8.2  พัฒนาการทางเทคโนโลยีสื่อสาร

            ภายในสำนักงานของบริษัทหรือองค์กรใด ๆ จะพบว่าเจ้าหน้าที่ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการติดต่อสื่อสาร เช่น พนักงานขายสินค้าทำงานอยู่กับการติดต่อทางโทรศัพท์กับลูกค้าเกือบตลอดเวลา ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการประชุมปรึกษางาน การเจรจาธุรกิจทางโทรศัพท์ การโต้ตอบจดหมาย เป็นต้น บุคคลเหล่านี้ต้องการระบบการติดต่อสื่อสารที่ตรงจุดและทันสมัย เพื่อจะช่วยให้งานมีประสิทธิภาพ

            เมื่อพิจารณาระบบงานภายในสำนักงาน ข้อมูลที่หมุนเวียนไปมาจะอยู่ในรูปแบบหลายอย่าง เช่น การบันทึกย่อ จดหมาย การพูดคุยทางโทรศัพท์ การประชุมร่วมกัน และการเผยแพร่เอกสารไปยังหน่วยงานอื่น ซึ่งผู้ทำงานในสำนักงานสามารถเลือกรูปแบบให้เหมาะสมกับบุคคลหรือหน่วยงาน

           วิธีการติดต่อสื่อสารสามารถทำได้หลายทาง ขึ้นกับปัจจัยประกอบหลายประการ เช่น การเลือกรูปแบบการติดต่อ และการเลือกช่องทางหรือตัวกลางการติดต่อ ซึ่งอาจใช้เลขานุการ พนักงานส่งจดหมาย หรือใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

        เนื่องจากเทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์และการสื่อสารก้าวหน้าไปมาก ทำให้เกิดระบบการสื่อสารใหม่ออกมาตลอดเวลา ผู้ทำงานในสำนักงานจึงมีโอกาสเลือกใช้วิธีการติดต่อสื่อสารได้หลายรูปแบบ ปัจจัยสำคัญซึ่งใช้ในการพิจารณาเลือกระบบสื่อสารให้สามารถนำมาใช้งานได้ดี มีดังนี้

            1)   กลุ่มผู้ใช้ระบบสื่อสารควรมีจำนวนมากพอ
                  ระบบสื่อสารนั้นจะไม่มีประโยชน์หรือใช้งานน้อย ถ้ามีกลุ่มผู้ใช้งานน้อย เพราะจะทำให้การกระจายข้อมูลทำได้ไม่กว้างขวาง

            2)   การเข้ากันได้ระหว่างระบบสื่อสารกับงานของสำนักงาน
             
   ระบบสื่อสารนั้นควรมีรูปแบบเหมือนหรือเข้ากันได้กับงานที่ดำเนินการอยู่ หากต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบของข้อมูลเพื่อเข้ากับระบบสื่อสาร หรือ
                 ข้อมูลที่ได้รับจากระบบสื่อสารไม่สามารถใช้กับงานเดิมได้ จะทำให้เกิดความไม่สะดวก ปราศจากความปลอดภัย และความเชื่อถือได้ในการ
                 ติดต่อสื่อสาร

            3)   ความสมเหตุสมผลทางราคา
                  ระบบสื่อสารต่าง ๆ จะต้องมีค่าใช้จ่ายประกอบด้วยเสมอ ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้จะต้องอยู่ในวิสัยที่สามารถลงทุนได้ และต้องคุ้มค่ากับราคา

           ปัจจัยทั้งสามเป็นข้อพิจารณาในการเลือกใช้ระบบสื่อสาร เพื่อทำงานในสำนักงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด การนำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยระบบสื่อสารก็จะทำให้ระบบงานลดความซับซ้อนลงได้

             ระบบสื่อสารที่ใช้ภายในสำนักงานส่วนใหญ่คือ การส่งเอกสาร ส่งข้อความระหว่างกัน การโทรศัพท์ การส่งโทรสาร

            โทรศัพท์ได้รับการจดทะเบียนสิทธิบัตรและให้บริการมาตั้งแต่ พ.. 2413 ในช่วงเวลาเดียวกับที่มีการพัฒนาเครื่องพิมพ์ดีด อุปกรณ์ถ่ายภาพ และหลอดไฟ ในระยะเริ่มแรกโทรศัพท์ไม่ค่อยได้รับความนิยม อัตราการขยายการใช้งานค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับอุปกรณ์ที่ได้รับการพัฒนาใกล้เคียงกันดังกล่าว สาเหตุใหญ่เนื่องมาจากเครือข่ายของโทรศัพท์ยังครอบคลุมในบริเวณพื้นที่เล็กๆซึ่งตามปกติสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ด้วยจดหมายภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

          ปัจจุบันเครือข่ายของโทรศัพท์  ได้มีการแพร่หลายครอบคลุมในบริเวณกว้าง  และเป็นที่ยอมรับสำหรับการติดต่อสื่อสารทางธุรกิจทั่วโลกในทุกประเทศ ธุรกิจและกิจการหลายอย่างมีการดำเนินงานโดยพึ่งพาโทรศัพท์ โทรศัพท์ได้รับความนิยมอย่างมากเพราะเทคโนโลยีของโทรศัพท์ได้รับการพัฒนามาหลายขั้นตอนทั้งในด้านตัวเครื่อง ตู้ชุมสาย และระบบเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย

           การติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ ได้รับความนิยมแพร่หลายรวดเร็ว  จนจำนวนคู่สายไม่พอเพียงต่อความต้องการ จึงมีการขยายอยู่เรื่อยมาและมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น พัฒนาการของโทรศัพท์เคลื่อนที่ การประยุกต์ใช้งานระบบโทรศัพท์มิได้จำกัดอยู่แค่เพียงการส่งสัญญาณเสียงระหว่างกัน แต่มีบริการรูปแบบใหม่เสริมอีกมากมาย เช่น การฝากข้อความ การส่งข้อความ การส่งรูปภาพ ฯลฯ อีกทั้งยังมีการพัฒนาสื่อกลางที่ใช้ในการรับ-ส่งข้อมูลระหว่างผู้รับกับผู้ส่ง และรูปแบบของข้อมูลที่ส่งผ่านสื่อกลาง ทำให้การรับส่งข้อมูลมีประสิทธิภาพมากขึ้น

            8.2.1  การสื่อสารด้วยเส้นใยนำแสง

            ด้วยความสามารถของมนุษย์ในการประดิษฐ์คิดค้นทำให้มีอุปกรณ์สื่อสารที่เรียกว่า “เส้นใยนำแสง” ทำให้การส่งสัญญาณข้อมูลเปลี่ยนรูปแบบจากการใช้ไฟฟ้ามาเป็นแสง โดยเส้นใยนำแสงเป็นสื่อกลางที่ให้แสงเดินทางในท่อที่ไม่เป็นเส้นตรงเสมอ ดูคล้ายสายไฟที่แสงเดินลอดผ่านจากปลายข้างหนึ่งไปยังปลายอีกข้างหนึ่งได้ การที่แสงเดินทางผ่านไปในท่อได้อาศัยหลักการสะท้อนกลับหมด กล่าวคือเมื่อแสงเดินทางจากปลายข้างหนึ่งจะสะท้อนกลับหมดบริเวณขอบไปชนกับขอบอีกด้านหนึ่งสลับไปมา จึงเหมือนเดินทางไปในท่อที่คดเคี้ยวได้

            เส้นใยนำแสงประกอบด้วยส่วนแรก คือ เส้นใยที่ทำจากใยแก้ว ซึ่งเป็นแกนกลางทำให้แสงหักเหได้ ใยแก้วนี้มีชั้นห่อหุ้มซึ่งทำหน้าที่รักษาความเที่ยงตรงของลำแสงในขณะที่เดินทางผ่านเส้นใยที่คดเคี้ยว และส่วนที่สองคือตัวโครงสร้างเส้นใยแก้วซึ่งจะหุ้มด้วยพลาสติกและเส้นใยเหนียวยืดหยุ่น เพื่อป้องกันความเสียหายจากการแตกหักภายใน เมื่อประกอบเป็นสายนำสัญญาณจะใช้เส้นใยนำแสงหลายเส้นรวมกันอยู่ในท่อพลาสติกเดียวกัน บางชนิดมีมากกว่า 24 เส้น

           ในการใช้งานเส้นใยนำแสงจะต้องมีตัวส่งสัญญาณและตัวรับสัญญาณ ข้อมูลจะได้รับการแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าก่อน จากนั้นจึงเปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นสัญญาณแสง อุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งแสงที่นิยมใช้กันได้แก่ ไดโอดเปล่งแสง (Light Emitting Diode : LED) ส่วนอุปกรณ์รับสัญญาณที่นิยมใช้ได้แก่ โฟโตไดโอด (Photo Diode) การแปลงข้อมูลจะใช้วิธีแบบผสมทางความถี่ (Frequency Modulation)

           ข้อเด่นของการสื่อสารข้อมูลด้วยเส้นใยนำแสงมีมากมาย      แสงที่ใช้สื่อสารจะมีแถบกว้างทางความถี่มาก   คือ   ใช้แถบกว้างทางความถี่สัญญาณอยู่ระหว่าง 1-10 จิกะเฮิรตซ์ จึงทำให้แบ่งช่องสัญญาณข้อมูลได้มาก เส้นใยนำแสงหนึ่งเส้นอาจใช้ส่งสัญญาณโทรศัพท์ได้หลายพันคู่สาย มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบาสามารถบิดโค้งงอในขณะเดินสายโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูล ปราศจากการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีความทนทานต่ออุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงทนทานต่อปฏิกิริยาทางเคมี

    นอกจากนี้ยังสามารถวางเส้นใยนำแสงเป็นสายเคเบิลควบคู่กันไปกับสายไฟฟ้าแรงสูงโดยที่สนามแม่เหล็กของไฟฟ้าแรงสูงไม่สามารถรบกวนได้เลย สามารถวางเส้นใยนำแสงใต้ดิน ในอุโมงค์ ใต้ท้องทะเล ลอดใต้แม่น้ำ การประยุกต์ใช้จึงกว้างขว้าง เช่น ใช้ในงานเคเบิลทีวี ใช้งานการสื่อสารสำหรับควบคุมจราจรทางรถไฟ และรถยนต์ ใช้ควบคุมในงานอุตสาหกรรม ใช้เชื่อมโยงการสื่อสารข้อมูลภายในอาคารสำนักงาน ใช้ในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบโทรศัพท์ เส้นใยนำแสงยังเหมาะกับการสื่อสารในบริเวณที่เกิดอันตรายได้ง่าย เช่น คลังเชื้อเพลิง เพราะไม่มีอันตรายจากกระแสไฟฟ้า

            จากการที่เส้นใยนำแสงมีข้อดีมากมาย องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจึงเริ่มดำเนินการวางเส้นใยนำแสงเชื่อมโยงเครือข่ายโทรศัพท์แทนการสื่อสารด้วยคลื่นไมโครเวฟ นอกจากนี้องค์กรระหว่างประเทศทางด้านการสื่อสารได้ดำเนินการวางเส้นใยนำแสงเป็นเคเบิลใต้น้ำเพื่อเชื่อมโยงการสื่อสารระหว่างประเทศ การใช้งานสายนำสัญญาณด้วยเส้นใยนำแสงจะเพิ่มขึ้นอีกมากในอนาคต

            8.2.2  การสื่อสารผ่านดาวเทียม

            การสื่อสารผ่านดาวเทียมเป็นการสื่อสารที่มีสถานีรับส่งอยู่ที่พื้นดิน   สถานีดังกล่าว    ทำหน้าที่ส่งสัญญาณข้อมูลตรงขึ้นไปยังดาวเทียมที่โคจรอยู่ในอวกาศ จากนั้นดาวเทียมจะทำหน้าที่กระจายสัญญาณ โดยส่งต่อลงมายังตัวรับส่งที่พื้นดินอีกครั้งหนึ่ง ดาวเทียมจึงเสมือนเป็นสถานีถ่ายทอดสัญญาณที่ดียิ่ง เพราะลอยอยู่บนท้องฟ้าในระดับสูงมาก และสามารถส่งสัญญาณไปยังสถานีรับสัญญาณได้ในทุกพื้นที่ที่ครอบคลุมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในเมืองใหญ่หรือพื้นที่ทุรกันดาร

            ประเทศไทยเริ่มใช้ดาวเทียมสื่อสารครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.. 2510 การสื่อสารแห่งประเทศไทยตั้งสถานีภาคพื้นดินที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยใช้ช่องสัญญาณจำนวน 13 ช่องสัญญาณ เพื่อติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศ

           จานรับสัญญาณดาวเทียมที่สถานีภาคพื้นดินมีขนาดใหญ่มาก  เช่น  จานรับสัญญาณดาวเทียมอินเทลแซด  ที่ศรีราชา     มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 97 ฟุต สามารถสื่อสารข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดีย   ประเทศไทยมีการส่งดาวเทียมขึ้นโคจรบนท้องฟ้า และใช้ชื่อดาวเทียมว่า “ไทยคม” ดาวเทียมไทยคมครอบคลุมพื้นที่การสื่อสารในภาคพื้นเอเชียจนถึงทวีปยุโรป

            สถานีโทรทัศน์ในประเทศไทยมีการขยายเครือข่ายทั่วประเทศ ในการนี้มีการเช่าช่องสัญญาณจากดาวเทียมไทยคม ทำให้ระบบการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ของประเทศไทยกระจายไปยังเมืองใหญ่ ๆ ได้ทั่วประเทศ จานรับสัญญาณดาวเทียมที่ใช้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-3 เมตร ซึ่งนับว่าเป็นจานขนาดใหญ่พอสมควร การถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมทำได้ง่ายเพราะไม่ต้องเสียเวลาเดินสายหรือเชื่อมโยงด้วยไมโครเวฟ

            ดาวเทียมสื่อสารที่ใช้งานต้องมีลักษณะพิเศษ คือ เป็นดาวเทียมที่อยู่ตำแหน่งคงที่ ซึ่งผิดกับดาวเทียมจารกรรมทางทหาร ดาวเทียมสำรวจทรัพยากร ดาวเทียมเหล่านั้นจะเคลื่อนที่โคจรรอบโลกผ่านทุกส่วนของพื้นผิวโลก โดยจะกลับมาที่เดิมในระยะเวลาประมาณ 9-11 วัน

            ดาวเทียมสื่อสารจะต้องอยู่บริเวณเหนือเส้นศูนย์สูตรและโคจรรอบโลก 1 รอบ ใน 1 วัน พอดีกับเวลาที่โลกหมุนรอบตัวเอง ระดับความสูงและความเร็วของการโคจรต้องเหมาะสม ดาวเทียมไทยคมโคจรอยู่ที่ระดับความสูง 42,184.2 กิโลเมตร

            ดาวเทียมไทยคมใช้สัญญาณพาหะในย่านความถี่ 4, 10 และ 12 จิกะเฮิรตซ์ ข้อได้เปรียบของดาวเทียมไทยคม คือ อยู่ตรงประเทศไทย ทำให้จานรับสัญญาณมีขนาดเล็ก เหลือเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 50 เซนติเมตร ดาวเทียมไทยคมครอบคลุมพื้นที่ประเทศไทยและเพื่อนบ้านไว้ ดาวเทียมตัวนี้มีอายุประมาณ 15 ปี

            การสื่อสารผ่านดาวเทียมในประเทศไทยจึงเป็นอีกก้าวหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยมีทางเลือกของการสื่อสารมากขึ้น การรับรู้ข้อมูลข่าวสารจะทำได้เร็วขึ้น การส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมเป็นหนทางหนึ่งที่จะส่งไปยังพื้นที่ใด ๆ ก็ได้ในประเทศ แม้จะอยู่ในป่าเขาหรือในที่มีสิ่งกีดขวางทางภาคพื้นดิน

            8.2.3  โครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิตอล

            โครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิตอล (Integrated Services Digital Network : ISDN) เป็นระบบการสื่อสารมาตรฐานที่ได้รับการนำเข้ามาใช้ในการสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศไทยและหน่วยงานต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง พื้นฐานของโครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิตอล เริ่มจากระบบสื่อสารโทรคมนาคมที่เป็นระบบสลับสายด้วยสัญญาณแอนะล็อก สัญญาณเสียงพูดที่ปลายทางจะได้รับการสลับสายไปยังอีกด้านหนึ่งด้วยวงจรสลับสายแบบกลไก สัญญาณเสียงจะส่งผ่านเสมือนการต่อเส้นลวดทองแดงจากต้นทางไปยังปลายทางได้

            ต่อมามีการสลับสายด้วยหลักการทางดิจิตอล เช่น ชุมสายเอสพีซีขององค์การโทรศัพท์ในปัจจุบัน สัญญาณเสียงที่ต้นทางส่งผ่านไปตามสายในลักษณะเป็นสัญญาณแอนะล็อกไปตามเส้นลวดทองแดงถึงชุมสาย ชุมสายจะเปลี่ยนสัญญาณแอนะล็อกนี้ให้เป็นสัญญาณดิจิตอล แล้วสลับสัญญาณดิจิตอลเข้าไปในเวลาของอีกวงจรหนึ่งอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการสลับสายด้วยหลักการดิจิตอลไปมาระหว่างวงจร ดังนั้นวงจรคู่สายจึงไม่ได้ต่อกันในลักษณะตัวนำทองแดง แต่ใช้วิธีการของสัญญาณคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วสูง อย่างไรก็ดี ช่วงระหว่างเครื่องผู้ใช้ถึงชุมสายก็ยังเป็นสัญญาณแอนะล็อก แต่จะได้รับการเปลี่ยนสัญญาณให้เป็นสัญญาณดิจิตอลที่ชุมสาย

            เมื่อความต้องการใช้งานเครือข่ายชุมสายโทรศัพท์มีสูงขึ้น มีการนำเอาโทรสารมาใช้ มีการส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์เข้าช่องสัญญาณโทรศัพท์เพื่อใช้ในกิจการต่าง ๆ มากขึ้น เช่น ใช้ส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ การแลกเปลี่ยนข่าวสาร ระบบโทรศัพท์จึงต้องมีการพัฒนาตามไปด้วย

            เทคโนโลยีทางด้านการรับ-ส่งสัญญาณดิจิตอล ได้รับการพัฒนาให้ก้าวหน้าเป็นลำดับ จนสามารถกำหนดให้สายจากต้นทางส่งสัญญาณเข้าชุมสายโทรศัพท์ที่เป็นแบบดิจิตอลได้ การผสมสัญญาณทางดิจิตอลจึงทำได้ง่าย การใช้งานหลาย ๆ อย่างบนสายโทรศัพท์เส้นเดียวกันจึงเป็นไปได้ เช่น บริการเครือข่ายข้อมูลซึ่งเป็นการส่งข้อมูลไปบนสายโทรศัพท์พร้อมการใช้งานโทรศัพท์ได้

            เมื่อเป็นเช่นนี้มาตรฐานโครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิตอลจึงเกิดขึ้น มาตรฐานนี้ได้แบ่งแถบกว้างในการใช้สายโทรศัพท์ออกเป็นแถบย่อยซึ่งมีแถบการส่งพื้นฐานที่เรียกว่าช่อง B อยู่ 2 ช่อง แต่ละช่องมีความเร็วการส่งข้อมูลขนาด 64 กิโลบิตต่อวินาที และแถบการส่งสัญญาณข้อมูลอีกช่องหนึ่งเรียกว่าช่อง D ระบบมาตรฐานโครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิตอลขณะนี้จึงเป็น 2B+D โดยช่อง D มีความเร็ว 16 กิโลบิตต่อวินาที เมื่อรวมความสามารถของสายโทรศัพท์จะทำให้สามารถส่งสัญญาณข้อมูลได้ 144 กิโลบิตต่อวินาที

            การใช้มาตรฐาน 2B+D นี้ ทำให้สายโทรศัพท์ที่ใช้งานทำการรับข้อมูลหรือเสียงได้พร้อมกัน ความจริงแล้วถ้าต่อใช้งานในระบบแอนะล็อก สายโทรศัพท์เส้นหนึ่งจะใช้บริการได้เพียงอย่างเดียว แต่ถ้าเป็นระบบโครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิตอล จะทำให้สามารถใช้สัญญาณได้พร้อมกันมากกว่าสองช่องสัญญาณเสียง และสามารถใช้ร่วมกับสัญญาณข้อมูลอื่นพร้อมกันได้อีกด้วย

        การประยุกต์ใช้โครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิตอลนี้จึงเป็นเรื่องที่รวมการบริการหลายอย่างเข้าในเครือข่ายโทรศัพท์ เช่น การประชุมทางโทรศัพท์ การรับส่งข้อมูลทางโทรศัพท์ที่มีภาพประกอบ หรือเห็นภาพผู้รับปลายทางอย่างชัดเจน การใช้ร่วมระหว่างโทรศัพท์กับข้อมูล เช่น เมื่อมีลูกค้าเรียกเข้ามาจะเรียกเข้ามาจะทราบหมายเลขต้นทางที่เรียกเข้ามา ระบบคอมพิวเตอร์จะค้นหาข้อมูลและแสดงข้อมูลบนจอภาพเกี่ยวกับลูกค้าคนนั้นได้ทันที

            การให้บริการโครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิตอลทำให้ระบบการส่งโทรสารรวดเร็วขึ้นจากเดิม เพราะใช้มาตรฐานที่เรียกว่า จี3 (G3) โทรสารส่งได้เร็วที่สุดที่ความเร็ว 9600 บิตต่อวินาที หรือหนึ่งหน้ากระดาษ A4 จะใช้เวลาประมาณ 17 วินาที  แต่ถ้าใช้มาตรฐานโครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิตอลจะส่งได้ด้วยความเร็ว 64 กิโลบิตต่อวินาที หรือหนึ่งหน้ากระดาษ A4 จะใช้เวลาเพียง 3 วินาที

            ระบบโครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิตอลเป็นมาตรฐานที่นำทุกสิ่งทุกอย่างเข้าสู่ระบบดิจิตอล เป็นการรวมกันระหว่างเสียงพูดที่แต่เดิมเป็นแอนะล็อกกับระบบข้อมูลที่เป็นดิจิตอลได้อย่างประสมประสานเป็นเนื้อเดียวกัน

            อย่างไรก็ดี ระบบโครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิตอล 2B+D นี้ สร้างขึ้นมาเพื่อให้ใช้กับข่ายสายโทรศัพท์ที่มีอยู่แล้วโดยไม่ต้องวางสายใหม่

        ในอนาคตระบบโครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิตอลจะมีการนำเส้นใยนำแสงเข้ามาแทนเครือข่ายสายทองแดง ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นสายที่ต่อไปยังบ้านทุกบ้านจะเป็นเส้นใยนำแสงหมด การสื่อสารทางสายนี้จะรวมได้แม้กระทั่งส่งสัญญาณโทรทัศน์ผ่านสายไปยังบ้านให้ผู้ชมในบ้านได้ดูรายการโทรทัศน์ทางสายอีกด้วย

            8.2.4  อินเทอร์เน็ต

              เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก อินเทอร์เน็ตมีพัฒนาการมาค่อนข้างยาวนานจาก “อาร์พาเน็ต” (ARPANET) ในปี พ.. 2512 โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา เพื่อเชื่อมโยงศูนย์งานวิจัยของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา

        เครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีการกำหนดคอมพิวเตอร์หลักที่ต่ออยู่บนเครือข่ายให้มีหมายเลขประจำเหมือนกับหมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขนี้จะเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน เช่น เครื่องแม่ข่ายของสาขาคอมพิวเตอร์ สสวท. ใช้รหัสหมายเลข 203.146.150.80 รหัสประจำเครื่องทำให้คอมพิวเตอร์สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ แต่อาจยุ่งยากต่อผู้ใช้เพราะมีตัวเลขหลายตัว จึงมีการสร้างชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ในหลักสากล เพื่อให้เรียกและเป็นที่เข้าใจง่ายขึ้น เช่น oho.ipst.ac.th

            สำหรับประเทศไทยได้เชื่อมโยงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในประเทศเข้ากับอินเตอร์เน็ตในเดือนกันยายน พ.. 2536 จุดแรกที่เชื่อมโยงเข้าสู่อินเทอร์เน็ต คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิยาลัย โดยเชื่อมเครื่องคอมพิวเตอร์หลัก chulkn.chulu.ac.th เข้ากับเครือข่าย หลังจากนั้นอีกประมาณหนึ่งปี ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติก็เชื่อมโยงเครือข่ายไทยสารซึ่งเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

            จากการเชื่อมโยงให้ไมโครคอมพิวเตอร์สามารถเชื่อมเข้าสู่อินเทอร์เน็ตได้ทำให้ไมโครคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องแม้จะอยู่ที่บ้านก็สามารถหมุนโทรศัพท์ผ่านโมเด็มและสายโทรศัพท์เข้ามายังเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและใช้งานได้ เครื่องคอมพิวเตอร์จึงมีบทบาทในการเป็นสถานีปลายทาง โดยผู้ใช้ที่อยู่ในที่ต่างๆ หากต่อเชื่อมเข้ากับเครือข่ายแล้วก็สะดวกในการใช้งานเพราะสามารถวิ่งเข้าสู่เครือข่ายได้ทันที และสามารถใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ ได้ สะดวก เช่น ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ใช้ในการเรียกค้นข้อมูล ตลอดจนการใช้ทรัพยากร อื่น ๆ บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

            เพื่อให้เห็นภาพของการใช้ทรัพยากรบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจึงขอเสนอลักษณะของทรัพยากรบนอินเทอร์เน็ตที่ผู้ใช้เรียกใช้ได้ซึ่งได้แก่ระบบเวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web : WWW) ซึ่งเป็นการใช้หลักการของข้อความหลายมิติ (Hypertext) พัฒนาขึ้นโดยบริษัทเซิร์น (CERN) แห่งประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โครงสร้างของเวิลด์ไวด์เว็บใช้หลักการเครื่องบริการของผู้ใช้ โดยให้ผู้ใช้ค้นหาข้อมูลเอกสารจากแฟ้มข้อความในรูปแบบข้อความหลายมิติ โดยมีข้อกำหนดเกณฑ์วิธี การจัดเก็บแบบข้อความและเชื่อมโยงกันแบบข้อความหลายมิติ ปัจจุบันมีเครื่องบริการแฟ้มข้อมูลที่ทำหน้าที่ให้บริการเวิลด์ไวด์เว็บมากมาย

            8.2.5  ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต

            อินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายเหมือนเครือข่ายโทรศัพท์ที่เชื่อมโยงเข้าหากันได้ทั่วโลก ด้วยเหตุนี้การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์จึงกระทำได้ในทุกเครือข่ายทั่วโลก ประโยชน์จากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีมากมาย เช่น

            1)    การใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Mail)
                  เป็นสิ่งที่ใช้กันอย่างกว้างขวางสามารถส่งข่าวสารถึงกันได้ทั่วโลกมีแนวโน้มการขยายตัวและจำนวนผู้ใช้อย่างรวดเร็ว
มีความเร็วในการส่งข่าวสารถึงกันได้มากกว่าการส่งทางไปรษณีย์ปกติ

            2)   การสนทนาแบบเชื่อมตรง (Chat)
               
ผู้ใช้งานบนเครือข่าย สามารถคุยกับคนอื่นในลักษณะโต้ตอบกันผ่านทางจอภาพและแผงแป้นพิมพ์อักขระ การพูดคุยผ่านทางตัวหนังสือมีความชัดเจนและเข้าใจกันได้

            3)   การค้นหาข้อมูล (Surfing)
               
 คอมพิวเตอร์มีแฟ้มข้อมูลจำนวนมาก ข้อมูลเหล่านั้นเป็นข้อมูลที่สะสมและเก็บจากผู้ใช้หลาย ๆ คน
และมีบางส่วนที่ต้องการเผยแพร่โดยไม่คิดมูลค่า เอกสาร หนังสือ หรือแม้แต่โปรแกรมคอมพิวเตอร์จำนวนมาก ได้รับการจัดเก็บและเผยแพร่แก่ผู้สนใจที่อยู่ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผู้ใช้งานทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงข้อมูลที่เจ้าของอนุญาตให้สำเนา เมื่อมีกลุ่มก็มีการรวบรวมข้อมูลและเก็บไว้เผยแพร่ระหว่างกัน อินเทอร์เน็ตจึงเป็นแหล่งข้อมูลแหล่งใหญ่มาก

            4)    กระดานข่าว (Web Board)
               
 บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีการจัดตั้งกระดานข่าว มีผู้ส่งข่าวสารถึงกันผ่านกระดานข่าว กระดานข่าวส่วนใหญ่แบ่งเป็นกลุ่ม เช่น กลุ่มผู้สนใจดนตรีก็มีการฝากเพลงหรือเรื่องราวเกี่ยวกับดนตรี กลุ่มวัฒนธรรม กลุ่มไทยกรุ๊ป (Thai Group) กลุ่มผู้สนใจจักรยาน เป็นต้น

            5)   เกมและนันทนาการ
                  มีการเล่นเกมแบบเครือข่าย เกมที่รู้จักกันดีคือเกมแร็กนาร็อก
ซึ่งเป็นเกมผจญภัยที่เล่นในเครือข่ายมีการสนทนาโต้ตอบกันในระยะห่างไกล


Home

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

       บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์