประมาณ 27 ล้านบาท ผู้ที่เคยได้รับรางวัลโนเบลมาแล้วเช่น ทะไล ลามะ ผู้นำทางศาสนาของทิเบต สาขาสันติภาพ ปี 1989 นางออง ซาน ซู จี นักต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยจากรัฐบาลทหารของพม่า สาขาสันติภาพ ปี 2534 อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ ชาวสหรัฐเชื้อสายเยอรมัน สาขาฟิสิกส์ ปี 1951 เซอร์ อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่ง นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ สาขาแพทย์ ปี 1945 และเซอร์ วินสตัน เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ สาขาวรรณกรรม ส่วนประเทศไทยยังไม่เคยมีใครได้รับรางวัลโนเบล ไม่แน่นะอาจจะเป็นใครในนี้ก็ได้ที่ได้รางวัลโนเบลคนต่อไป กระบวนการ Reverse Osmosis ต้นกำเนิดของระบบกรองน้ำ Reverse
Osmosis (R.O.)
ได้ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อในกองทัพเรือสหรัฐ
เพื่อนำน้ำทะเลมาผ่านการบำบัดและผ่านการกรองให้เป็นน้ำจืด
เครื่องยนต์ใช้ลมอัด เครื่องยนต์ใช้ลมอัด ![]() TATA มอเตอร์
บริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอินเดีย
ประกาศผลิตรถยนต์ที่ใช้พลังงานลมในการขับเคลื่อน
โดยจะทยอยนำส่งเข้าสู่โชว์รูมในปี พ.ศ. 2552
รถยนต์พลังลม หรือ AirCarนี้
ใช้การปล่อยอากาศจากระบบบีบอัดอากาศด้วยความดันสูง
โดยอากาศที่ปล่อยออกมาจะทำหน้าที่หมุนเพลา
ทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ โดยการเติมอากาศ
สามารถเติมได้ตามสถานีอัดอากาศด้วยราคาไม่แพง
![]() รถพลังลม สุดยอดมากๆ ![]() MiniCat - air powered car ดีครับเพื่อนๆ วันก่อนไป search ข้อมุลจากเนทเลยไปเจอเจ้า Minicat ตัวนี้เข้าเห็นว่าเจ๊งมากเลยเอามาให้อ่านกัน เพราะว่าราคาน้ำมันตอนนี้แพงมหาศาลเลย แล้วก็ยังลดโลกร้อนได้อีกด้วย รถคันนี้เป็นรถเล็กในรูปแบบ City car นะครับสามารถวิ่งได้ไกล 300 กิโลเมตร หรือว่า 10 ชั่วโมงต่อการเติมเชื่อเพลง 1 ครั้งนะครับ เจ้าเชื้อเพลิงที่ว่านี้คือลมครับ จะเป้นกรอัดลดเข้าไปในเครื่องยนตืที่ใช้เทคโนโลยี compressed air technology (CAT) เหมือนเป็นแรงอัดอากาศนั้นละครับ ราคาลมก็ตกราวๆ 1 ดอลล่า ต่อ 62 ไมล์ โดยต้องไปเติมที่ปั้มเติมลมอัดอากาศนะครับ รู้สึกว่าตอนนี้จะมีการผลิตเพื่อขายกันจริงๆ ด้วยนะครับ ที่สำคัญต้องมีปั้มเติมลมนั่นนะสิครับคือปัญหาถ้าเราจะเอามาใช้ในเมืองไทย ![]() Air Car MiniCAT Technical Specifications ![]() ข้อมุลเพิ่มเติม http://www.theaircar.com/acf/ ลดความเครียด
วิธีลดความเครียดของ
Sponge
ซึ่งเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วย
วิธีคลายความเครียด เช่น 1.
เต้นตามจังหวะเพลง
2. คุยกับสัตว์เลี้ยง
3. ฟังเพลงและยืดร่างกาย
วิธีใดดีสุด คลิกค่ะ
เศษแก้วที่หายไป
หน่วยสืบสวนของ
Sponge
เข้าค้นหาหลักฐานชิ้นสำคัญ มันคือเศษแก้วที่หายไป
สาเหตุที่มันหายไปเกี่ยวข้องกับการหักเหของแสง
คลิกค่ะ พวงกุญแจกับหลอดกาแฟ
เขียนรูปหัวใจลงบนกระดาษไข ทากาว
และแปะเศษหลอดกาแฟลงบนรูปหัวใจ นำเตารีด
มารีดทับ คลิกค่ะ
ซองปริศนา
เมื่อพี่โยกเยกเปิดซอง
เศษกระดาษและพลาสติก จะกระเด้งกระดอนออกมา
ทำได้อย่างไร
คลิกค่ะ
สกรีนเสื้อด้วยครีมกันแดด
อุปกรณ์ทดลองประกอบด้วย ครีมกันแดดที่มีค่า
SPF สูงๆ รูปถ่าย
ผ้ากันเปื้อน และเตารีด
คลิกค่ะ
น้ำตาลก้อนซ่อนรัก
อุปกรณ์การทดลองประกอบด้วย
น้ำตาลทราบไม่ฟอกสี คอนเฟครูปหัวใจ
ช้อนเปล่า และช้อนที่ทำเป็นแม่แบบ
คลิกค่ะ แก้วน้ำพลาสติกกับกำไล
ตัดแก้วพลาสติกให้เหลือครึ่งแก้ว
ตกแต่งลวดลายด้วยสีเมจิก นำไปเข้าในเตาอบ
คลิกค่ะ
ช็อกโกแลต
ถิ่นกำเนิดช็อกโกแลตอยู่ที่เม็กซิโก
โดยมีชื่อว่า คาคาฮอตทัส
คลิกค่ะ สีเทียนคืนชีพ
นำสีเทียนที่เหลือ
มาตัดเป็นชิ้นเล็กๆด้วยคัตเตอร์
ใส่ลงในแม่พิมพ์ นำเข้าไปไว้ในเตาอบสักครู่
คลิกค่ะ
การผักผ่อนในอนาคต
รถบ้านสำหรับวันหยุดในอนาคต
เป็นรถไฮเทคแสนสบาย ทันสมัย ใช้พลังงานแสงอาทิตย์
มีคอมพิวเตอร์อยู่บนรถที่สามารถเล่นเน็ต
และติดต่อธุรกิจได้แทบทุกประเภท มีห้องน้ำ
และ ห้องงครัว คลิกค่ะ
การรีไซเคิลขยะ
การจัดการกับขยะจำนวนมหาศาล
ใช้การหมักซึ่งเป็นวิธีโบราณที่มีประสิทธิภาพสูง
คลิกค่ะ
เกมคอมพิวเตอร์เสมือนจริง
เพราะตัวประมวลผลในคอมพิวเตอร์มีความเร็วสูงขึ้น
เกมจึงมีความเร็วขึ้น ซ้บซ้อนขึ้น
สนุกมากขึ้น และเสมือนจริงมากขึ้นทุกทีๆ
คลิกค่ะ
คลื่นเทียม
เดี๋ยวนี้เราไม่ต้องไปโต้คลื่นจริงอีกต่อไปแล้ว
เพราะในเมืองก็สามารถสร้างคลื่นขึ้นได้เอง
คลิกค่ะ
นาโนเทคโนโลยี
เป็นเทคโนโลยีขนาดจิ๋วที่เล็กกว่าไมโครเมตร
คลิกค่ะ
นวัตกรรมนาโน ชนิดไลโบโซม
ใบบัวบกนาโน ช่วยลดรอยเหี่ยวย่น
และการอักเสบได้อย่างได้ผล คลิกค่ะ
แทงทะลุถุงพลาสติกใส่น้ำ
เด็กนักเรียนจำนวน
20 คน
แสดงการทำงานเป็นทีม โดยแทงดินสอจำนวน
20 แท่งใส่ถุงพลาสติกใส่น้ำ
โ ดยน้ำต้องไม่รั่วออกมา
คลิกค่ะ
|
|
รถพลังอากาศอัด ของ บุญรักษ์ กาญจนวรวณิชย์
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
{mospagebreak} หน้า 6
|
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
สถาบันกวดวิชา สถาบันกวดวิชาแอพพลายด์ฟิสิกส์
สถาบันกวดวิชาดาว้องก์ ของอาจารย์ปิง
สถาบันกวดวิชาออนดีมานด์
โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ เคมีอาจารย์อุ๊
คณิตศาสตร์อาจารย์สมัย
เดอะติวเตอร์
ติวเตอร์ทูโฮม
สถาบันกวดวิชานีโอ ฟิสิกส์ เซ็นเตอร์ โดย อ. พิสิฏฐ์ www.neophysics.net
สถาบันกวดวิชา บ้านบัณฑิต
โรงเรียนกวดวิชาภาษาอังกฤษ โดยอาจารย์ ชัชัย NISIT Academy สถาบันกวดวิชา สอนพิเศษตามบ้าน
ศุนย์กวดวิชาบ้านครูมด
โรงเรียนกวดวิชายูเรก้า (Eureka School)
สถาบันกวดวิชา เจี๋ย
โรงเรียนกวดวิชาอัจฉริยะบัณฑิน
โรงเรียนกวดวิชาเสริมพื้นฐาน BTL
สถาบันกวดวิชาท็อปเซ็นเตอร์
สยามติวเตอร์
โรงเรียนกวดวิชา ฟิสิกส์สุพัตรา
Nakhon English Training Center
โรงเรียนกวดวิชาคเณศวร
สถาบันเดอะไบรท์เบรน
โรงเรียนกวดวิชาไพบูลย์
สถาบันกวดวิชาคณิตศาสตร์ ป.6-ม.6
โรงเรียนกวดวิชา อาจารย์อรรณพ
อ.กิตติภูมิ สอน Physics
โรงเรียนสอนภาษาบ้านครูพลอย
ติวนิเทศศิลป์ สถาปัตย์ artstucafe.com
เคมี เซ็นเตอร์ สามย่าน
โรงเรียนบ้านคำนวณ
|
|
|
|
สบู่ดำ พืชทดแทนพลังงาน
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
{mospagebreak} หน้า 6
ข้าวฟ่างหวาน
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
{mospagebreak} หน้า 6
|
| 4 มุมมองต่อจุมพิต จากรีดเดอร์ ไดเจสท์
กุมภาพันธ์ 52
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
|
| แวร์เนอร์ ฟอน เบราน์ นักบุกเบิกอวกาศตัวจริง
(Wernher Magnus Maximilian Freiherr Von Braun)
{mospagebreak} หน้า 2
|
ก้าวแรกของการไปอวกาศ การศึกษาอวกาศในสมัยโบราณ
เป็นศึกษาโดยการใช้จินตนาการและเครื่องมือที่ช่วยในการมองเห็น เช่น กล้องดูดาว
มีผลให้มนุษย์สามารถตอบคำถามให้กับตนเองในบางคำถาม
แต่ยังคงมีข้อสงสัยอีกมากมายที่ยังค้างคาอยู่ในจินตนาการของมนุษย์
ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าสามารถศึกษาอวกาศสามารถทำได้ดีกว่าในอดีตโดยการส่งเครื่องมือขึ้นไปศึกษาในอวกาศโดยตรง จากในอดีตในวันที่ 17 ธันวาคม
1903 Orville และ Wilbur Wright ได้ทำให้ความฝันเป็นจริง
ซึ่งสามารถพิชิตท้องฟ้าเหนือศีรษะของเรา ซึ่งภายหลังความรู้ของการบินและจรวด
ได้นำมนุษยชาติมาถึงยุคของอวกาศในปี 1957
ซึ่งมนุษย์สามารถไปยังอวกาศได้สำเร็จ
ยุคเริ่มต้นของจรวด
จุดเริ่มต้นของความฝันในการสัมผัสอวกาศ หรือ
การขึ้นไปเหนือชั้นบรรยากาศของโลกเริ่มต้นโดย Kepler
ได้แสดงให้มนุษย์เห็นถึงความเป็นไปได้ในการไปดวงจันทร์และ Jules Verne ได้แต่งหนังสือ From
the earth to the moon (จากโลกไปยังดวงจันทร์)
ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนในสมัยนั้นเห็นว่า
จรวดเป็นสิ่งที่สามารถไปสู่อวกาศได้
ซึ่งจรวดได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยแรกๆด้วยจุดประสงค์ทางการทหาร ซึ่งจากหลักฐานในอดีต ลูกศรไฟ (fire
arrows)ได้นำมาใช้ในสงครามเป็นเวลาหลายพันปีที่ผ่านมา
แต่การใช้จรวดที่ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ครั้งแรกในปี 1232 A.D. ในประเทศจีนโดยกลุ่ม Chin Tartars
ป้องกันเมืองของตนโดยใช้จรวดเพื่อต่อต้านพวก Mongols
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 Sir William Congreve (1772-1828)
ทหารชาวอังกฤษผู้มีความเชี่ยวชาญด้านปืนใหญ่ (Artillery
expert)ได้พัฒนาจรวดซึ่งใช้โมเดลพื้นฐานของอินเดีย ซึ่งใช้ดินปืน (Black powder)ในช่วงน้ำหนักระหว่าง 3 ถึง
23 กิโลกรัม
ในช่วงสงครามนาโปเลีย
ส่วนชาวอังกฤษใช้จรวดจำนวน 200 ลูก ยิงได้ภายใน 30 นาที
ต่อต้านฝรั่งเศสที่
Bowlogne ในปี ค.ศ.1806
ทำให้บ้านเมืองลุกไหม้เป็นไฟ และในปี ค.ศ. 1807 ชาวอังกฤษได้ใช้จรวดกว่า 300
ลูก ใช้ต่อต้านพวก Copenhagen
ในการป้องกันฝรั่งเศสจากกองทัพของ Danish
นับว่าจุดเริ่มต้นของการใช้จรวดมิใช่เพื่อที่จะพิชิตอวกาศ
แต่ใช้เพื่อพิชิตศัตรูที่มารุกรานประเทศของตน
การใช้จรวดในการสงครามสมันนั้น ความถูกต้องแม่นยำยังมีไม่มาก
แต่ก็แสดงให้เห็นถึงพลังการทำลายของจรวดได้อย่างมาก
และกองทัพอังกฤษได้ก่อตั้งหน่วยปืนใหญ่ขึ้นและเทคโนโลยีปืนใหญ่ ได้ถูกพัฒนาอย่างรวดเร็วหลังจากปี
ค.ศ. 1815
และการศึกษาการพัฒนาของประสิทธิภาพของจรวดถูกให้ความสนใจน้อยลงและไม่มีการศึกษาทางทฤษฎีอย่างเด่นชัด
|
| ||||||||||||||||||||||||
ซึ่งบุคคลแรกที่นำการศึกษาของจรวดมาใช้ในการขนส่งในอวกาศคือ Konstatin Tslolkovsky (1857-1935) เป็นบิดาทางด้านอวกาศ (Father of
Cosmonautics) ของรัสเซีย ซึ่งในปี 1880
เขาได้คำนวณความเร็วที่ต้องการใช้ในการส่งวัตถุผ่านชั้นบรรยากาศของโลกไปสู่อวกาศ
และเขาได้ทดลองการเผาไหม้ของจรวดขับดันซึ่งเกิดจากการผสมของ ไฮโดรเจนเหลว (Liquid hydrogen) และ
ออกซิเจนเหลว (Liquid Oxygen)
ซึ่งสามารถพิสูจน์ประสิทธิภาพของจรวดในรูปของตัวเลขและนำมาใช้จนกระทั่งปัจจุบัน (เครื่องยนต์หลักของ Space Shuttle
ใช้หลักการนี้เช่นกัน)
ด้วยความอัจฉริยะของเขา
รัสเซียซึ่งเป็นประเทศแรกที่ให้นโยบายของประเทศในด้านอวกาศ
ซึ่งได้มีส่วนของการศึกษาปัญหาของจรวดในปี ค.ศ.1924 (The Bureau for
study of the Problems of Rockets)
ส่วนทางอเมริกา
ยังคงตามหลังรัสเซียอยู่มากแต่ยังมีการศึกษาทางด้านอวกาศเช่นกันโดย Robert H. Goddard (ช่วงปี ค.ศ.
1882-1945)
ซึ่งเขาสร้างจรวดลำแรกของเขาโดยใช้จรวดเชื้อเพลิงเหลว (liquid-fuel
rockets)
และยิงไปบนท้องฟ้าในประวัติศาสตร์ของอเมริกาในวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ.
1926
และเขาเชื่อว่าถ้าหากมีพลังงานพอ
เราสามารถส่งจรวดไปในดวงจันทร์/ดาวอังคาร
แต่เขาไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของอเมริกา
เทคโนโลยีจรวดได้ถูกพัฒนาอย่างมากใน
เยอรมนีเมื่อ Hermann Oberth
ได้ทำงานในการหาทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ในการบินไปในอวกาศ
ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทางจรวดในเยอรมนี และสมาคมของการท่องไปในอวกาศ (The society for space
travel) ได้ถูกจัดตั้งขึ้นในปี
ค.ศ. 1927 ซึ่งในช่วงปี ค.ศ. 1920
ถึง 1930
เยอรมันได้รวบรวมนักวิทยาศาสตร์
อาจารย์และนักเรียนที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านจรวด จนกระทั่งกลางปี
ค.ศ. 1930
รัฐบาลเยอรมนีได้ให้การสนับสนุนอย่างมากในเทคโนโลยีจรวด หลังจากจบสงครามโลกครั้งที่ 1
การพัฒนาทางอาวุธและจรวดของเยอรมนีถูกจำกัดลง ซึ่งภายหลัง Adolf Hitler ในปี ค.ศ.
1933 ได้เล็งเห็นว่า จรวดสามารถส่งหัวจรวดสงคราม
(Warheads)
หรืออาวุธนิวเคลียร์ไปได้ในระยะทางไกลและข้าศึกไม่สามารถรู้ได้ ดังนั้น เขาจึงสนับสนุนสมาคมจรวด (the
Rocket Societies)
อย่างมาก จนกระทั่ง
Wernher Von Braun (1912-1977)
สมาชิกหนุ่มของหนึ่งในสมาคมจรวด
ได้พัฒนาจรวด
V-2
ซึ่งเป็น ballistic
missile แรกของโลก
และเขายังต้องการพัฒนาจรวดซึ่งสามารถส่งได้ระห่างดาวเคราะห์หรือ
(Interplanetary flight)
และชีวิตเขายาวมาถึงการส่ง Saturn V ซึ่งเป็นจรวดที่ใช้ในโครงการ Apollo เพื่อส่งไปยังดวงจันทร์
|
| ||||||||||||||||||||||||
จาการพัฒนาของเขาเยอรมนีได้ใช้จรวด V-2 กว่า 2000 ลูก
พร้อมด้วยหัวอาวุธในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จรวดใช้ยิงไปที่ Antwerp London
และส่วนอื่นๆในเกาะอังกฤษ
จนกระทั่งเยอรมนีแพ้สงคราม
ทางสหรัฐอเมริกาและรัสเซียได้ตั้งนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันมากมายซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านจรวด
และทางฝ่ายรัสเซียได้ใช้นักวิทยาศาสตร์ในโครงการ Sputnik ส่วนทางอเมริกาได้ยึดโรงงานใต้ดิน
Mittelwerke ในภูเขา Harz ใจกลางของเยอรมนี
ซึ่งได้มีอุปกรณ์การสร้างพอที่จะประกอบจรวด 68 V-2 ใช้โมเดลของจรวด V-2 เพื่อใช้กับอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ (Scientific payload) แทนที่หัวจรวด
และใช้จรวดนี้ในการศึกษาชั้นบรรยากาศของโลกในช่วงปี ค.ศ. 1946 ถึง
1952 ซึ่งจรวด ได้ถูกส่งจากที่ White Sands, New
Mexico ซึ่งได้ข้อมูลของชั้นบรรยากาศของโลกมากมาย เช่น อุณหภูมิ
ความดันของชั้นบรรยากาศ ความหนาแน่นอากาศ หรือ สนามแม่เหล็กของโลก เป็นต้น ที่ความสูงมากๆ จนกระทั่งในปี ค.ศ.1957 สงครามเย็นเริ่มขึ้น
โดยการพัฒนาเทคโนโลยีของจรวดไม่ใช่การค้นคว้าทางด้านวิทยาศาสตร์อีกต่อไป
แต่เป็นการทำอาวุธนิวเคลียร์
เช่น the thor
Intermediate Range Ballistic Missile (IRBM) และ Atlas Intercontinental Ballistic
Missile (ICBM)
Sputnik ดาวเทียมดวงแรกของโลก
ในช่วงปลายปี ค.ศ.1950
ความแตกต่างของการพัฒนาด้านการบินและจรวดเริ่มมีความไม่เด่นชัด นักบินถูกจัดให้ไปอยู่ใน The
National Advisory Committee for Aeronautics (NACA)
ในประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อไปบินเครื่องบินทดลอง (Experimental Aircraft)
เช่น Bell-X-1A และ X-2 ไปที่ขอบของชั้นบรรยากาศ
ซึ่งผู้เชี่ยวชาญของอเมริกาเล็งเห็นว่าการใช้เครื่องบินอวกาศ (Space
planes)
นั้นเป็นสิ่งที่ยานพาหนะที่ใช้ในการออกนอกโลก ซึ่งเครื่องบินที่เด่นชัดคือ X-15
ของ North American Aviation ในรูป
เชื้อเพลิงของเครื่องบินอวกาศนั้นสามารถทำความเร็วสูงได้ถึง Mach 8
(แปดเท่าของความเร็วเสียง)
และไต่ระดับได้ที่ความสูงประมาณ 112 km. เหนือพื้นโลก แต่แล้วในเดือนตุลาคม วันที่ 4 ปี ค.ศ.1957
อเมริกาประหลาดใจอย่างมากเมื่อรัสเซียได้ส่งดาวเทียมไร้คน (The
Unmanned Satellite) ที่ชื่อว่า Sputnik ไปในอวกาศครั้งแรก
ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นสงครามเย็นระหว่างสองประเทศมหาอำนาจในสมัยนั้น และเกิดการแข่งขันกันด้านอวกาศอย่างมาก
หลังจากการส่ง Sputnik ไปในอวกาศได้ไม่ถึงเดือน ในวันที่ 3 พฤศจิกายน ปี ค.ศ.
1957 รัสเซียได้ส่ง Sputnik
II ซึ่งได้นำสุนัขชื่อ
Laika
เป็นสิ่งมีชีวิตสิ่งแรกที่ส่งไปโคจรรอบโลก ในช่วงเวลานั้น
อเมริกาพยามส่งดาวเทียมขึ้นไปเช่นกัน ด้วยจรวดที่ชื่อว่า Navy Vanguard
แต่เกิดการระเบิดขึ้นที่ฐานส่งจรวด ในวันที่ 6 เดือนธันวาคม 1957
ต่อหน้าผู้ชมผ่านทางทีวีในประเทศซึ่งเป็นความโชคดีของอเมริกา Von Braun
นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันซึ่งภายหลังมาทำงานกับอเมริกาหลังจากสงครามโลก เขามีความเชี่ยวชาญในตรวด V-2 และได้ใช้การปรับปรุงของจรวด
Redstone อเมริกาจึงส่งดาวเทียมดวงแรกคือ Explorer I ได้สำเร็จในวันที่ 31 มกราคม ปี ค.ศ.1958
|
| ||||||||||||||||||||||||
จากจุดเริ่มต้นของอเมริกาในการส่งดาวเทียมไปยังอวกาศนี้
ยังคงแพ้และตามหลังประเทศคอมมิวนิสต์อย่างรัสเซียอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีของการส่งจรวด เช่น Explorer I มีน้ำหนักเพียงแค่
14 kg ในขณะที่ Sputnik
มีน้ำหนักถึง 84 kg และ
Sputnik II
มีน้ำหนักถึง 1,350 kg
(ประสิทธิภาพของจรวดบอกในเชิงน้ำหนักบรรทุก
ซึ่งถ้าจรวดสามารถบรรทุกได้น้ำหนักที่มากกว่า ประสิทธิภาพย่อมดีกว่า ) และในเวลาต่อมา โซเวียต
ก็สร้างความประหลาดใจให้กับอเมริกาอีก
เมื่อสามารถส่ง Probe Luna III
ไปถ่ายภาพด้านมืดของดวงจันทร์เป็นครั้งแรก
เนื่องจากแรงผลักดันด้านการพัฒนาทางอวกาศของโซเวียต
อเมริกาจึงได้จัดตั้งองค์กรอวกาศของชาติขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 1
เดือน ตุลาคม ค.ศ. 1958
ชื่อว่า The National
Aeronautics and Space
Administration
หรือเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ NASA
ซึ่งองค์กร NASA
ได้ถูกผลักดันให้สามารถส่งมนุษย์ขึ้นไปในอวกาศก่อนโซเวียต
และได้เงินทุนสนับสนุนจำนวนมหาศาลจาก 90 ล้านเหรียญในปี ค.ศ.
1958 จนกระทั่งถึง 3.7
พันล้านเหรียญในปี ค.ศ. 1963
โดยประธานาธิบดี Dwight
D. Eisenhower (1890-1969)
ได้คัดนักบินอวกาศอเมริกาจากกองทัพอากาศ ซึ่งมี Jr. John H. Glenn เป็นหนึ่งในนั้น และสร้าง Mercury Program ขึ้น ซึ่ง Mercury Atlas I
ได้ส่งไปในวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1960 และเกิดระเบิดขึ้น 1
นาทีหลังจากปล่อยจรวดออกไป
ในวันที่ 21 พฤศจิกายน
ค.ศ. 1960
Mercury-Redstone I
เกิดปัญหาหลังจากขึ้นไปสูง 10 cm (4 นิ้ว)
และเกิดตัวขับเคลื่อนเกิดดับและล้มลงบนฐานปล่อยจรวดทำลายหอส่ง ซึ่ง NASA มาประสบความสำเร็จที่โปรแกรม Mercury-Redstone II ในวันที่ 21 มกราคม ปี
ค.ศ.1961
ซึ่งสามารถส่งลิงชิมแปนซี(Chimpanzee) ที่เรียกชื่อว่า Ham ไปยังวงโคจรย่อย (suborbital flight)
และโซเวียตก็สร้างความประหลาดใจให้กับอเมริกาอีกครั้งหลังจากให้โลกได้หยุดหายใจสักครู่ เมื่อถึงวันที่ 12 เมษายน ค.ศ. 1961 Major Yuri A. Gagarin
ได้โคจรรอยโลกอย่างสมบูรณ์
โดย Vostok I ซึ่งเป็นข้อมูลพิสูจน์ว่า
สังคมคอมมิวนิสต์ชนะประชาธิปไตยได้อย่างสิ้นเชิง
ซึ่งภายหลังอเมริกาสามารถส่งนักบินอวกาศ Alan Shepard และ Gus Grissom ไปใน suborbital flight เช่นกันในเดือนพฤษภาคมและกรกฎาคม
ในปีค.ศ.1961
และโซเวียตก็นำไปอีกก้าวหนึ่งโดยการส่งนักบินอวกาศ Gherman S.
Titov ไปโคจรรอบโลก 17
รอบ
ในที่สุดอเมริกาก็ได้นักบินอวกาศคนแรกอย่างสมบูรณ์โดย John Glenn ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ.
1962 ซึ่งเขาได้โคจรรอบโลก
30รอบ
แต่ต้องเกิดปัญหากับเกราะกันความร้องของ Capsule (Capsules heat
shield) จึงต้องกลับสู่โลกก่อนกำหนด
จากปี ค.ศ. 1961 ถึง 1965
โซเวียตสามารถส่งนักบินอวกาศไปโคจรรอบโลกได้มากกว่าอเมริกา
รวมทั้งนักบินอวกาศหญิง
Valentina Tereshkova
ในวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1963 และได้ระยะเวลานานกว่าอเมริกา ในช่วงนี้ของการแข่งขัน
โซเวียตจะนำหน้าอเมริกาประมาณไม่กี่อาทิตย์หรือไม่กี่เดือน เช่น นักบินอวกาศ Alexei Leonor
ของโซเวียต
ชนะนักบินอวกาศของอเมริกา
Edward H. White II โดย 11 สัปดาห์ของการเดินบนอวกาศ(Spacewalk) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม
ค.ศ. 1965
|
| ||||||||||||||||||||||||
อเมริกาสามารถทำสถิติของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอวกาศในด้านของการสื่อสาร(Communication)
โดย Echo I ซึ่งส่งในวันที่ 12
สิงหาคม ค.ศ. 1960
ซึ่งถูกหุ้มไปด้วยแผ่นอลูมิเนียม มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 30.4 เมตร ซึ่งสามารถสะท้อนคลื่นเสียง
และสัญญาณภาพ
และเป็นจุดเริ่มต้นของดาวเทียมสื่อสาร (Satellite
Telecommunication)
ซึ่งดาวเทียมดวงแรกที่ใช้ในการสื่อสารคือ Telstar ถูกส่งขึ้นใน 10 กรกฎาคม
ค.ศ. 1962 ซึ่งทั้ง Echo และ
Telstar
เป็นต้นแบบที่ใช้สำหรับดาวเทียมสื่อสารจนกระทั่งในปัจจุบัน
ถึงแม้ว่า Echo และ Telstar เป็นผลงานที่เด่นชัดของอเมริกาในช่วงต้นปี
ค.ศ.1960
แต่ยังสร้างความไม่พอใจให้กับประธานาธิบดี John F. Kennedy
(1917-1963)
ได้ให้คำกล่าวกันประชาชนทั้งประเทศว่า I believe this nation should
commit itself to achieving the goal, before this decade is out, of landing
a man on the moon and returning him safely to the
Earth
และนี่เป็นเส้นทางการเดินทางของชาวอเมริกันที่เด่นชัดและนำไปสู่การเอาชนะโซเวียตในการเหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในเวลาต่อมา
ก้าวสำเร็จของอเมริกาโดย Armstrong (Armstrongs small
step)
ด้วยโครงการ Apollo
ของอเมริกาได้นำนักบินอวกาศไปเหยียบดวงจันทร์ในปี ค.ศ.1970
เป็นการพิสูจน์ว่าระหว่างสองประเทศมหาอำนาจใครอยู่เหนือกว่าใคร ซึ่งในปี ค.ศ.1963 โครงการApollo ได้ใช้เงินร่วม 2 ใน
3
ของเงินทุนของชาติด้านการพัฒนาโครงการอวกาศ
และได้ประสบความสำเร็จอย่างมากในโครงการ Apollo 11 เมื่อ Neil Armstrong และ Buzz Aldrin
ทั้งสองเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ในวันที่ 20 กรกฎาคม 1969
ซึ่งชาวโลกได้เฝ้าดูความสำเร็จของโครงการนี้ ผ่านจอทีวี ในช่วงประธานาธิบดี Richard M.
Nixon ได้กล่าวเกี่ยวกับโครงการ Apollo 11 ว่า the greatest week in the
history of the world since the creation และโครงการ Apollo นี้
ได้กลายเป็นการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่จนทำให้มนุษย์ได้หยุดคิดกับชีวิตบนโลกมนุษย์เกี่ยวกับเสรีภาพ ซึ่งได้มีประโยคสำหรับโครงการ
Apollo นี้ว่า Here men from the planet Earth first set foot upon the Moon
July 1969 A.D. We came in peace for all mankind
ซึ่งเป้าหมายนี้ยังคงจารึกอยู่ที่ทะเส Tranquility ข้างหลังซ้าย โดยนักบินอวกาศของ Apollo 11
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ
Apollo กลายเป็นโครงการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ NASA แม้แต่เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับ Apollo 13 ซึ่งเกิดจากถัง Oxygen รั่วขณะที่ไปได้ครึ่งทาง
ซึ่ง NASA พยายามนำนักบินอวกาศทั้ง 3 คนกลับมาโลกโดยปลอดภัย ภายหลังจากโครงการ
Apollo 11
ได้มีการส่งยานอวกาศไปยังดวงจันทร์ต่อเนื่องอีก 5 โครงการ ซึ่งรวมแล้วทั้ง 6 โครงการ
ได้นำหินจากดวงจันทร์กลับมายังโลกจำนวน 382 kg ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หวังจะค้นพบจุดเริ่มต้นของสุริยะจักรวาล จนกระทั่งถึงโครงการ
Apollo 17 NASA ได้ส่งนักวิทยาศาสตร์ Dr. Harrison H.(Jack) Schmitt เพื่อไปสำรวจดวงจันทร์เป็นครั้งสุดท้าย
ภายหลังยุคของโครงการ Apollo สิ้นสุดลง NASA เปลี่ยนเป้าหมายใหม่โดยศึกษาห้องทดลองในอวกาศ (Space lab) ซึ่งได้ใช้จรวด
Sature V มาดัดแปลงใน Stage ที่สาม
ใช้เป็นส่วนของห้องการทดลอง (Laboratory
module) ซึ่งมีชื่อว่า Skylab และส่งไปในอวกาศครั้งแรกในวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1973
แต่เกิดความเสียหายภายนอกตัวยาน
และได้นำไปซ่อมและส่งออกไปในอวกาศ
และได้ใช้สนับสนุนการทดลองในอวกาศเป็นระยะเวลา 28 59 และ 84 วัน
ตามลำดับ
|
| ||||||||||||||||||||||||
ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1975
โครงการอวกาศกลายมาเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศเมื่อ
Apollo 18 ได้เข้าประกอบกับยานอวกาศของรัสเซีย Soyuz ดังนั้น
Apollo-Soyuz กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ
หลังจากโครงการ Apollo ปิดไป
NASA เริ่มทำงานในความท้าทายใหม่ด้วยโครงการ Space shuttle ใน 12 เมษายน ค.ศ. 1981
ซึ่งเป็นการออกแบบยานอวกาศที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่
(Reusable spacecraft) ภายหลัง
Space shuttle ได้ใช้เป็นยานอวกาศหลักของ NASA ในโครงการต่างๆ
เช่น
ใช้ในการส่งดาวเทียมในวงโคจรต่ำ (deploy satellites)
ใช้ในการส่งยานอวกาศสำหรับไปดาวเคราะห์ดวงอื่น(Launch Interplanetary Probes)
การซ่อมแซมและการซ่อมบำรุงดาวเทียม (Repair and Maintenance satellite) การทดลองต่างๆ
(Conduct experiments)
และการตรวจตราโลก(monitor the Earth )
ในขณะที่ชาวอเมริกาให้ความสนใจกับโครงการ Space shuttle ทางโซเวียตให้เป้าหมายหลักในการพัฒนาโครงการอวกาศที่ต่างกัน ซึ่งได้พัฒนาโครงการ
Soyuz ในการออกแบบสถานีอวกาศ (Space station)
และศึกษาความเป็นไปได้ในการส่งนักบินอวกาศขึ้นไปทำงานในสถานีอวกาศด้วยระยะเวลาที่นาน ซึ่งในช่วงปี ค.ศ.1971-1982 , 7
ส่วนของ Salyut Space Station ได้ถูกส่งไป
และนักบินอวกาศอีกหลายคน
ในปี ค.ศ.1986 Mir space station เป็นการพัฒนาระบบใหม่
ซึ่งใช้ในการอาศัยในอวกาศ
ในปี ค.ศ. 1988
นักบินอวกาศ Vladimir Titov และ Musa Manarov กลายเป็นมนุษย์สองคนแรกที่อยู่ในอวกาศมากกว่า 1 ปี ในสถานีอวกาศ Mir
Satellite and Interplanetary Probes
รูปแบบของดาวเทียมในปัจจุบัน
เปลี่ยนแปลงไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของมนุษย์
ดาวเทียมสามารถใช้หาตำแหน่งของเราบนโลก (Navigation beacons)
เป็นสถานีรับส่งสัญญาณสำหรับถ่ายทอดวิทยุและทีวี (Relay stations for radio and television signals) และในรูปแบบอื่นๆของการติดต่อสื่อสารเช่น มือถือ
ดาวเทียมยังใช้ในการค้นหาคำตอบของธรรมชาติบางอย่าง
ในกรณีที่ไม่สามารถทำได้บนผิวโลกเนื่องจากสิ่งที่รบกวนจากชั้นบรรยากาศ และในบางโครงการ เช่น Landsat ของอเมริกา
เป็นดาวเทียมที่ใช้สอดส่องดูแลและจัดการทรัพยากรที่สำคัญของโลก
ความสำเร็จของโลกในการท่องไปดาวเคราะห์ดวงอื่นๆเริ่มขึ้นในปี ค.ศ.1960
โดยโครงการ Mariner ได้ถ่ายภาพระยะใกล้ของ Mercury Venus และ Mars ต่อมาในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1961
โซเวียตได้ส่ง Venera I ได้ผ่านเหนือชั้นบรรยากาศของดาวVenus ในระยะ 60,000 km และวิเคราะห์ชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์นี้ โครงการที่สำคัญของอเมริกามี
Vikings I และ II ได้ไปสำรวจดาวอังคารสำเร็จในปี 1976 โครงการต่อมา คือ
Voyager I และ II ในการสำรวจ Jupiter และ Saturn ในปี ค.ศ.1980-1981
ซึ่ง Voyager II ได้ไปต่อถึง Uranus ในปี ค.ศ.1986 และ
Neptune ในปี ค.ศ.1989
อีกโครงการที่สำคัญคือ Magellan ในปี 1991
ได้ถ่ายภาพแบบเรดาร์ (Radar mapping) ของพื้นผิวของดาว Venus มากกว่า 80 % ซึ่งให้ข้อมูลด้ายภูมิศาสตร์อย่างมาก
หากเรากล่าวถึงอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์(Scientific Instrument) ที่มีราคาแพง
และมีประสิทธิภาพสูง
ถูกส่งผ่านชั้นบรรยากาศของโลกไปยังอวกาศเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่รบกวนต่างๆจากชั้นบรรยากาศ โครงการที่เห็นได้ชัดเจนคือ
Hubble Space Telescope ซึ่งให้ชื่อเป็นเกียรติกับนักดาราศาสตร์ Edwin Hubble และถูกส่งออกไปในวงโคจร ที่เดือน เมษายน 1990 Space shuttle ใช้ส่งในการถ่ายภาพด้วยเหมือนกัน ซึ่งใช้ Electromagnetic spectrum ในการวิเคราะห์สิ่งต่างๆบนโลกซึ่งตาของมนุษย์ไม่สามารถมองเห็น เช่น Ultraviolet และปรากฏการณ์ของ X-Ray (X-Ray phenomena)
The future
หากถามว่า
ทำไม่เราต้องศึกษาอวกาศในขณะที่มีความเสี่ยงต่ออันตรายอย่างมาก จากเหตุการณ์ในอดีต การทดสอบ Apollo
I Command module ในวันที่ 17 มกราคม 1967
เกิดการระเบิดภายในและนักบินอวกาศไม่สามารถหนีออกมาได้
และเสียชีวิต(Grissom,Edward H.,Roger B. )
โซเวียตก็เกิดเหตุการณ์เลวร้ายเช่นกันกับนักบินอวกาศ Vladimir Komarov ตายในปี 1967 เมื่อร่มชูชีพ(parachute)
ไม่สามารถปล่อยออกจาก Capsule ในระหว่างกลับมายังโลก หรือเหตุการณ์ Challenger
ที่เกิดระเบิดขึ้นหลังจากขึ้นจากพื้นโลก ในวันที่ 28 มกราคม 1986 อเมริกาได้เสียนักบินอวกาศจำนวน 7
คน
จากความสูญเสียที่ผ่านมา
ทำให้มนุษย์ได้รับบทเรียนและความรู้ในการแก้ไขเทคโนโลยีอวกาศและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษยชาติ
ซึ่งในปัจจุบัน อนาคตเป็นสิ่งที่ใช้ชี้นำไปสู่แนวทางใหม่ของการท่องไปในอวกาศ
อาทิเช่น X-price เป็นโครงการในการสร้างแรงจูงใจให้ทั่วโลก
สำหรับการส่งคนไปในอวกาศแบบประหยัด ซึ่งในแนวทางนี้ จะนำไปสู่
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไปในอวกาศ (Space Tourism) ได้ในอนาคต
ผู้แต่ง : โอภาโส ภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศ
|
| ||||||||||||||||||||||||
|
Domino Day ครั้งล่าสุดจัดขึ้นที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยพ่องานคือนาย Robin Paul Weijers ผู้ที่ได้รับฉายาว่า Mr.Domino และผู้ช่วยของเขาได้ช่วยกันเรียงโดมิโนจำนวนถึง 4.5 ล้านชิ้น ซึ่งครั้งนี้ถือว่า เป็นการแสดงการล้มโดมิโนที่ใหญ่ที่สุด โดมิโนที่ล้มลงไปจะกลายเป็นภาพศิลปะทีสวยงาม หรือแม้แต่ภาพเคลื่อนไหว อย่างเช่น จรวดกำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ไม่น่าเชื่อว่า ภาพเหล่านี้เกิดจากชิ้นโดมิโนสีสันต่างๆ ซึ่งรวมถึงกลไกการทำงานที่หลากหลาย ภาพเหตุการณ์น่าประทับใจนี้ได้ถูกสรุปเป็นคลิปวิดีโอข้างล่างนี้แล้วครับ
การล้มของโดมิโน
สวยงามมาก คลิกค่ะ
ระเบิดปรมาณูนิวเคลียร์ ถล่มเมืองฮิโรชิมากับนางาซากิ เรื่องราวของการใช้อาวุธทำลายล้างมวลชนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เป้าหมายคือจักรวรรดิญี่ปุ่น วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ระเบิดที่ไม่เหมือนลูกไหนๆ ได้หล่นลงมาจากท้องฟ้าเหนือเมืองฮิโรชิมา ระเบิดลูกนี้ได้รับการออกแบบโดยนักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดของโลกและการนำมันมา ใช้คือการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เรื่องราวของลูกเรือบนเครื่องบินที่ปฏิบัติภารกิจลับในการทิ้งระเบิดที่ทำ ให้เมืองฮิโรชิมาทั้งเมืองต้องพังพินาศภายในไม่กี่วินาที ระเบิดลูกนั้นช่วยยุติสงครามโลกครั้งที่สอง และเป็นจุดเริ่มต้นบทใหม่ของประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ
ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1945 ที่ศูนย์วิจัยลับสุดยอดในลอส-อลามอส รัฐนิวเม็กซิโก ระเบิดชนิดใหม่ถูกนำไปใส่ในรถบรรทุกติดอาวุธเต็มอัตราศึก นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางซึ่งจะไปสิ้นสุดลงที่ฮิโรชิมา ระเบิดลูกนี้เป็นผลผลิตจากการวิจัยเป็นเวลาสามปี และใช้เงินในการพัฒนาไปถึงสองพันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ยังไม่เคยมีการทดสอบเลยแม้แต่ครั้งเดียว
การทดสอบก็มาถึง กลางทะเลทรายของรัฐนิวเม็กซิโก บรรดานักวิทยาศาสตร์และทหารในโครงการแมนฮัตตันได้มารวมตัวกันเพื่อทดสอบการ ระเบิดของระเบิดปรมาณูเป็นครั้งแรก การระเบิดครั้งนี้ทำให้หอคอยสเตนเลสสตีลที่รองรับลูกระเบิดถึงกับระเหยกลาย เป็นไอ ความร้อนอันแรงกล้าทำให้ทรายในทะเลทรายหลอมละลาย กลายเป็นแก้วปกคลุมไปทั่วบริเวณ
แรงระเบิดประมาณได้ว่ารุนแรงเท่าระเบิดไดนาไมต์ 67 ล้านแท่ง เดิมทีอเมริกาตั้งใจจะใช้ระเบิดนี้กับนาซีเยอรมัน แต่เวลานี้ผู้ทำระเบิดมีเป้าหมายอื่นอยู่ในใจ ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1945 สงครามในยุโรปสิ้นสุดลงแล้ว นาซีเยอรมันพ่ายแพ้ไปแล้ว แต่ในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก สงครามกับญี่ปุ่นยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด หลังจากการโจมตีแบบไม่ทันให้ตั้งตัวของญี่ปุ่นที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ กองกำลังอเมริกาก็ได้ต่อสู้ฟันฝ่าเพื่อชิงดินแดนในแถบแปซิฟิกคืนทีละเกาะๆ แต่ทัพหลักของญี่ปุ่นยังคงไม่บุบสลายและไม่เคยแพ้ อเมริกาเคยลองใช้ระเบิดเพลิงเพื่อทำให้ญี่ปุ่นยอมแพ้ เมืองแล้วเมืองเล่ากลายเป็นซากปรักหักพัง แต่ฝ่ายญี่ปุ่นก็ยังไม่ยอมจำนน
ดังนั้น เวลานี้ฝ่ายสัมพันธมิตรจึงมีแนวโน้มที่จะต้องบุกอย่างเต็มอัตรา โดยที่บางคนประมาณการว่าพวกเขาอาจต้องเผชิญกับความสูญเสียมากมาย ทหารอาจบาดเจ็บล้มตายถึงหนึ่งล้านนาย และฝ่ายญี่ปุ่นก็ต้องสูญเสียมากกว่านั้นเยอะ ญี่ปุ่น สมัยนั้น จักรพรรดิคือประมุขของประเทศ และยังเป็นเทพที่มีชีวิต แต่อำนาจอยู่ที่คณะที่ปรึกษาพิเศษซึ่งกำกับกิจการสงคราม นายกรัฐมนตรีซูซูกิและรัฐมนตรีต่างประเทศโทโกกำลังพิจารณาว่าจะยุติสงคราม ตามที่มีการเจรจาต่อรอง แต่รัฐมนตรีกองทัพ นายพลโคเรชิกะ อานามิ ยังมุ่งมั่นที่จะสู้ต่อไป แผนของอานามิคือการสู้รบขั้นแตกหักเต็มอัตราศึก อเมริกา ได้ถอดรหัสลับของญี่ปุ่น จึงทราบดีว่า การเรียกร้องให้ยอมจำนนอย่างสิ้นเชิงโดยไม่มีเงื่อนไขจะถูกฝ่ายญี่ปุ่นมอง ว่าเป็นการคุกคามองค์จักรพรรดิ ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข และเสนอทางออกแก่ฝ่ายญี่ปุ่น
คำขาดที่ผ่านการแก้ไขแล้วได้ถูกส่งไปยังญี่ปุ่นทางคลื่นวิทยุ แต่ดูเหมือนเงื่อนไขการยอมจำนนที่อ่อนลงนี้จะก่อให้เกิดผลในทางตรงกันข้าม นายกรัฐมนตรีซูซูกิประกาศว่ารัฐบาลของเขาจะไม่สนใจแถลงการพ็อทสแดม เขาใช้คำว่า "โมกุซัทสึ" ซึ่งแปลว่าการฆ่าโดยไม่แยแส และนับจากวินาทีนั้น การทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ระเบิดเดินทางจากซานฟรานซิสโกโดยเรือยูเอสเอส อินเดียนาโปลิส ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นเวลาสิบวัน จนไปถึงเกาะทิเนียน จากจุดนั้นจะใช้เวลาบินไปถึงญี่ปุ่นเพียงหกชั่วโมงเท่านั้น เกาะทิเนียน คือฐานทัพอากาศใหญ่ที่สุดในโลก มีรันเวย์ขนาดใหญ่ 4 รันเวย์ เป็นที่เก็บเครื่องบิน บี-29 ซูเปอร์ฟอร์ทเตรส กว่า 500 ลำ และยังเป็นที่มั่นของหน่วยผสมที่ 509 กลุ่มคนที่จะทิ้งระเบิดปรมาณูใส่ญี่ปุ่น หัวหน้าหน่วยแห่งนี้คือ นาวาเอกพอล ทิบเบ็ตส์ ซึ่งมีประสบการณ์โชกโชนในการทิ้งระเบิดต่อสู้กับเยอรมัน เขามีลูกเรือคนสำคัญสองคนคือพลเล็งเป้า ทอม เฟอเรอบี และต้นหน ดัทช์ ฟาน เคิร์ค เย็นวันที่ 4 สิงหาคม 1945 พอล ทิบเบ็ตส์เรียกคนของเขามาประชุมกัน ภารกิจการทิ้งระเบิดถูกกำหนดไว้สำหรับคืนต่อไป วันที่เมฆเหนือประเทศญี่ปุ่นมีทีท่าว่าจะปลอดโปร่ง แต่เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นบรรดาลูกเรือบนเกาะทิเนียนต้องตื่นขึ้นมาเพราะ เสียงดังสนั่น เครื่องบินบี-29 ตกที่รันเวย์อีกครั้ง เครื่องบินตกครั้งนี้ทำให้ พอล ทิบเบ็ตส์ ในฐานะผู้บัญชาการ ตัดสินใจที่จะขับเครื่องบินโจมตีลำนี้เอง และเขาเลือกชื่อของเครื่องบินตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมา คืน นั้น ในช่วงนาทีสุดท้ายก่อนออกเดินทาง มีการสรุปภารกิจให้ลูกเรือทุกคนที่กำลังจะมุ่งหน้าไปฮิโรชิมาฟังเป็นครั้ง สุดท้าย ภารกิจนี้เป็นความลับมาก ทิบเบ็ตส์ได้รับยาเม็ดฆ่าตัวตายไว้ใช้ในกรณีที่พวกเขาถูกฝ่ายญี่ปุ่นจับได้ เจ้าหน้าที่ถ่ายภาพนิ่งและภาพยนตร์ได้รับคำสั่งให้บันทึกภารกิจประวัติศาสตร์ครั้งนี้
ระเบิดลูกนี้หนักกว่าสี่ตัน ทำให้การทะยานขึ้นมีอันตรายมากกว่าปกติ หลังจากทะยานขึ้นไป 15 นาที ขณะที่เครื่องบินยังอยู่ในระดับต่ำ พาร์สันส์ก็พร้อมแล้วที่จะประกอบระเบิด พวกเขารู้ว่าความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้ภารกิจทั้งหมดล้มเหลวได้ สองชั่วโมงต่อมา เครื่องบิน อีโนล่า เกย์ สมทบกับเครื่องบินบันทึกภาพและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เวลานี้เครื่องบินทั้งหมดอยู่ห่างจากฮิโรชิมาราวสามชั่วโมง
เครื่องบินบี 29 อีกลำหนึ่งได้บินอยู่เหนือเมืองฮิโรชิมาเพื่อตรวจสอบสภาพอากาศ ทำให้ประชาชนตื่นกลัวและหลบอยู่ในที่กำบัง เครื่องบินตรวจสอบสภาพอากาศรายงานผลไปยัง อีโนล่า เกย์ และเมื่อเครื่องบินตรวจสอบอากาศบินเลยไปโดยไม่มีการโจมตี ช่วงนั้นดูเหมือนภัยคุกคามจะผ่านไปแล้ว
แต่ต่อมาไม่นานเครื่องบิน อีโนล่า เกย์ ก็บินอยู่เหนือน่านฟ้าฮิโรชิมา ระเบิดลูกประวัติศาสตร์ถูกปล่อยออกมา หลังจากหล่นลงมา 43 วินาที กลไกที่ทำงานตามเวลาและแรงดันอากาศก็เริ่มกระบวนการจุดระเบิด กระสุนยูเรเนียมถูกยิงไปตามลำกล้องเข้าใส่ยูเรเนียมที่เป็นเป้าหมาย ยูเรเนียมทั้งสองเริ่มทำปฏิกิริยาลูกโซ่ อณูของแข็งเริ่มแตกตัวและปล่อยพลังงานออกมาในปริมาณมหาศาล
ระเบิด ปล่อยอานุภาพทำลายล้างออกมาทีละขั้น ประกายไฟที่ออกมาจากลูกไฟยักษ์ที่กว้างถึง 300 เมตร ทำให้อุณหภูมิที่อยู่ด้านล่างลูกไฟนั้นสูงถึง 4,000 องศาเซลเซียส รังสีความร้อนหลอมละลายทุกอย่างที่อยู่ในที่โล่งถ้าไม่ระเหยกลายเป็นไอ ก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปในทันที ปฏิบัติการของทหารอเมริกันครั้งนั้นคร่าชีวิตคนไปราว 200,000 คน และเป็นการยุติสงครามโดยสิ้นเชิง ...
******************************************************* ซาดาโกะ กับ นกกระเรียน 1000
ตัว เมื่อ เด็กหญิงซาดาโกะ ซาซากิ ได้รับพิษจากการทิ้งระเบิดปรมาณูของสหรัฐที่ถล่มเมืองฮิโรชิม่า เมื่อ 6 สิงหาคม 2489 หรือปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนที่เกิดระเบิด นั้นเด็กหญิงซาดาโกะไม่ได้เกิดอาการเจ็บป่วยในทันที แต่ 11 ปี หลังจากนั้น ในปี 2498 วันที่ซาดาโกะแข่งขันวิ่งผลัดที่โรงเรียน ทำให้เด็กหญิงเหน็ดเหนื่อยและปวดศีรษะอย่างรุนแรง และจากนั้นก็เริ่มปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นสลบในชั้นเรียน พอพ่อแม่ ซาดาโกะรู้ จึงพาไปหาหมอ และพบกับความจริงที่สะเทือนใจว่า ซาดาโกะป่วยเป็นลูคิเมียหรือมะเร็งในเม็ดเลือด ซึ่งเป็นโรคที่คนสมัยนั้นเป็นกันมาก เพราะถูกปรมาณูในสงครามโลก สำหรับ ซาดาโกะเมื่อทราบชะตาชีวิตตัวเองก็โศกเศร้าร้องไห้ตลอดเวลา เพราะอยากออกจากโรงพยาบาลและกลับไปโรงเรียน แต่ทำไม่ได้ กระทั่งชิซูโกะเพื่อนรักของซาดาโกะมาเยี่ยมที่โรงพยาบาลและนำโอริกามิหรือ กระดาษพับมาให้ พร้อมทั้งเล่าตำนาน "ซูรุ" หรือนกกระเรียนให้ซาดาโกะฟัง โดย คนญี่ปุ่นถือว่า ซูรุ เป็นนกศักดิ์สิทธิ์และสัญลักษณ์ของการมีอายุยืนยาว ความหวัง ความโชคดีและความสุข นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันความเจ็บป่วยได้ด้วย ถ้าใครสามารถพับนกกระเรียนได้ถึง 1,000 ตัว แล้วผู้นั้นจะมีอาการดีขึ้น เมื่อ ได้ฟังดังนั้นซาดาโกะก็เลยตัดสินใจที่จะพับนกพร้อมกับเขียนคำว่า สันติภาพลงบนปีกนกด้วย เพื่อให้มันบินไปได้ทั่วโลก หลังจากนั้นไม่นานครอบครัวและเพื่อนๆก็พากันช่วยซาดาโกะพับนกกระเรียน เมื่อครบ 500 ตัว ซาดาโกะอาการดีขึ้นและได้รับอนุญาตจากคุณหมอให้กลับไปอยู่ที่บ้าน ระหว่าง นั้นเด็กหญิงไม่เคยหยุดที่จะพับนกเลย แต่หลังจากกลับไปอยู่บ้านไม่นาน อาการของซาดาโกะก็เริ่มกำเริบขึ้นอีกจนต้องกลับเข้าโรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง ในที่สุดซาดาโกะก็จากครอบครัวไปอย่างสงบ ในขณะที่พับนกได้เพียง 644 ตัว หลัง การเสียชีวิตของซาดาโกะ เพื่อนๆ ที่โศกเศร้าต่อการจากไปของเธอร่วมกันพับนกกระเรียนที่เหลือจนครบ 1,000 ตัว และใส่ไปในโลงศพของเธอด้วย นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งสมาคมนกกระเรียนเพื่อรำลึกถึงซาดาโกะอีกด้วย เมื่อ เรื่องของซาดาโกะแพร่หลายออกไป ได้มีการบริจาคเงินสร้างอนุสาวรีย์เพื่อรำลึกถึงซาดาโกะและเด็กๆ อีกหลายคนที่เสียชีวิตจากระเบิดปรมาณู และตั้งที่ใจกลางสวนสาธารณะสันติภาพฮิโรชิม่า โดยอนุสาวรีย์นี้เป็นรูปของซาดาโกะกำลังยืนและยื่นมือทั้งสองข้างขึ้นไปบน ฟ้า ที่มือของเธอถือนกกระเรียนสีทองไว้ด้วย วัน ที่ 6 สิงหาคม ของทุกปี ที่เมืองฮิโรชิมาจะมีพิธีรำลึกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะไม่ถูกลืมและไม่เกิดขึ้นซ้ำสอง และเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เทียนนับพันๆ เล่มจะถูกจุดขึ้น และปล่อยให้ลอยไปตามสายน้ำ เทียนแต่ละเล่มแทนดวงวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตจากระเบิดปรมาณูลูกนี้
วัน ที่ 6 สิงหาคม ของทุกปี ที่เมืองฮิโรชิมาจะมีพิธีรำลึกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะไม่ถูกลืมและไม่เกิดขึ้นซ้ำสอง และเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เทียนนับพันๆ เล่มจะถูกจุดขึ้น และปล่อยให้ลอยไปตามสายน้ำ เทียนแต่ละเล่มแทนดวงวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตจากระเบิดปรมาณูลูกนี้
Bomb ฮิโรชิมา ภาคภาษาไทย
คลิกครับ
กล่องกระดาษลูกฟูก
ม้วนกระดาษสีน้ำตาลจะถูกนำไปออกแบบให้เป็นบรรจุภัณฑ์
โดยเริ่มจากกระดาษที่เอาเข้ามามี 2
ประเถท คือกระดาษที่ทำลอน กับ กระดาษที่ทำแผ่นเรียบ
ในวีดีโอนี้ ท่านจะได้เห็นวิธีการทำกระดาษลูกฟูก
คลิกครับ
Doppler Effect
ปรากฏการณ์ด็อปเปลอร์ (Doppler
Effect)
เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงความยาวคลื่น
เนื่องจากความสัมพัทธ์ระหว่างทิศทางการเคลื่อนที่ของแหล่งกำเนิดกับผู้สังเกตการณ์
ขณะที่แหล่งกำเนิดคลื่นกำลังเคลื่อนที่เข้าหา
ผู้สังเกตการณ์จะได้รับคลื่นที่มีความถี่สูงขึ้นกว่าปกติ
(ความยาวคลื่นสั้นลง) และเมื่อแหล่งกำเนิดคลื่นเคลื่อนที่ออก
ผู้สังเกตการณ์จะได้รับคลื่นที่มีความถี่ต่ำกว่าปกติ
(ความยาวคลื่นมากขึ้น) ยกตัวอย่าง
เมื่อรถตำรวจเปิดไซเรนวิ่งเข้ามาหาเรา เราจะได้ยินเสียงไซเรนสูงขึ้น
และเมื่อรถคันนั้นเคลื่อนที่ผ่านเราออกไป ก็จะได้ยินเสียงไซเรนต่ำลง
คลิกค่ะ
การทำผ้าบาติก
การทำผ้าบาติกเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่แพร่หลายในแถบเอเชีย
ไม่มีใครทราบว่าการทำบาติกเริ่มต้นจากที่ใด
ในแต่ละประเทศได้ใช้การทำลวดลายบาติกตกแต่งผืนผ้ามาช้านาน
บางครั้งอาจใช้เป็นลวดลายผ้านุ่ง โสร่ง หรือเสื้อ
ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละท้องถิ่น
คลิกค่ะ
เกล็ดความรู้เรื่องผ้าบาติก
ผ้าบาติก (Batik)
หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าผ้าปาเต๊ะเป็นภาษาที่ชาวอินโดนีเซียหรือชวาใช้เรียกชื่อผ้าพื้นเมืองชนิดหนึ่งที่เกิดจากการใช้ฝีมือเขียนให้เกิดลวดลายและการย้อมสีบนผืนผ้า
ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ
ตามประวัติศาสตร์สันนิษฐานกันว่าการผลิตผ้าชนิดนี้มีมากว่า 2000
ปีล่วงมาแล้ว กัมมันตภาพรังสี (Ionizing Radiation)
ประวัติพรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดที่ได้มีการก่อตั้งก่อนที่จะมีพระราช บัญญัติพรรคการเมืองโดยก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2489 โดยมี นายควง อภัยวงศ์ เป็น หัวหน้าพรรคคนแรกและ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นเลขาธิการพรรคคนแรก ตลอดระยะเวลา 60 ปีที่ ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ได้ดำเนินการต่อสู้ทางการเมืองใน ระบอบประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องซึ่งพอจะจำแนกออกได้เป็น 4 ยุค กล่าวคือ
ยุคที่หนึ่ง
(2489-2501)
ยุคที่สอง
(2511-2519)
ยุคที่สาม (2522-2533)
ยุคที่สี่ (ปลายปี
2533-ปัจจุบัน)
ประวัติประธานาธิบดีสหรัฐ คนที่ 44 (นายบารัค โอบามา) สร้างประวัติศาสตร์เป็นที่เรียบร้อย สำหรับ "บารัค โอบามา" นักการเมืองผิวสีผู้จรัสแสงของสหรัฐ ตัวแทนพรรคเดโมแครต หลังจากชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี "จอห์น แม็คเคน" คู่แข่งแห่งพรรครีพับลิกัน ผงาดเป็นผู้นำทำเนียบขาว ด้วยฉันทามติจากคะแนนเลือกตั้งท่วมท้นของชาวอเมริกัน ที่แห่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางกระแสจับตาว่า ที่สุดแล้ว บารัค โอบามา จะทำสิ่งที่หลายคนทั่วโลกลุ้นเอาใจช่วยได้สำเร็จหรือไม่ ในการคว้าชัยเป็น ประธานาธิบดี "ผิวดำ" คนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐ
ที่มาhttp://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=hopeland&month=01-2008&date=11&group=1&gblog=17 โอบามา คว้าชัยเป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรก ของสหรัฐอเมริกา ด้วยคะแนน 333 เสียง ต่อ 155 เสียง นายบารัค โอบามา ตัวแทนพรรคเดโมแครต เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต่อนายจอห์น แมคเคน จากรีพับลิกัน ในการเลือกตั้งที่ มลรัฐยูทาห์ และ แคนซัส ใน มลรัฐยูทาห์แมคเคน เป็นฝ่ายชนะ โอบามา ไปแบบขาดลอย 61 ต่อ 37 % ขณะที่ใน แคนซัส แมคเคน ก็เป็นฝ่ายชนะไป อีก 55 ต่อ 43 % ขณะเดียวกัน นายโอบามา สามารถคว้าชัยชนะได้ที่ มลรัฐไอโอวา ด้วยคะแนน ขาดลอย 72 ต่อ 27 %ทำให้ เขายังคงมีคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง นำ นายแมคเคน อยู่ที่ 207 - 129 คะแนน และ โอบามาต้องการอีกเพียง 63 คะแนนเท่านั้น ก็จะเป็น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ ในทันที
โอบามา ประกาศหลังคว้าชัย นำอเมริกาสู่การเปลี่ยนแปลง นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของสหรัฐฯ คนที่ 44 ขึ้นกล่าวปราศรัยขอบคุณกับผู้สนับสนุน วันนี้ (5 พฤศจิกายน) หรือเมื่อช่วงเที่ยงคืนที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ที่แกรนด์พาร์ค ชิคาโก หลังคว้าคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง หรืออิเล็กทรอรัลโหวต เกิน 270 เสียงขึ้นไป คว้าชัยชนะ
นายโอบามา กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มาลงคะแนนเสียงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และไม่ได้แบ่งเป็นสีแดง หรือสีน้ำเงิน แต่เป็นสหรัฐอเมริกา โดยผลการเลือกตั้งครั้งนี้แสดงว่าการเปลี่ยนแปลงมาถึงอเมริกาแล้ว และกล่าวอีกว่า เมื่อหัวค่ำที่ผ่านมา นายแมคเคนได้โทรศัพท์มาแสดงความยินดีแล้ว พร้อมกล่าวชมแมคเคนว่าชาวอเมริกาควรชื่นชมที่นายแมคเคนเสียสละช่วยสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งขอบคุณ นาย โจ ไบเดน ผู้ที่อยู่เคียงข้างเขาตลอดเวลาในการหาเสียงเลือกตั้ง และ 16 ปีที่ผ่านมาเขาได้รับการสนับสนุน และความรักจากภรรยาของเขา มิทเชล โอบามา รวมทั้งลูกทั้ง 2 คน และว่า คุณยายของเขาแม้ไม่ได้มาร่วมยินดี แต่เชื่อว่าเธอจะเฝ้ามองจากที่ใดที่หนึ่ง นายโอบามา ยังกล่าวขอบคุณผู้จัดการรณรงค์หาเสียงของเขาด้วยที่ทำให้การเลือกตั้งสำเร็จ โดยเป็นผู้จัดการเลือกตั้งที่ดีที่สุดที่เคยมีมา พร้อมทั้งขอบคุณบุคคลที่สนับสนุนเขาทุกคน และนี่คือชัยชนะของทุกๆ คน เขายังกล่าวว่า จะต้องแก้ปัญหาสงคราม พลังงานทดแทน แม้ว่าการทำทุกอย่างจะยาก แต่มีความหวังว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทางได้ ทั้งนี้ รัฐบาลคงไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ แต่พร้อมจะรับฟังเสียงประชาชน นายโอบามา กล่าวอีกว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ทุกคนต้องมีจิตวิญญาณในการแก้ปัญหา และไม่ใช่วอลสตรีทจะรุ่งเรืองอย่างเดียว แต่คนธรรมดาจะต้องดีด้วย เขายังกล่าวย้ำสิ่งที่อับราฮัม ลินคอน เคยพูดว่า ทุกคนเป็นเพื่อนกันไม่ใช่ศัตรูกัน เขาต้องการความช่วยเหลือของประชาชนทุกคน และจะเป็นประธานาธิบดีที่ดีของประชาชน และประชาชนที่อยู่ทั่วโลกจะได้เห็นอรุณรุ่งวันใหม่ของผู้นำสหรัฐอเมริกา ใครร้องหาสันติภาพจะสนับสนุน แต่ใครที่จะทำลายล้าง ก็จะทำลายล้างกลับ โดยสิ่งที่จะชนะคนที่คิดจะทำลายล้างสหรัฐฯ ได้ จะมาจากพื้นฐานประชาธิปไตย และความมีเสรีภาพ เขากล่าวทิ้งท้ายอีกว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สหรัฐฯ ก็ยังเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตย เราควรทำอะไรให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
1. George
Washington ขอบคุณข้อมูลจาก ประวัติ พระมหาพิชัยราชรถ และเวชยันตราชรถ
พระมหาพิชัยราชรถ ปรากฏบันทึกการสร้างในพระราชพงศาวดารว่า ...ปีเถาะ สัปตศกพระโองการรับสั่งให้ช่างทำพิชัยราชรถที่จะทรงพระโกศพระอัฐิ ๗ รถ ให้ตัดเสาพระเมรุตั้ง ทรงประดับเครื่องให้แล้วเสร็จในปีเถาะ
การสร้างราชรถครั้งนั้นก็คือการสร้างพระมหาพิชัยราชรถขึ้น เพื่อการพระบรมศพพระปฐมบรมมหาชนก ใน พ.ศ. ๒๓๓๘ โดยโปรดให้สร้างเป็นราชรถขนาดใหญ่ตามแบบพระราชประเพณี ที่เคยมีมาครั้งกรุงศรีอยุธยา คือ มีขนาดสูง ๑,๑๒๐ เซนติเมตร ยาว ๑,๕๓๐ เซนติเมตร งานพระเมรุ พ.ศ. ๒๓๓๙
ต่อมาใน พ.ศ. ๒๓๔๒ สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี สิ้นพระชนม์ ก็โปรดให้อัญเชิญพระโกศทรงบนพระมหาพิชัยราชรถออกพระเมรุอีกครั้งหนึ่ง นับจากนั้นพระมหาพิชัยราชรถก็ได้ถูกกำหนดให้เป็นราชรถเฉพาะ อัญเชิญพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินตลอดมา
พระมหาพิชัยราชรถได้ชำรุดทรุดโทรมลงตามกาลเวลา ได้มีการซ่อมแซมเพื่อใช้งานได้อยู่เสมอ ดังที่ปรากฏในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ในครั้งนั้นนอกจากซ่อมแซมให้สวยงามแล้ว ยังโปรดให้เพิ่มล้อขึ้นอีกที่ใต้ตัวราชรถทั้งนี้เพื่อให้รับน้ำหนักตัวราชรถและบุษบกยอด และพระโกศที่ตั้งอยู่บนราชรถได้ทั้งหมด
นอกจากนี้เพื่อให้การเคลื่อนย้ายเข้ากระบวนพระราชพิธีเป็นไปอย่างสะดวก และรู้สึกมีน้ำหนักเบาขึ้น ต่อมากรมศิลปากรได้เล็งเห็นความสำคัญและความงดงามของงานศิลปกรรมประณีตศิลป์ จึงได้บูรณะซ่อมแซมเสริมความมั่นคงแก่พระมหาพิชัยราชรถขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้มรดกงานศิลปกรรมนี้อยู่คู่กับชาติไทยต่อไป การบูรณะพระมหาพิชัยราชรถสำเร็จในปี พ.ศ. ๒๕๓๐
ภายหลังงานพระเมรุ พ.ศ. ๒๓๔๒ แล้ว เวชยันตราชรถก็ถูกใช้เป็นราชรถรองในงานพระเมรุพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลต่อมา จนถึงงานพระเมรุพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาพระมหาพิชัยราชรถชำรุด ดังนั้นในงานพระเมรุพระบาทสมเด็จพระพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ จึงได้ใช้เวชยันตราชรถเป็นรถทรงพระบรมศพ โดยไม่มีราชรถรองในริ้วกระบวน
และแม้ในการพระเมรุอัญเชิญพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีใน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ก็ได้ใช้เวชยันตราชรถ เป็นรถอัญเชิญพระบรมศพ เมื่อวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งกรมศิลปากรก็ได้ซ่อมแซมเสริมความมั่นคง และตกแต่งความสวยงามด้วยการลงรักปิดทองประดับกระจกในการนี้ด้วย และได้ออกหมายเรียกว่าพระมหาพิชัยราชรถ
ราชรถน้อยองค์หนึ่งใช้เป็นราชรถที่สมเด็จพระสังฆราชประทับ ทรงสวดนำกระบวนพระมหาพิชัยราชรถ ราชรถองค์ที่สอง เป็นราชรถโยงผ้าจากพระบรมโกศ จัดเป็นราชรถตามจากนั้นเป็นราชรถน้อยอีกองค์หนึ่ง ใช้เป็นรถสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่ประทับ เพื่อทรงโปรยทานพระราชทานแก่ประชาชนที่มาเฝ้ากราบพระบรมศพตามทางสู่พระเมรุมาศ
ต่อจากนั้นตามด้วยราชรถรอง คือ เวชยันตราชรถและรถประทับอื่น ๆ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าราชรถที่ใช้ในการพระบรมศพจริง ๆ มี ๕ องค์ ซึ่งล้วนสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และได้นำออกใช้งานพระเมรุมาศทุกรัชกาลจนปัจจุบัน
หากจะพิจารณาถึงความหมายและคติความเชื่อที่จินตนาการออกมาเป็นรูปร่างที่เห็นนั้น จะพบว่า การให้รูปแบบเต็มไปด้วยปรัชญาทางความเชื่อ ที่มีความหมายเกี่ยวกับเทพเจ้าที่พ้องกันทั้งในพระพุทธศาสนา และในศาสนาพราหมณ์ ก็คือเรื่องของจักรวาล
พระพุทธศาสนาจะกล่าวว่าจักรวาลประกอบด้วยทวีป ๔ ทวีป คือ อุตรกุรุทวีป อมรโคยานทวีป บุรพวิเทหทวีป และชมพูทวีป กับทั้งประกอบด้วยภูมิทั้ง ๓ คือ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ จักวาลนี้มีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางและเป็นที่ประทับของพระอินทร์ ซึ่งทรงเป็นประธานเหนือเทพทั้งปวง
รูปแบบของราชรถเป็นการจำลองเอาเฉพาะเขาพระสุเมรุเพียงองค์เดียว โดยใช้รูปของบุษบกเป็นสัญลักษณ์ บุษบกเป็นอาคารโปร่งรูปสี่เหลี่ยมค่อนข้างจัตุรัส เปิดโล่งทั้ง ๔ ทิศ หลังคาเป็นชั้น ๆ ประกอบด้วยซุ้มรังไก่เรียงกัน ๓ ซุ้ม ชั้นแต่ละชั้นซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไปดูเรียวแหลม
ในด้านสถาปัตยกรรมถือว่าเป็นการสร้างสรรค์ของช่างที่ทำให้หลังคาดูเบา และสวยงามไม่เทอะทะ ตัวบุษบกหากจะเปรียบกับชั้นภูมิของจักรวาล ก็น่าจะเป็นชั้นอรูปภูมิได้ เพราะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมโกศซึ่งบรรจุพระบรมศพ ซึ่งเปรียบได้กับวิญญาณที่ไม่มีรูป ก็น่าจะเข้ากับคติความเชื่อนี้ได้ กับทั้งเป็นการเทิดพระบารมีแห่งองค์ในพระบรมโกศ ซึ่งเปรียบเสมือนทรงเป็นเทพในสัมปรายภพนั่นเอง
ดังนั้นจะเห็นว่าเทวดานั่งพนมมือและพญานาคนั้น ก็เป็นสัญลักษณ์แห่งสวรรค์ชั้นรูปภูมินั่นเอง ฐานทั้ง ๓ ชั้นตั้งอยู่เหนือตัวรถ ที่ประกอบด้วยล้อขนาดใหญ่ ๔ ล้อ และมีล้อเล็กอยู่แนวกลางใต้ฐาน และคันชักอีก ๒ จุด เพื่อรับน้ำหนักของราชรถทั้งคัน ดังนั้น ล้อ คาน และเพลา จึงต้องมีความแข็งแรงเป็นพิเศษด้วย อันเปรียบได้กับโลกและกามภูมินั่นเอง
**************************
เรียบเรียงจาก : กรมศิลปากร. กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ ราชยาน ราชรถ และพระเมรุมาศ. กรุงเทพฯ : กรม, ๒๕๓๙. คุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ กระทรวงศึกษาธิการ ประกาศนโยบายเร่งรัดการปฏิรูปการศึกษา โดยยึดคุณธรรมนำความรู้สร้างความตระหนักสำนึกในคุณค่าของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความสมานฉันท์ สันติวิธี วิถีประชาธิปไตย พัฒนาคนโดยใช้คุณธรรมเป็นพื้นฐานของกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยง ความร่วมมือของสถาบันครอบครัว ชุมชน สถาบัน ศาสนาและสถาบันการศึกษา โดยมีจุดเน้นเพื่อพัฒนาเยาวชนให้เป็นคนดี มีความรู้ และอยู่ดีมีสุข ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนดังกล่าวมีความชัดเจน เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม "๘ คุณธรรมพื้นฐาน" ที่ควรเร่งปลูกฝัง ประกอบด้วย ๑) ขยัน ขยัน คือ ความตั้งใจเพียรพยายามทำหน้าที่การงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ อดทน ความขยันต้องปฏิบัติควบคู่กับการใช้สติปัญญา แก้ปัญหาจนเกิดผลสำเร็จ ผู้ที่มีความขยัน คือ ผู้ที่ตั้งใจทำอย่างจริงจังต่อเนื่องในเรื่องที่ถูกที่ควรเป็นคนสู้งาน มีความพยายาม ไม่ท้อถอย กล้าเผชิญอุปสรรค รักงานที่ทำ ตั้งใจทำหน้าที่อย่างจริงจัง ๒) ประหยัด ประหยัด คือ การรู้จักเก็บออม ถนอมใช้ทรัพย์สิน สิ่งของแต่พอควรพอประมาณ ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า ไม่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ ผู้ที่มีความประหยัด คือ ผู้ที่ดำเนินชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย รู้จักฐานะการเงินของตน คิดก่อนใช้คิดก่อนซื้อ เก็บออม ถนอมใช้ทรัพย์สินสิ่งของอย่างคุ้มค่า รู้จักทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของตนเองอยู่เสมอ
๓) ความซื่อสัตย์ ซื่อสัตย์ คือ ประพฤติตรงไม่เอนเอียงไม่มีเล่ห์เหลี่ยมมีความจริงใจ ปลอดจากความรู้สึกลำเอียงหรืออคติ ผู้ที่มีความซื่อสัตย์ คือ ผู้ที่มีความประพฤติตรงทั้งต่อหน้าที่ ต่อวิชาชีพ ตรงต่อเวลา ไม่ใช้เล่ห์กล คดโกงทั้งทางตรงและทางอ้อม รับรู้หน้าที่ของตนเองและปฏิบัติอย่างเต็มที่ถูกต้อง ๔) มีวินัย มีวินัย คือ การยึดมั่นในระเบียบแบบแผน ข้อบังคับและข้อปฏิบัติ ซึ่งมีทั้งวินัยในตนเองและวินัยต่อสังคม ผู้ที่มีวินัย คือ ผู้ที่ปฏิบัติตนในขอบเขต กฏ ระเบียบของสถานศึกษา สถาบัน/องค์กร/สังคมและประเทศ โดยที่ตนเองยินดีปฏิบัติตามอย่างเต็มใจและตั้งใจ ๕) สุภาพ สุภาพ คือ เรียบร้อย อ่อนโยน ละมุนละม่อม มีกิริยามารยาทที่ดีงาม มีสัมมาคารวะ ผู้ที่มีความสุภาพ คือ ผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตนตามสถานภาพและกาลเทศะ ไม่ก้าวร้าว รุนแรง วางอำนาจข่มผู้อื่นทั้งโดยวาจาและท่าทาง แต่ในเวลาเดียวกันยังคงมีความมั่นใจในตนเอง เป็นผู้ที่มีมารยาท วางตนเหมาะสมตามวัฒนธรรมไทย ๖) สะอาด สะอาด คือ ปราศจากความมัวหมองทั้งกาย ใจ และสภาพแวดล้อม ความผ่องใสเป็นที่เจริญตาทำให้เกิดความสบายใจแก่ผู้พบเห็น ผู้ที่ความสะอาด คือ ผุ้รักษาร่างกาย ที่อยู่อาศัยสิ่งแวดล้อมถูกต้องตามสุขลักษณะ ฝึกฝนจิตใจมิให้ขุ่นมัว จึงมีความแจ่มใสอยู๋เสมอ ๗) สามัคคี สามัคคี คือ ความพร้อมเพียงกัน ความกลมเกลียวกัน ความปรองดองกัน ร่วมใจกันปฏิบัติงานให้บรรลุ ผลตามที่ต้องการเกิดงานการอย่างสร้างสรรค์ปราศจากการทะเลาะวิวาท ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน เป็นการยอมรับความมีเหตุผล ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางความคิด ความหลากหลายในเรื่องเชื้อชาติ ความกลมเกลียวกันในลักษณะเช่นนี้ เรียกอีกอย่างว่า ความสมานฉันท์ ผู้ที่มีความสามัคคี คือ ผู้ที่เปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รู้บทบาทของตนทั้งในฐานะผู้นำและผู้ตามที่ดี มีความมุ่งมั่นต่อการรวมพลัง ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเพื่อให้การงานสำเร็จลุล่วง แก้ปัญหาและขจัดความขัดแย้งได้ เป็นผู้มีเหตุผล ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม ความคิด ความเชื่อ พร้อมที่จะปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติ ๘) มีน้ำใจ มีน้ำใจ คือ ความจริงใจที่ไม่เห็นแก่เพียงตัวเองหรือเรื่องของตัวเอง แต่เห็นอกเห็นใจเห็นคุณค่าในเพื่อน มนุษย์ มีความเอื้ออาทรเอาใจใส่ ให้ความสนใจในความต้องการ ความจำเป็น ความทุกข์สุขของผู้อื่น และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน ผู้ที่มีน้ำใจ คือ ผู้ให้และผุ้อาสาช่วยเหลือสังคสม รู้จักแบ่งปัน เสียสละความสุขส่วนตน เพื่อทำประโยชน์แก่ผู้อื่นเข้าใจ เห็นใจ ผู้ที่มีความเดือดร้อน อาสาช่วยเหลือสังคมด้วยแรงกาย สติปัญญา ลงมือปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหา หรือร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้เกิดขึ้นในชุมชน
ที่มา dek-d.com http://www.dek-d.com/content/view.php?id=3312 สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา (Bermuda Triangle) สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา (Bermuda Triangle) เป็นบริเวณสมมติในมหาสมุทรแอตแลนติก มีเนื้อที่ประมาณ 1.2 ตร.กม. อยู่ระหว่างจุด 3 จุดที่ไม่เป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า ได้แก่ เปอร์โตริโก ปลายสุดของมลรัฐฟลอริดาในสหรัฐอเมริกา และเกาะเบอร์มิวดาซึ่งเป็นดินแดนในปกครองของสหราชอาณาจักร สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นที่รู้จักทางสื่อมวลชนอย่างแพร่หลาย หลังจากที่ค้นพบว่าคุณสมบัติทางฟิสิกส์ต่างๆ ไม่เป็นไปตามกฎพื้นฐาน สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เริ่มเป็นที่รู้จักในปี พ.ศ. 2494 (ค.ศ. 1951) หลังจากที่มีเรือขนาดใหญ่หายสาบสูญภายในบริเวณสามเหลี่ยม รวมถึงเครื่องบินและเรือขนาดเล็กอื่นๆ จนได้รับขนานนามว่า "สามเหลี่ยมปีศาจ" (The Devil's Triangle) ศัพท์คำว่า "สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา" หรือ "Bermuda Triangle" นี้ มีที่มาจากบทความนิตยสารอาร์กอสซี่ เจ้าของบทความชื่อ Vincent H. Gaddis ได้นำเสนอเรื่องราวของเรือและเครื่องบินที่สาบสูญไปอย่างลึกลับโดยปราศจากคำอธิบายในนิตยสารดังกล่าว เมื่อปี ค.ศ. 1964 แต่ แกดดิส ไม่ได้เป็นคนแรกที่สังเกตเรื่องนี้ ก่อนหน้าในปี ค.ศ. 1952 นาย George X. Sands เสนอเรื่องทำนองนี้เช่นกันในนิตยสาร Fate เนื้อหากล่าวถึงปริมาณของเรือและเครื่องบินที่สาบสูญไปอย่างผิดปกติในบริเวณน่านน้ำดังกล่าว ซึ่งยอดสูญหายนี้มันมากเกินไปกว่าที่จะสันนิษฐานว่าเป็นอุบัติเหตุ ต่อมาถัดมาในปี ค.ศ. 1969 นายวอลเลซ สเปนเซอร์ ได้เขียนหนังสือว่าด้วยสามเหลี่ยมปริศนานี้โดยเฉพาะออกจำหน่ายในชื่อว่า "Limbo of the Lost" ถัดจากนั้นก็มีหนังสือออกจำหน่ายตามมาอีกมากมายเกี่ยวกับความลึกลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ซึ่งก็มียอดจำหน่ายดีแทบทุกเล่ม ที่มีชื่อเสียงเป็นพิเศษคือบทความที่มีชื่อว่า "The Devil's Triangle" ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1974 ซึ่งเนื้อหาสำหรับเป็นที่ชื่นชอบความลึกลับเกี่ยวกับสามเหลี่ยเบอร์มิวดาเป็นอันมาก เป็นที่น่าสังเกตคือ หนังสือแทบทุกเล่มมุ่งประเด็นไปยังมุมมองที่ว่า เบื้องหลังของการสูญหายนี้ มาจากเทคโนโลยีของสิ่งทรงภูมิปัญญามากกว่าประเด็นอื่น เช่นมาจากมนุษย์ต่างดาว หรือมนุษย์ที่อาศัยอยู่ใต้มหาสมุทรบริเวณนั้น ต่างก็หาหลักฐานและทฤษฎีมาถกเถียงกันและบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดามีอาณาบริเวณที่กว้างมากจาก ฟลอริด้า-เปอร์โต ริโก-เกาะเบอร์มิวดา กินพื้นที่ประมาณ ห้าแสนตารางไมล์ เพราะฉะนั้นการจะค้นหาอะไรๆจากสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็มีองค์กรของรัฐ เอกชน ต่างให้ความสนใจในการสำรวจ โดยหวังว่าจะเจอหลักฐานอะไรก็ตามที่นำมาใช้ไขปริศนาของดินแดนบริเวณนี้ได้ . มีนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ นักสมุทรวิทยา และอีกหลายอาชีพ ให้ความเห็นและทฤษฎีเกี่ยวกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา มาดังนี้
ขอบคุณ วิกิพีเดีย
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
กัมมันตภาพรังสี (Ionizing Radiation)
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
{mospagebreak} หน้า 6
เกล็ดความรู้เรื่องผ้าบาติก
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
{mospagebreak} หน้า 6
{mospagebreak} หน้า 7
|
|
Doppler Effect
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
การทำผ้าบาติก
|
|
พระเมรุ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
รูปแบบพระเมรุ
นาวาอากาศเอกอาวุธ เงินชูกลิ่น
อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ประธานคณะทำงานในการจัดสร้างพระเมรุ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ
เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ของกรมศิลปากร
ซึ่งเป็นผู้ออกแบบร่างพระเมรุที่จะใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา แบบร่างที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้ทรงมีพระราชวินิจฉัยมี ๒ แบบร่าง คือ
ซึ่งพระองค์ได้ทรงมีพระราชวินิจฉัยให้ใช้แบบร่างยอดปราสาท
จึงได้นำเสนอแบบร่างพระเมรุดังกล่าวต่อที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ
เอกลักษณ์ของพระเมรุ
เอกลักษณ์ของพระเมรุ ที่จะใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ อยู่ที่หน้าบันทั้ง ๔ ทิศ
เนื่องจากได้อัญเชิญตราพระราชลัญจกร กว ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ
มาประดิษฐานที่หน้าบันของพระเมรุทั้ง ๔ ด้านด้วย สำหรับกำลังคนที่จะใช้ในการก่อสร้างจะเน้นในงานโครงสร้างเป็นหลักซึ่งจะใช้ระบบจ้างเหมาส่วนเป็นรายละเอียดในงานปราณีตศิลป์จะให้ทางกรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการ เช่น รูปเทวดา ฉัตรเครื่องสูง และ พระโกศจันทร์ เช่นเดียวกับครั้งสมเด็จพระศรีนครินทราพระบรมราชนนี จะใช้กำลังคนจำนวนมาก ที่สำคัญจะเปิดโอกาส ให้กับประชาชนทั่วไปให้เข้ามาช่วยสร้างพระเมรุด้วย เหมือนสมัยพระศรีนครินทราพระบรมราชนนี ด้านโครงสร้าง
จะใช้โครงสร้างที่ทำมาจากเหล็กและจะไม่ใช่ไม้เพราะไม้หายาก
แต่ในช่วงสมเด็จพระศรีนครินทราพระบรมราชนนีใช้ไม้ทั้งหมด แต่คิดว่า
ครั้งนี้จะเปลี่ยนวิธีการเพราะไม้หายาก
อย่างไรก็ตามจะใช้โครงสร้างที่ทำมาจากเหล็กเป็นส่วนใหญ่
แต่อาจจะมีบางที่จะใช้ไม้อัดเข้ามาห่อหุ้มแทน เช่น เสา
ซึ่งภายนอกอาจจะมองเห็นเป็นเสาไม้ใหญ่แต่ภายในเป็นเหล็กที่บุด้วยไม้อัด ช่างสิบหมู่ปั้นใหม่ เทวดาถือบังแทรก ประดับพระเมรุพระพี่นางฯ สำนักช่างสิบหมู่ปั้น รูปเทวดาถือบังแทรก ประดับพระเมรุ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ใหม่ หลังของเก่าเมื่อครั้งพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จย่าเสื่อมสภาพหมดแล้ว พร้อมเผยการนำรูปปั้นเทวดามาประดิษฐานรอบพระเมรุ เพราะเชื้อพระวงศ์เปรียบเสมือนสมมติเทพ เมื่อสิ้นพระชนม์ก็จะต้องส่งเสด็จสู่สรวงสวรรค์ ซึ่งจะเป็นเทวดานั่ง 20 องค์ เทวดายืน 20 องค์ ทั้งนี้ การนำรูปปั้นเทวดามาประดิษฐานบริเวณโดยรอบพระเมรุ เพราะตามความเชื่อถือว่าเชื้อพระวงศ์เปรียบเสมือนสมมติเทพ เมื่อสิ้นพระชนม์ก็จะต้องส่งเสด็จสู่สรวงสวรรค์
ประสานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงขอพันธุ์ไม้ที่พระพี่นางโปรด ทางกรมศิลปากร
ทำหนังสือไปถึงมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง
เพื่อประสานขอพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับที่จะนำมาใช้ในงานภูมิสถาปัตยตกแต่งบริเวณโดยรอบพระเมรุ
ซึ่งจะต้องหารือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงถึงการคัดเลือกพันธุ์ไม้สีที่เหมาะสมกับงานพระเมรุ
รวมทั้งจะคัดเลือกพันธุ์ไม้อีกหลายชนิดที่ปลูกในอุทยานพระตำหนักดอยตุง จ.เชียงราย
เพราะเป็นพันธุ์ที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงโปรดเป็นพิเศษ ทั้งนี้
จะต้องหารือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงตั้งแต่เนิ่นๆ
เพื่อให้จัดเตรียมเพาะพันธุ์ไว้รองรับการนำมาตกแต่งบริเวณพระเมรุต่อไป
และประสานไปยังกรุงเทพมหานคร
เพื่อขอสนับสนุนพันธุ์ไม้ในการใช้ตกแต่งด้วย กรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ
ขอบคุณรูปภาพสวยๆจาก
|
| พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่คณะผู้แทนพุทธสมาคมทั่วประเทศ
เสาร์ 13 ธันวาคม 2523
กฏแห่งกรรม
สุนทรพจน์ของ สตีฟจ็อบส์
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
เพราะเห็นผิดจึงคิดใหม่ เพื่อให้ความตายนั้นไม่สูญเปล่า โดย เชษฐ์ ตรรกวาณิช
{mospagebreak} หน้า 2
|
| เรื่องเล่า...... ริมเขื่อน
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
{mospagebreak} หน้า 6
{mospagebreak} หน้า 7
{mospagebreak} หน้า 8
{mospagebreak} หน้า 9
{mospagebreak} หน้า 10
{mospagebreak} หน้า 11
{mospagebreak} หน้า 12
{mospagebreak} หน้า 13
{mospagebreak} หน้า 14
{mospagebreak} หน้า 15
{mospagebreak} หน้า 16
|
| การจัดการสวนปาล์มน้ำมัน
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
{mospagebreak} หน้า 6
{mospagebreak} หน้า 7
มีอะไรในหม่อนผลสด
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
{mospagebreak} หน้า 6
ไหมย้อมสีธรรมชาติ
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
{mospagebreak} หน้า 6
การผลิตชาใบหม่อนเชิงพาณิชย์
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
{mospagebreak} หน้า 6
เชื้อเพลิงชีวภาพที่ยั่งยืน
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
{mospagebreak} หน้า 6
การปลูกอ้อย
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
{mospagebreak} หน้า 6
การปลูกหม่อน
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
{mospagebreak} หน้า 6
|
| ชินคันเซ็น ของ เต็มสิริ หวังทวีทรัพย์
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
{mospagebreak} หน้า 6
{mospagebreak} หน้า 7
Loss Leader : มากกว่ากลยุทธ์ขายสิ่งประดิษฐ์ ? ของ บุญรักษ์ กาญจนวรวณิชย์
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
สตอร์มเซิร์จ รู้จักไว้ จะได้ไม่ตระหนก ของ ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
{mospagebreak} หน้า 6
{mospagebreak} หน้า 7
{mospagebreak} หน้า 8
{mospagebreak} หน้า 9
{mospagebreak} หน้า 10
{mospagebreak} หน้า 11
จอแบนแฟนไม่ทิ้ง ของ ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
{mospagebreak} หน้า 6
{mospagebreak} หน้า 7
กลับสู่ธรรมชาติ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ของ จันทิมาอุทะกะ
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
บทความที่เกี่ยวข้อง
ไม้ประกอบ.... กอบกู้โลก โดยจิรานี กุลวรรณวิจิตร
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
{mospagebreak} หน้า 6
{mospagebreak} หน้า 7
ธรรมชาติ แม่แบบทางเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม โดย ดร. รุ้งนภาทองพูล
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
Camouflage ศาสตร์แห่งการพรางตัว ของ ดร. จุรีรัตน์ ประสาร
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
จักรยานพาหนะที่ประหยัดและปลอดมลพิษ ของ ดร.ธนาวดี ลี้จากภัย
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
{mospagebreak} หน้า 6
บทความเพิ่มเติม
ป๊อปร็อค ลูกกวาดอัดลม โดย อรวรรณ สัมฤทธิ์เดชขจร
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
จากธรรมชาติสู่รถยนต์แห่งอนาคน โดย บุญรักษ์ กาญจนวรวณิชย์
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
|
||||||||||||||||||
|
ว่าว ..... จากอดึตสู๋ปัจจุบัน (ตอนที่ 1 ) โดย ดร.พิธาน สิงห์เสน่ห์
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
วิวัฒนาการของอุปกรณ์ รีดผ้า (ตอนที่ 1 ) โดย ปิยวรรณ ปนิทานเต
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
|
|
ว่าว ..... จากอดึตสู๋ปัจจุบัน (ตอนที่ 2 ) โดย ดร.พิธาน สิงห์เสน่ห์
|
|
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
วิวัฒนการของอุปกรณ์ รีดผ้า (ตอนจบ) โดย ปิยวรรณ ปนิทานเต
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
เปิดตำนานโอลิมปิก โดย เต็มสิริ หวังทวีทรัพย์
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
{mospagebreak} หน้า 6
{mospagebreak} หน้า 7
{mospagebreak} หน้า 8
บ้านสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก โดยเต็มสิริ หวังวทวีทรัพย์
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
{mospagebreak} หน้า 6
{mospagebreak} หน้า 7
{mospagebreak} หน้า 8
เหล็กกล้าซิลิคอน ในรถยนต์ไฮบริด โดย ธีรพงษ์ หาญวิโรจน์กุล
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
โฟมพลาสติก โดยชาญวิทย์ พูนสรีไชนสิทธิ์
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
รำลึก 100 ปีการจากไปของจูลส์เวิร์น โดย ชัยวัฒน์คุประตกุล สารคดี ธันวาคม 2548
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
ประวัติการวัดสัณฐานของโลก โดย สุทัศน์ ยกส้าน สารคดี ธันวาคม 2548
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
หลักความไม่แน่นอนทางควอนตัมหมายถึงอะไร ? ตอนที่ 1 โดย บัญขา ธนบุญสมบัติ สารคดี ธันวาคม 2548
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
สะกิดใจ สารคดี ธันวาคม 2548
หลักความไม่แน่นอนทางควอนตัมหมายถึงอะไร ? ตอนที่ 2 โดย บัญขา ธนบุญสมบัติ สารคดี มกราคม 2549
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
Thomas Young : ชายผู้รอบรู้ โดยสุทัศน์ ยกส้าน สารคดี มกราคม 2549
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
10 ยอดข่าววิทยาศาสตร์ ปี 2005 โดย ชัยวัฒน์ คุประตกุล สารคดี มกราคม 2549
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
|
|
ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน ก ข ค ง จ ฉ ช ซ ฐ ณ ด ต ถ ท ธ น บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม ย ร ล ว ศ ส ห อ ฮ นักวิทยาศาสตร์ หน่วย ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M จาก N-Z A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z
|