ฟิสิกส์ราชมงคล

index 124

ชีววิทยา

ชีววิทยาเป็นการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตในทุกๆแง่มุม ชีววิทยาซึ่งถือเป็นการศึกษาหลักที่แยกย่อยไปเป็นวิชาทางชีวภาพอื่นๆมากมาย ไม่ชีววิทยาเป็นสาขาวิชาที่ใหญ่มากจนไม่อาจศึกษาเป็นสาขาเดียวได้ จึงต้องแยกออกเป็นสาขาย่อยต่างๆ ในหัวข้อนี้จะแบ่งสาขาย่อยออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งเป็นสาขาที่ศึกษาโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต อย่างเช่นเซลล์ ยีน เป็นต้น กลุ่มที่สองศึกษาการทำงานของโครงสร้างต่างๆ ตั้งแต่ระดับเนื้อเยื่อ ระดับอวัยวะ จนถึงระดับร่างกาย กลุ่มที่สามศึกษาประวัติศาสตร์ของสิ่งมีชีวิต กลุ่มที่สี่ศึกษาความสัมพันธ์ในระหว่างสิ่งมีชีวิต อย่างไรก็ตาม การแบ่งกลุ่มนี้เป็นเพียงการจัดหมวดหมู่ให้สาขาต่างๆในชีววิทยาให้เป็นระเบียบและเข้าใจง่าย แต่ความจริงแล้ว ขอบเขตของสาขาต่างๆนั้นไม่แน่นอน และสาขาวิชาส่วนใหญ่ก็จำเป็นต้องใช้ความรู้จากสาขาอื่นด้วย ตัวอย่างเช่น สาขาชีววิทยาของวิวัฒนาการ ต้องใช้ความรู้จากสาขาอณูวิทยา เพื่อจัดลำดับของดีเอ็นเอ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจความแปรผันทางพันธุกรรมของประชากร หรือสาขาวิชาสรีรวิทยา ต้องใช้ความรู้จากสาขาชีววิทยาของเซลล์ เพื่ออธิบายการทำงานของระบบอวัยวะ

การศึกษาสิ่งมีชีวิตในระดับอะตอมและโมเลกุล จัดอยู่ในสาขาวิชาอณูชีววิทยา ชีวเคมี และอณูพันธุศาสตร์ การศึกษาในระดับเซลล์ จัดอยู่ในสาขาวิชาเซลล์วิทยา และในระดับเนื้อเยื่อ จัดอยู่ในสาขาวิชาสรีรวิทยา กายวิภาคศาสตร์ และมิญชวิทยา สาขาวิชาคัพภวิทยาเป็นการศึกษาการเจริญเติบโตและพัฒนาการของตัวอ่อนของสิ่งมีชีวิต

สาขาวิชาพันธุศาสตร์เป็นการศึกษาการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง สาขาวิชาพฤติกรรมวิทยาเป็นการศึกษาพฤติกรรมของกลุ่มสิ่งมีชีวิต สาขาวิชาพันธุศาสตร์ประชากรเป็นการศึกษาพันธุศาสตร์ในระดับประชากรของสิ่งมีชีวิต การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งกับสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง และระหว่างสิ่งมีชีวิตกับถิ่นที่อยู่อาศัย จัดอยู่ในสาขาวิชานิเวศวิทยาและชีววิทยาของวิวัฒนาการ


ขอบเขตของชีววิทยา
ชีววิทยาเป็นสาขาวิชาที่ใหญ่มากจนไม่อาจศึกษาเป็นสาขาเดียวได้ จึงต้องแยกออกเป็นสาขาย่อยต่างๆ ในหัวข้อนี้จะแบ่งสาขาย่อยออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งเป็นสาขาที่ศึกษาโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต อย่างเช่นเซลล์ ยีน เป็นต้น กลุ่มที่สองศึกษาการทำงานของโครงสร้างต่างๆ ตั้งแต่ระดับเนื้อเยื่อ ระดับอวัยวะ จนถึงระดับร่างกาย กลุ่มที่สามศึกษาประวัติศาสตร์ของสิ่งมีชีวิต กลุ่มที่สี่ศึกษาความสัมพันธ์ในระหว่างสิ่งมีชีวิต อย่างไรก็ตาม การแบ่งกลุ่มนี้เป็นเพียงการจัดหมวดหมู่ให้สาขาต่างๆในชีววิทยาให้เป็นระเบียบและเข้าใจง่าย แต่ความจริงแล้ว ขอบเขตของสาขาต่างๆนั้นไม่แน่นอน และสาขาวิชาส่วนใหญ่ก็จำเป็นต้องใช้ความรู้จากสาขาอื่นด้วย ตัวอย่างเช่น สาขาชีววิทยาของวิวัฒนาการ ต้องใช้ความรู้จากสาขาอณูวิทยา เพื่อจัดลำดับของดีเอ็นเอ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจความแปรผันทางพันธุกรรมของประชากร หรือสาขาวิชาสรีรวิทยา ต้องใช้ความรู้จากสาขาชีววิทยาของเซลล์ เพื่ออธิบายการทำงานของระบบอวัยวะ


โครงสร้างของชีวิต
โครงสร้างของชีวิต

อณูชีววิทยาเป็นสาขาหนึ่งในชีววิทยา ซึ่งศึกษาในระดับโมเลกุล สาขานี้มีความสอดคล้องกับสาขาอื่นๆในชีววิทยา โดยเฉพาะสาขาพันธุศาสตร์และชีวเคมี อณูชีววิทยาเป็นการศึกษาปฏิสัมพันธ์ของระบบต่างๆในเซลล์ ซึ่งได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่าง ดีเอ็นเอ อาร์เอ็นเอ การสังเคราะห์โปรตีน และการควบคุมความสัมพันธ์เหล่านี้

ชีววิทยาของเซลล์เป็นสาขาที่ศึกษาลักษณะทางสรีรวิทยาของเซลล์ รวมไปถึงพฤติกรรม ปฏิสัมพันธ์ และสิ่งแวดล้อมของเซลล์ ทั้งระดับจุลภาคและระดับโมเลกุล สาขาวิชานี้จะศึกษาวิจัยทั้งสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว อย่างเช่นแบคทีเรีย และเซลล์ที่ทำหน้าที่พิเศษในสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ อย่างเช่นมนุษย์

พันธุศาสตร์เป็นสาขาที่ศึกษายีน พันธุกรรม และการผันแปรของสิ่งมีชีวิต ในการศึกษาวิจัยสมัยใหม่ มีเครื่องมือที่สำคัญในการศึกษาหน้าที่ของยีน หรือความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม ในสิ่งมีชีวิต ข้อมูลทางพันธุกรรมจะอยู่ในโครโมโซม ซึ่งข้อมูลจะแทนที่ด้วยโครงสร้างทางเคมีของโมเลกุลของดีเอ็นเอ

สรีรวิทยาของสิ่งมีชีวิต

สรีรวิทยาเป็นสาขาที่ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการทางกายภาพและทางชีวเคมีในสิ่งมีชีวิต เพื่อให้เข้าใจหน้าที่ของโครงสร้างต่างๆ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการศึกษาทางชีววิทยา การศึกษาทางสรีรวิทยาสามารถแบ่งออกได้เป็นสรีรวิทยาของพืชและสรีรวิทยาของสัตว์ แต่หลักของสรีรวิทยาในสิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนแต่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น การศึกษาสรีรวิทยาของเซลล์ยีสต์สามารถประยุกต์ใช้กับการศึกษาในเซลล์มนุษย์ได้ สรีรวิทยาของสัตว์เป็นการศึกษาทั้งในมนุษย์และสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ สรีรวิทยาของพืชก็มีวิธีการศึกษาเช่นเดียวกับในสัตว์

กายวิภาคศาสตร์เป็นสาขาที่สำคัญในสรีรวิทยา ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับหน้าที่และความสัมพันธ์ของระบบอวัยวะในสิ่งมีชีวิต เช่น ระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต การศึกษาเกี่ยวกับระบบเหล่านี้สามารถแบ่งออกเป็นสาขาวิชาต่างๆได้อีก เช่น ประสาทวิทยา วิทยาภูมิคุ้มกัน

ความหลากหลายและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

การศึกษาวิวัฒนาการมีความเกี่ยวข้องกับต้นกำเนิดและการสืบทอดลักษณะของสปีชี่ส์ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงลักษณะที่ผ่านมา และต้องอาศัยนักวิทยาศาสตร์จากหลายสาขาที่เกี่ยวข้องกับอนุกรมวิธานของสิ่งมีชีวิต สาขาวิวิฒนาการมีรากฐานจากสาขาบรรพชีวินวิทยา ซึ่งอาศัยซากดึกดำบรรพ์ในการตอบคำถามเกี่ยวกับรูปแบบและจังหวะของวิวิฒนาการ

สาขาวิชาหลักใหญ่ที่เกี่ยวกับอนุกรมวิธานมี 2 สาขา คือ พฤกษศาสตร์ และสัตววิทยา พฤกษศาสตร์เป็นสาขาที่ศึกษาเกี่ยวพืช มีเนื้อหาครอบคลุมกว้างขวางตั้งแต่การเจริญเติบโต การสืบพันธุ์ เมทาบอลิซึ่ม โรค และวิวัฒนาการของพืช ส่วนสัตววิทยาจะศึกษาเกี่ยวกับสัตว์ รวมทั้งลักษณะทางสรีรวิทยาของสัตว์ซึ่งอยู่ในสาขากายวิภาคศาสตร์และคัพภะวิทยา กลไกทางพันธุศาสตร์และการเจริญของพืชและสัตว์จะศึกษาในสาขาอณูชีววิทยา อณูพันธุศาสตร์ และชีววิทยาของการเจริญ

ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต

สาขานิเวศวิทยาจะศึกษาการกระจายและความหนาแน่นของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมของสิ่งมีชีวิตจะหมายถึงถิ่นที่อยู่อาศัย ซึ่งจะรวมไปถึงปัจจัยทางกายภาพอย่างสภาพภูมิอากาศและลักษณะทางภูมิศาสตร์ รวมทั้งสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่อาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน การศึกษาระบบทางนิเวศวิทยามีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับสิ่งมีชีวิต ระดับประชากร ระดับระบบนิเวศ ไปจนถึงระดับโลกของสิ่งมีชีวิต จึงจะเห็นได้ว่า นิเวศวิทยาเป็นสาขาที่ครอบคลุมถึงสาขาอื่นๆอีกมากมาย

สาขาพฤติกรรมวิทยาจะศึกษาพฤติกรรมของสัตว์ (โดยเฉพาะสัตว์สังคมอย่างสัตว์จำพวกลิงและสัตว์กินเนื้อ) บางครั้งอาจจัดเป็นสาขาหนึ่งในสัตววิทยา นักพฤติกรรมวิทยาจะเน้นศึกษาที่วิวัฒนาการของพฤติกรรม และความเข้าใจในพฤติกรรม โดยตั้งอยู่บนทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ
 


สารพัด “สิ่งมีชีวิต” ประหลาดใต้ทะเล




กะพรุนทะเลลึก - หนึ่งในสัตว์น้ำหน้าตาประหลาดที่บันทึกได้จากใต้ทะเลเซเลเบส ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ โดยทีมสำรวจจากสถาบันสมุทรศาสตร์วูดส์ โฮล และเนชั่นแนล จีโอกราฟิก ดำดิ่งลึกลงไปกว่า 5 ก.ม. ในบริเวณที่เรียกว่า "คอรอล ไทรแองเกิล" ซึ่งเป็นดินแดนบรรจบกันระหว่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ จนพบกับสัตว์น้ำหลากหลายชนิดที่ไม่เคยพบมาก่อน อาศัยอยู่ในแถบนั้นแห่งเดียว (ภาพ : AFP /UNIVERSITY OF ALASKA)


กะพรุนอีกชนิดที่ทีมสำรวจค้นพบ (ภาพ : AFP PHOTO/LUIS LIWANAG)


หมึกกล้วยวัยเยาว์ มีขนาด 0.5 เซ็นติเมตร (ภาพ : AFP/Michael Aw/Ocean Geographic Magazine)


สารพัดสัตว์ที่ได้ตัวอย่างมา ทั้งกะพรุน, ปลาเรืองแสง, ปลาไหลจงอยปากยาว, กุ้งสีส้ม และพวกสัตว์เรืองแสงต่างๆ (ภาพ : AFP/Michael Aw/Ocean Geographic Magazine)


บ็อกซ์ฟิช ปลาเหลี่ยมในกลุ่มปักเป้า ตัวนี้ยังละอ่อน มีขนาดลำตัวเพียงแต่ 1 เซ็นติเมตร (ภาพ : AFP/Michael Aw/Ocean Geographic Magazine)

เอพี/เอเอฟพี – พบ “สิ่งมีชีวิต” หน้าตาแปลกๆ ใต้ท้องทะเลกันอีกแล้ว หลังนักวิทยาศาสตร์และทีมจากเนชันแนล จีโอกราฟิกมุดน้ำสำรวจก้นทะเลเซเลเบส พบสัตว์น้ำหลากหลายสายพันธุ์ ใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวนับล้านปี เชื่อว่าบางชนิดยังไม่เคยมีผู้ใดพบมาก่อนหน้านี้ รวมถึงหนอนส้มมีหนวด และแมงกะพรุนสีดำหน้าตาประหลาด

โครงการที่นำโดย ดร.ลาร์รี มาดิน (Dr. Larry Madin) แห่งสถาบันสมุทรศาสตร์ วูดส์ โฮล (Woods Hole Oceanographic Institution) ในเมสซาซูเซ็ตส์ รวบรวมนักวิทยาศาสตร์จากสหรัฐอเมริกาและฟิลิปปินส์สำรวจสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลเซเลเบส (Celebes Sea) ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ พบตัวอย่างสัตว์น้ำหน้าตาประหลาดกว่า 100 ชนิด

มาดิน นำภาพที่บันทึกได้ระหว่างการสำรวจออกเปิดเผยเมื่อวันที่ 16 ต.ค. ว่า พวกเขาได้ลงไปสำรวจในใจกลางของบริเวณที่เรียกว่าสามเหลี่ยมปะการัง (coral triangle) ซึ่งเป็นพรมแดนเชื่อมต่อระหว่างฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งบริเวณดังกล่าวผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเป็นแหล่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสูง

จุดลึกสุดของทะเลเซเลเบสอยู่ที่ 16,500 ฟุต แต่ทีมสำรวจเข้าถึงลึกสุดได้เพียงแค่ 9,100 ฟุต ด้วยการใช้กล้องบันทึกภาพหย่อนลงไปแทนมนุษย์

“นี่น่าจะเป็นจุดศูนย์กลางของพื้นที่ดังกล่าว เพราะมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์วิวัฒนการอยู่บริเวณนี้ และยังกระจัดกระจายไปตามมหาสมุทร” มาดินเล่า ซึ่งโครงการของเขาได้รวมมือกับนิตยสารเนชันแนล จีโอกราฟิก (National Geographic Magazine) และรัฐบาลฟิลิปปินส์ในการจัดหาเรือสำรวจ

ทีมสำรวจมีนักวิทยาศาสตร์ร่วมด้วยกว่า 20 คน และทีมงานของเนชันแนล จีโอกราฟิก รวมถึงเอมอรี คริสตอฟ (Emory Kristof) ช่างภาพใต้น้ำ ที่เคยร่วมบันทึกภาพซากเรือไททานิกเมื่อปี 2528

ทั้งหมดใช้เวลา สำรวจอยู่กว่า 2 อาทิตย์ในทะเลเซเลเบส ที่บริเวณจังหวัดทางตอนใต้ของดินแดนตากาล็อก และพวกเขาก็นำภาพต่างๆ กลับมาโชว์ให้สื่อมวลชนได้ชมที่กรุงมะนิลา

ตัวอย่างที่พวกเขานำกลับมา มีหลายอย่างอาจเป็นสิ่งมีชิวตชนิดแรก อาทิ แตงกวาทะเล ที่มีลักษณะเกือบโปร่งใส ว่ายน้ำได้ด้วยการงอตัวที่มีรูปร่างกลมๆ ส่วนอีกชนิดหนึ่งคือแมงกะพรุนสีดำ ที่พบใกล้กับก้นทะเล

แต่สิ่งมีชีวิตที่น่าสนใจที่สุดสำหรับทีมงานก็คือ หนอนสีส้มที่ลำตัวเต็มไปด้วยหนาม และยังมีหนวดอีก 10 เส้นเหมือนปลาหมึกก็ไม่ปาน ทีมสำรวจไม่รู้ว่าคือตัวอะไรกันแน่ แต่น่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ ที่ไม่เคยมีผู้ใดค้นพบมาก่อน

มาดินบอกว่า อาจต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์ ที่จะศึกษาว่าสิ่งมีชีวิตชนิดใดบ้างที่เพิ่งค้นพบจากการสำรวจครั้งนี้ โดยเขาคาดว่าจะสามารถรายงานได้อย่างเร็วก็เดือนหน้า

ทะเลเซเลเบส ล้อมรอบไปด้วยเกาะต่างๆ มากมาย และยังมีปะการังน้ำตื้นอยู่เป็นระยะ ทำให้แบ่งออกจากทะเลอื่นๆ อย่างชัดเจน ดังนั้นสิ่งมีชีวิตต่างๆ สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ยาวนาน โดยที่พวกเขาพบก็เชื่อว่าเป็นล้านๆ ปีที่สิ่งมีชีวิตพวกนั้นอาศัยอยู่ โดยไม่แพร่กระจายไปพื้นที่อื่นๆ

อีกทั้งพวกเขายังเชื่อว่า น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่น่าสนใจอยู่บริเวณก้นทะเลอีกมากมาย นับเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก แห่งหนึ่งในโลก


เสือเขี้ยวดาบ

คอลัมน์ เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์




เสือเขี้ยวดาบ เป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ อาศัยอยู่ในทวีปยุโรป แอฟริกา เอเชียและอเมริกาเหนือ ในเขตทุ่งหญ้าสเตปส์ ทุ่งหญ้าสะวันนา ทุ่งหญ้าแพร์รี่ ป่าไม้ผลัดใบและป่าดงดิบ เมื่อราว 10,000 ปีก่อน

รูปร่างและขนาด ขาหน้ายาวกว่าขาหลัง หางสั้น ฟันเขี้ยวบนยาวแบนและโค้งแบบมีดดาบ ขึ้นชื่อว่าจู่โจมดุเดือด และฉีกกระชากเหยื่อด้วยฟันที่แหลมคมได้ฉับไว

อย่างไรก็ตาม โคลิน แม็กเฮนรี มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล ออสเตรเลีย ศึกษาเสือเขี้ยวดาบ พบว่าความจริงแล้ว เสือเขี้ยวดาบไม่ได้มีฟันกรามที่แข็งแรงในการขย้ำเหยื่อได้ดีไปกว่าแมวบ้านปัจจุบันเลย

นักวิจัยใช้คอมพิวเตอร์จำลองแบบฟันกราม กล้ามเนื้อ และกะโหลกของเสือเขี้ยวดาบ เปรียบเทียบกับสิงโตสมัยใหม่ พบว่า เสือเขี้ยวดาบไม่ได้มีกรามที่แข็งแรงอะไรนักหนา โดยมันจะเข้าตะครุบเหยื่อ และใช้ฟันเขี้ยวงับเข้าที่หลอดลมของเหยื่อเท่านั้นเอง ไม่ต่างจากเสือ และสิงโตสมัยใหม่
 


10 ศัพท์อวกาศหลุดโลก

หลังจากที่รัสเซียส่งดาวเทียม "สปุตนิก 1" ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ชิ้นแรกของมนุษย์ออกไปโคจรรอบโลกเมื่อวันที่ 4 ต.ค.2500 "ยุคอวกาศ" ก็ได้เริ่มขึ้น ดังนั้นเพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีของการตะลุยอวกาศของมนุษยชาติ มาเรียนรู้คำศัพท์ที่พาเราท่องออกไปนอกโลกกันเถอะ

1.อวกาศ (Deep space/Outer space)

อวกาศหมายถึงพื้นที่ว่างของเอกภพที่อยู่เหนือออกไปจากชั้นบรรยากาศ โดยยิ่งสูงความหนาแน่นของอากาศยิ่งลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าอวกาศว่างเปล่าโดยสิ้นเชิงเพราะยังคงมีอนุภาค ต่างๆ อยู่อย่างเบาบาง อย่างไรก็ดีไม่มีการแบ่งขอบเขตระหว่างชั้นบรรยากาศของโลกกับอวกาศที่ชัดเจน หากแต่ทางสมาพันธ์กีฬาทางอากาศนานาชาติหรือเอฟเอไอ (Federation Aeronautique Internationale: FAI) ได้กำหนด "เส้นคาร์มัน" (Karman line) เพื่อใช้แบ่งการบินภายในโลกกับการบินในอวกาศ ซึ่งเส้นดังกล่าวมีความสูง 100 กิโลเมตร

2.บิ๊กแบง (Big Bang)

บิกแบงคือฤษฎีจักรวาลวิทยาว่าด้วยการระเบิดครั้งใหญ่เมื่อ 1.37 หมื่นล้านปี นำเสนอเมื่อปี 2470 โดยยอร์จ เลอแมตร์ (Georges LeMaitre) นักวิทยาศาสตร์ชาวเบลเยียม ซึ่งถือเป็นทฤษฎีกำเนิดเอกภพที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด โดยนักวิทยาศาสตร์พยายามหลักฐานที่บ่งชี้ถึงการระเบิดครั้งนั้น ซึ่งมีการค้นพบรังสีที่เกิดขึ้นหลังบิ๊กแบง 300,000 ปี นับเป็นการขยับใกล้ร่องรอยจุดกำเนิดเอกภพ

การหาหลักฐานเพื่อยืนยันทฤษฎีนี้ยังคงดำเนินต่อไป โดยเป้าหมายต่อไปคือการตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงซึ่งตามทฤษฎีระบุว่าเกิดขึ้นพร้อมบิ๊กแบง

นอกจากนี้ยังมีแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ซึ่งสนับสนุนทฤษฎีนี้คือ "แบบจำลองฟรีดมันน์" (Friedmann Model) ซึ่งนำเสนอโดยอเล็กซานเดอร์ ฟรีดมันน์ (Alexander Friedmann) นักจักรวาลวิทยาและนักคณิตศาสตร์ชาวรัสเซีย

3.ซูเปอร์โนวา (Supernova)

ซูเปอร์โนวาคือการระเบิดอย่างรุนแรงของดาวฤกษ์มวลสูงเมื่อความโน้มถ่วงของดาวมีมากจนเกิดการยุบตัวโดยฉับพลัน

ทั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากไฮโดรเจนที่แกนกลางของดาวหมดลงซึ่งทำให้ปฏิกิริยานิวเคลียร์ของดาวสิ้นสุดลงด้วย จากนั้นดาวฤกษ์ก็จะหดตัวเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของดาวเองและผ่านช่วงการเป็นดาวยักษ์แดง (red giant) ที่มีปฏิกิริยานิวเคลียร์ของไฮโดรเจนที่เปลือกของดาวอยู่หลายครั้งทำให้เกิดธาตุหนักที่แกนกลางของดาว จนที่สุดดาวฤกษ์ไม่สามารถผลิตธาตุหนักต่อไปได้จึงเกิดการระเบิดดังกล่าวเนื่องจากแรงโน้มถ่วงที่ทำให้ดาวยุบตัวกระทันหัน

หากดาวฤกษ์มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 8-10 เท่าของดวงอาทิตย์จะเหลือใจกลางกลายเป็นดาวนิวตรอน (neutron star) หรือพัลซาร์ (pulsar) ที่มีขนาดเพียง 10-20 กิโลเมตร แต่มีอุณหภูมิสูงถึง 1.1 ล้านเคลวิน แต่หากดาวฤกษ์มีมวลมากกว่านี้หลังการระเบิดแล้วจะยุบตัวกลายเป็นหลุมดำ

4.หลุมดำ (Black Hole)

หลุมดำคือวัตถุในอวกาศที่มีแรงโน้มถ่วงมหาศาลและไม่มีสิ่งใดเล็ดรอดจากแรงดึงดูดนั้นได้หากผ่านเข้าไปยัง "ขอบฟ้าเหตุการณ์" (Event horizon) ของหลุมดำแล้ว ทั้งนี้วัตถุดังกล่าวเกิดจากการยุบตัวของดาวฤกษ์ที่มีมวลมากหลังการระเบิดเนื่องจากถูกดึงด้วยแรงโน้มถ่วงเมื่อเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ของดาวหมดลง อย่างไรก็ดีสามารถตรวจจับได้หากหลุมดำทำอันตรกิริยาหรือถ่ายโอนพลังงานระหว่างอนุภาคกับสสารที่อยู่นอกขอบฟ้าเหตุการณ์ อาทิ การเคลื่อนที่ของก๊าซในดวงดาวที่โคจรอยู่รอบๆ ซึ่งก๊าซจะหมุนวนอยู่ภายในและมีอุณหภูมิสูงขึ้น รวมทั้งปลดปล่อยรังสีออกมา

5.การเลื่อนไปทางสีแดง (Redshift)

การเลื่อนไปทางสีแดงหรือเรดชิฟต์เป็นปรากฏการณ์ดอปเปลอร์ (Doppler effect) ทางดาราศาสตร์ที่มีการเปลี่ยนแปลงความยาวคลื่นไปทางความยาวของคลื่นแสงสีแดง แสดงถึงการเคลื่อนที่ของแหล่งกำเนิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกห่างจากผู้สังเกตโดยมากหมายถึงคลื่นแสง ซึ่งจากการบนโลกแล้วพบปรากฏการณ์นี้เป็นหลักฐานที่บ่งชี้ว่าเอกภพกำลังขยายตัวและเคลื่อนที่ออกห่างจากโลก

อย่างไรก็ดีแม้การเปลี่ยนแปลงความยาวคลื่นจะไม่อยู่ในย่านแสงสีแดงแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ความยาวคลื่นเพิ่มขึ้นก็ยังคงเรียกว่า "เรดชิฟต์" ในทางตรงกันข้ามหากแหล่งกำเนิดแสงเคลื่อนที่เข้าหาผู้สังเกตก็จะพบการเปลี่ยนแปลงของความยาวคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสั้นลง เรียกปรากฏการณ์หลังว่า "บลูชิฟต์" (Blue shift)

6.จักรวาลพองตัว (Cosmic Inflation)

ทฤษฎีว่าด้วยการพองตัวของจักรวาลเสนอขึ้นเมื่อปี 2524 โดยอลัน กูธ (Alan Guth) นักฟิสิกส์และนักจักรวาลวิทยาชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นแนวคิดว่าเอกภพในยุคเริ่มต้นนั้นได้ผ่านระยะขยายตัวจากการผลักด้วยความหนาแน่นพลังงานของความดันสุญญากาศที่เป็นลบ (negative-pressure vacuum energy density) โดยเอกภพที่สังเกตได้นั้นมีจุดเริ่มต้นจากพื้นที่เล็กๆ ที่ติดต่อกัน ทั้งนี้สันนิษฐานว่าต้นเหตุของการพองตัวนั้นเกิดจากอนุภาคหรือสนามที่เรียกว่า "อินเฟลตอน" (Inflaton)

7.พลังงานมืด/สสารมืด (Dark Energy/Dark Matter)

พลังงานมืด(Dark Energy) คือพลังงานที่นักดาราศาสตร์ยังไม่รู้จักดีนักแต่สันนิษฐานว่าแพร่กระจายไปทั่วที่ว่างในอวกาศและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มอัตราเร่งของการขยายตัวของเอกภพ

ทั้งนี้สันนิษฐานถึงการมีอยู่ของพลังงานมืดนั้นเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในการอธิบายสิ่งที่การสังเกตของนักดาราศาสตร์เร็วๆ นี้ว่าเอกภพกำลังขยายตัวด้วยอัตราเร่ง จากแบบจำลองมาตรฐานทางจักรวาลวิทยาประมาณว่ามีพลังงานมืดอยู่ในเอกภพถึง 70%

นอกจากนี้ยังมีสสารมืด (Dark Matter) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบถึงองค์ประกอบของสสารดังกล่าว ทราบเพียงว่าสสารนี้ปลดปล่อยหรือสะท้อนการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาน้อยเกินกว่าจะสังเกตได้โดยตรง แต่อนุมานการมีอยู่ของสสารนี้ได้จากผลของความโน้มถ่วงที่เกิดขึ้นกับสสารที่สังเกตได้

8.พหุภพ/เอกภพ (Multiverse/Universe)

จากความเข้าใจว่าเอกภพ (Universe) มีเพียงหนึ่งเดียว ปัจจุบันมีทฤษฎีที่เสนอว่าอาจมีหลายเอกภพรวมกันเป็น "พหุภพ" (Multiverse) โดยโครงสร้างของพหุภพทั้งธรรมชาติของแต่ละเอกภพที่อยู่ภายในและความสัมพันธ์ระหว่างเอกภพซึ่งมีองค์ประกอบที่หลากหลายนั้นขึ้นอยู่สมมติฐานเฉพาะของพหุภพที่ได้รับการพิจารณา นักฟิสิกส์บางคนก็เชื่อว่าพหุภพไม่มีขอบเขต บ้างก็ว่าพหุภพประกอบขึ้นจากเอกภพซึ่งสร้างขึ้นจากการชนกันของชั้นบางๆ ภายในอวกาศที่มี 11 มิติ

9.เอกภพคู่ขนาน (Parallel Universe)

เอกภพคู่ขนานในจินตนาการของนิยายวิทยาศาสตร์แฟนตาซีหรือนิยายไซ-ไฟนั้นหมายถึงการมีอยู่ของโลกหนึ่งซึ่งมีเราอีกคน

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าอาจมีเอกภพคู่ขนานอยู่มหาศาลซึ่งเอกภพเหล่านั้นประกอบด้วยกาล-อวกาศและสสารที่แปลกประหลาด หรืออาจมีกฎทางฟิสิกส์และค่าคงที่ต่างๆ เหมือนเอกภพที่เราอยู่แต่ไม่สามารถที่จะติดต่อเชื่อมโยงกันได้ บางแนวคิดระบุว่ามีเอกภพคู่ขนานที่อยู่ห่างจากเราไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ทั้งนี้เอกภพคู่ขนานก็คือเอกภพที่หลากหลายภายในพหุภพ

10.รังสีพื้นหลังของเอกภพ (Cosmic Microwave Background: CMB)

รังสีพื้นหลังของเอกภพหรือ CMB เป็นการแผ่รังสีของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเอกภพซึ่งแพ่ออกมาทุกทิศทุกทางในอวกาศมีอุณหภูมิราว 2.73 เคลวิน เชื่อว่าเป็นคลื่นพลังงานที่หลงเหลือมาจากความร้อนของเอกภพหลังการเกิดบิ๊กแบง (Big Bang) ได้ราว 300,000 ปี

CMB ค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 2508 โดย อาร์โน อัลลัน เพนซิอัส (Arno Allan Penzias) และโรเบิร์ต วูโดร์ว วิลสัน (Robert Woodrow Wilson) 2 นักฟิสิกส์อเมริกันจากห้องปฏิบัติการเบลล์ (Bell Labs) สหรัฐอเมริกา การค้นพบดังกล่าวทำให้องค์การบริการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) ได้ส่งดาวเทียม COBE (Cosmic Background Explorer) ขึ้นไปตรวจวัดรังสีดังกล่าวและได้ค้นพบความไม่สม่ำเสมอของรังสีที่แผ่กระจายทั่วอวกาศ
 


โกจิเบอร์รี่ หรือ เก๋ากี๋ ชนะโรคร้าย

เห็นหลายเว็บขายน้ำโกจิเบอร์รี่ซึ่งขอบอกว่าราคาแพงมากแพงจนน่าตกใจเลย เพราะว่า โกจินั้นแท้ที่จริงก็คือเก๋ากี้ หรือที่เราเห็นเม็ดแดงๆในอาหารตุ่นยาจีนของคนจีนนั้นแหละครับ เราก็สามารถทำกินเองที่บ้านได้ โดยเม็ดของเก๋ากี้เองก็มีหลายพันธุ์แต่ขอแนะนำให้รับประทานพันธุ์ที่เป็นสีแดงครับสารอาหารเยอะกว่า เพราะว่าเก๋ากี้มีปลูกทั่วไปในประเทศจีน แต่ที่ปลูกในมณฑลหนิงเซี่ย กานซู่ เหอเป่ย ส่านซีนั้นทีสรรพคุณดีที่สุด เก๋ากี้ที่ดีต้องมีเม็ดใหญ่ สีแดง เนื้อหนา อ่อนนิ่ม รสหวาน การเก็บรักษา ควรเก็ยไว้ในที่แห้ง ระวังอย่าให้ชื้น มิฉะนั้นจะทำให้เสื่อมคุณภาพ หรือขึ้นรา
จากการเรียนวิชาไบโอเทคโนโลยีที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อ.วิเชียร ลีลาวัชรมาศ อ.ท่านนี้จบจากประเทศจีนครับได้นำเรื่อองโกจิมาสอนนิสิตในห้องเรียนว่าโกจิสามารถป้องกันและลดอาการของมะเร็งได้ โดยที่มีคนรับประทานไปแล้วหายจากมะเร็งหรืออาการดีขึ้นมาก ซึ่งโกจินี้อเมริกาส่งนักวิจัยมาศึกษาถึงประเทศจีนเลยว่ามีประโยชน์อย่างไร
ดังนั้นไม่อยากให้เสียรู้คนอื่นเราว่าดูกันดีกว่าว่าโกจิมีประโยชน์อย่างไร



ผลโกจิ GOJI BERRY เก๋ากี้ ลีเซียม บาร์บารุ่ม (Lycium Barbarum)
ลูกเก๋ากี้ คือผลของต้นเก๋ากี้ เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งตระกูลเบอร์รีสีแดงมีลักษณะเป็นเมล็ดเล็กๆ ที่นิยมรับประทานในหมู่ชาวจีน ผลที่สุกแล้วจะมีสีแดงเหมือนเลือด จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า "ฮ่วยกี้" เป็นยาบำรุงชั้นดี มีฤทธิ์ปานกลาง รสหวาน เก๋ากี้ที่ดีต้องมีเม็ดใหญ่ สีแดง เนื้อหนา อ่อนนิ่ม รสหวาน การเก็บรักษา ควรเก็บไว้ในที่แห้ง อย่าให้ชื้น จะทำให้เสื่อมคุณภาพ หรือขึ้นรา ส่วนมากเรารู้จักเก๋ากี้ในเชิงสมุนไพรสำหรับประกอบอาหารเสียมากกว่า

ส่วนที่ใช้ เมล็ด ราก ก้านใบ และใบอ่อน ส่วนที่ใช้กันมากคือเมล็ด
สารสำคัญที่พบ กรดอะมิโน 18 ชนิด แร่ธาตุที่สำคัญได้แก่ สังกะสี,เหล็ก,ทองแดง,แคลเซียม,เจอมันเนียม, เซเรเนียม และฟอสฟอรัส มีโปรตีนมากกว่าโฮลวีต มีวิตามิน ซี เอ และบี 2 มีแอนติอ็อกซิแดนต์คาโรตีนอยด์ จำนวนมากเช่น ไทอามีน เบต้าแคโรทีนและซีซานทีน มีพอลิแซ็กคาไรด์ 22 ชนิด โดยมี 4 ชนิดที่ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายได้ ซึ่งทำหน้าที่เหมือนโมเลกุลหลักในร่างกาย เมื่อเกิดการทำงานร่วมกันแล้วจะทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมและนำพาคำสั่งต่างๆ ซึ่งเซลล์ของร่างกายใช้ในการติดต่อสื่อสารถึงกัน ผลลัพธ์คือระบบการทำงานของร่างกายจะสมบูรณ์ขึ้นและร่างกายใช้เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอเป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่ดีมีอายุยืนยาว

สรรพคุณ แก้ไอ วิงเวียนศรีษะ ยาบำรุงร่างกายให้แข็งแรง แก้อาการอ่อนเพลีย บำรุงไต ปอด เลือด ตับ และสายตา
เพิ่มความสามารถในการมองเห็น รักษาโรคตาบอดกลางคืน แก้โรคไตพร่อง ช่วยดูแลเรื่องผิวพรรณ ชะลอความชรา
ลดน้ำหนัก เพิ่มภูมิคุ้มกันโรค ช่วยต่อต้านมะเร็งและสามารถหยุดการเติบโตของเซลล์มะเร็ง ลดระดับคอเลสเตอรอลและระดับน้ำตาลในเลือดผู้เป็นเบาหวาน ลดความดันโลหิต ยับยั้งการเกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด ช่วยให้หัวใจแข็งแรง
ช่วยสร้างเม็ดเลือดแข็งแรง ปรับปรุงเซลล์เม็ดเลือดขาว เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ช่วยระบบเจริญพันธุ์ ป้องกันอาการคลื่นไส้ของหญิงมีครรภ์ ลดอาการอักเสบและโรคไขข้ออักเสบ เพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ กระดูกช่วยให้เหงือกแข็งแรง ปรับปรุงระบบการย่อย ป้องกันโรคภูมิแพ้ ลดความเครียด อาการปวดศีรษะ ช่วยในการนอนหลับ ช่วยในเรื่องความจำ
ทำให้รู้สึกสดชื่น



การใช้ เป็นเครื่องปรุงอาหารได้ เช่น ตุ๋นกับเนื้อสัตว์เป็นอาหารบำรุง โดยทั่วไปใช้เก๋ากี้ประมาณครั้งละ6-12 กรัม ต้มรับประทานน้ำ ดื่มแทนน้ำชา ทำเป็นยาเม็ดลูกกลอน ดองเหล้า หรือต้มจนเปื่อยกรองเอากากออก ทำเป็นขนมรับประทานเป็นของว่าง เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งในยุคนี้ มีเทคโนโลยีและนวัตกรรม ใหม่ๆ สามารถเปลี่ยนเก๋ากี้ ให้กลายมาเป็นน้ำผลไม้สกัดเข้มข้น รสชาติอร่อย กลายเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่อยู่ในรูปน้ำผลไม้เสริมสร้างและบำรุงสุขภาพ
เอามาปั๋นกับนำผลไม้ก็ได้น่ะครับ

 


การนอนหลับในสรรพสัตว์



ป็นที่ทราบกันดีว่าช่วงเดือนแรกหลังจากคลอดเป็นเวลาที่พ่อแม่แทบไม่ได้นอนกันเลย แต่ก็ถือว่ายังดีกว่าพ่อแม่วาฬเพชฌฆาต (orca, killer whale) นักประสาทวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในเมืองลอสแองเจลลิสชื่อเจอโรม ซีเกล (Jerome Siegel) และผู้ร่วมงานชื่อโอเลก ไลยามิน (Oleg Lyamin) ค้นพบว่าในช่วงเดือนแรกหลังจากออกลูก แม่วาฬเพชฌฆาตและลูกไม่ได้นอนตามปกติเลย วาฬเพชฌฆาตที่โตเต็มที่มักจะนอน 5-8 ชั่วโมงทุกคืนโดยการหลับตาทั้งสองข้างและลอยนิ่ง แต่สำหรับ 30 วันแรกหลังจากออกลูก ทั้งแม่และลูกกลับไม่มีการหลับตาหรือหยุดยิ่งนานเกิน 2-3 นาทีในแต่ละครั้งเลย

มีเหตุผลที่ดีหลายข้อสำหรับพฤติกรรมเช่นนี้ครับ ในธรรมชาติ แม่วาฬเพชฌฆาตต้องระแวดระวังฉลามตลอดเวลาขณะที่ฝึกลูกหายใจ "รูปแบบการนอนหลับเช่นนี้ต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดอื่นโดยสิ้นเชิง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมเหล่านั้นต้องการการนอนหลับที่มากเป็นพิเศษในช่วงตั้งท้องและค่อยๆ ลดลงเมื่อพวกมันอายุมากขึ้น แต่สำหรับโลมาและวาฬแล้ว พวกมันนอนน้อยมากในช่วงเดือนแรกของชีวิตครับ" ซีเกลกล่าว

จากงานวิจัยของซีเกล ผลการทดลองในวาฬเพชฌฆาตทำให้มุมมองในเรื่องการนอนหลับเปลี่ยนแปลงไป "เรามักจะกล่าวว่าการนอนหลับจำเป็นต่อการเจริญช่วงต้นโดยเฉพาะสมองในสิ่งมีชีวิต" ซีเกลพูด "แต่เราพบว่ายังมีสัตว์ (หนึ่งในสัตว์ที่มีสมองใหญ่ที่สุดในอาณาจักรสัตว์) ที่สมองสามารถเจริญได้โดยไม่ต้องนอนหลับและไม่เกิดผลร้ายแรงแต่อย่างใด"

 


ตารางแสดงจำนวนการนอนหลับในสัตว์แต่ชนิดมีความแตกต่างกันมาก และยังมีความแตกต่างกันในเรื่องวิสัยการนอนอีกด้วยเช่น หนูจะการหลับเป็นพักๆ โลมาหลับแบบครึ่งสมอง วัวควายจะยืนหลับและมักจะเปิดตา ค้างคาวจะหลับแบบกลับหัว เป็นต้น



ห้องทดลองของซีเกลได้ทำการตรวจสอบนิสัยการนอนหลับของสัตว์ชนิดต่างๆ และรายงานว่าไม่ใช่สัตว์ทุกชนิดที่ต้องการการนอนหลับ 8 ชั่วโมงต่อวันเช่น ม้านอน 3 ชั่วโมง, ยีราฟนอน 4.5 ชั่วโมง, ตัวเฟอร์เร็ต (ferret) นอน 14.5 ชั่วโมง และค้างคาวนอน 19 ชั่วโมง วิสัยการนอนก็มีความแตกต่างกันมากเช่นกันคือ มนุษย์นอนตอนกลางคืน หนูนอนตอนกลางวัน กระต่ายนอนในโพรง ม้าลายนอนในทุ่งหญ้า และโลมาสามารถหลับขณะว่ายได้

การนอนหลับถือเป็นสิ่งที่อันตรายสำหรับสัตว์ส่วนใหญ่เพราะว่าพวกมันอาจจะกลายเป็นเหยื่อขณะหลับอยู่ได้ เราพบว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมและนกทุกชนิดต้องการการนอนหลับ แต่นักวิทย์ยังไม่แน่ใจนักว่าสัตว์เลื้อยคลานและปลาต้องการการนอนหลับหรือไม่ "เมื่อคุณตื่นตอนตี 3 คุณจะพบว่าปลาทองของคุณไม่ได้นอนนิ่งอยู่ที่ก้นโหล แต่มันยังคงว่ายไปมาเหมือนเดิมครับ" ซีเกลกล่าว แต่นักวิทย์หลายคนเชื่อว่าปลามีสภาวะพักที่อย่างน้อยก็คล้ายกับการนอน

สัตว์บางชนิดสามารถตายได้ถ้านอนไม่เพียงพอ การนอนน้อยในสัตว์ฟันแทะและแมลงวันสามารถทำให้พวกมันตายได้เร็วกว่าการขาดอาหาร หนูที่ไม่ได้นอนหลับเป็นเวลา 2 อาทิตย์สามารถตายได้ ซีเกลคิดว่าปริมาณการนอนที่สัตว์ต้องการเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่สัตว์ชนิดนั้นอยู่มากกว่าการทำให้ร่างกายทำงานได้อย่างปกติ ตัวอย่างเช่น การนอนพักยาวตลอดคืนในค้างคาวช่วยให้มันประหยัดพลังงานได้ "ถ้าค้างคาวใช้เวลาในการกินแมลงในตอนหัวค่ำ 3 ชั่วโมง สิ่งที่ดีที่สุดที่มันควรจะทำคือการห้อยหัวตามผนังถ้ำเพื่อนอนพักครับ" ซีเกลกล่าว

หลังจากคลอดออกมาแล้ว มนุษย์ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้และต้องการการนอนวันละ 12 ชั่วโมง ซึ่งช่วยให้ร่างกายมีการเจริญและพัฒนาให้เคลื่อนไหวได้ในที่สุด แต่สำหรับลูกวาฬเพชฌฆาตที่เกิดมาและเคลื่อนไหวได้เลยนั้น การเคลื่อนไหวและการตื่นตลอดเวลาช่วยลดอันตรายจากสัตว์นักล่า ช่วยรักษาอุณหภูมิร่างกายจนกว่าการสร้างไขมัน (blubber) และมวลร่างกายจะพัฒนาอย่างเต็มที่ และช่วยให้หายใจได้บ่อยๆ อีกด้วย

สิ่งมีชีวิตทั้งหมดมีการนอนหลับที่แตกต่างกัน โลมามีการนอนหลับแบบครึ่งสมอง (unihemisphere sleep) สมองครึ่งหนึ่งของมันจะหยุดพักและให้สมองอีกครึ่งหนึ่งทำงาน โลมาที่หลับมักจะปิดตาข้างเดียวโดยตาที่ปิดจะอยู่ตรงข้ามกับซีกสมองที่หยุดพักเนื่องจากซีกสมองแต่ละซีกจะควบคุมร่างกายในด้านตรงข้ามกัน ด้วยเหตุอันใดก็ไม่ทราบ การหลับตาดูเหมือนจะเกิดขึ้นเป็นอย่างแรกในรูปแบบการนอนหลับส่วนใหญ่ เช่นเดียวกับวาฬเพชฌฆาต ลูกโลมามีการนอนหลับเพียง 1.5% ในช่วงแรกเกิดและจะเพิ่มขึ้นเป็น 16% หลังจากนั้นสามเดือน

 



นักประสาทวิทยาศาสตร์ชื่อคลิฟฟอร์ด เซเปอร์ (Clifford Saper) แห่งโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ดได้ศึกษาสัตว์หลายชนิดรวมถึงหนู (ทั้ง rat และ mouse) แมว ลิง และมนุษย์ เขาได้จำแนกพื้นที่สมองขนาดเล็กหลังตาที่เรียกว่า ventrolateral preoptic nucleus (VLPO) ซึ่งส่งสัญญาณเคมีไปยังสมองส่วนอื่นๆ ในช่วงหลับเพื่อลดการทำงานของพื้นที่สมองนั้นๆ อีกทั้ง VLPO ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับหน้าที่สมองหลายอย่างและกำหนดช่วงเวลานอนหลับที่เหมาะสมในสัตว์ชนิดหนึ่งๆ ด้วย มันสามารถเปลี่ยนการหาอาหารในตอนกลางคืนของหนูให้ตื่นในตอนเช้าได้ถ้าหากช่วงเวลานั้นสามารถพบอาหารได้

รายงานของเซเปอร์บ่งชี้ว่า เพื่อฟื้นกล้ามเนื้อหรือระบบอื่นๆ ที่อ่อนล้า การนอนไม่ได้มีประสิทธิภาพดีไปกว่าการพักในตอนตื่นเลยยกเว้นสมองเท่านั้น สมองมนุษย์จะไม่สามารถทำอะไรได้ถ้าหากไม่มีการนอน การศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าการอยู่ในภาวะตื่นเป็นเวลานานทำให้ประสิทธิภาพของความจำ ความกระตือรือร้น การประสานงาน และการตัดสินใจลดต่ำลง

แต่กระนั้น การศึกษาที่เกี่ยวกับสัตว์ที่นอนไม่หลับและเป็นแบบจำลองในธรรมชาติของการนอนน้อยหลายชิ้นรวมถึงงานวิจัยของนักจิตวิทยาชื่อเวอร์เนอร์ บิงแมน (Verner Bingman) แห่งมหาวิทยาลัยโบว์ลิ่งกรีนสเตทในรัฐโอไฮโอ ได้ให้วิธีการใหม่ในการนอนที่จำกัดโดยไม่สูญเสียประสิทธิภาพไป "เราสามารถอยู่(ในภาวะตื่น)ได้นาน 20 ชั่วโมงแทนที่จะเป็น 12-14 ชั่วโมงครับ" บิงแมนกล่าว เขากำลังศึกษาพฤติกรรมของนกธรัชสเวนสัน (Swainson's thrush) ในช่วงการอพยพในตอนกลางคืนระหว่างแคนาดาและเปรูที่เปลี่ยนการนอนปกติจาก 10-12 ชั่วโมงต่อวันไปเป็นประมาณ 2.5 ชั่วโมงต่อวันแทน เพื่อจัดการกับพลังงานที่ใช้ไปในการอพยพที่ยาวนาน พวกมันต้องสร้างปริมาณไขมันเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า พวกมันต้องเปลี่ยนการกินเมล็ดพืชไปเป็นผลไม้และแมลงเพื่อสร้างไขมันภายในร่างกายและกล้ามเนื้อในการบินแทน การเปลี่ยนแปลงการกินอาหารนี้หมายความว่าพวกมันต้องหาอาหารในตอนกลางวัน ซึ่งจะไปจำกัดเวลานอนของพวกมัน(ให้ลดลง) "พวกมันถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่ลดเวลาการนอนลงอย่างมากครับ" บิงแทนพูด

บิงแมนและนักศึกษาปริญญาเอกชื่อโทมัส ฟัชส์ (Thomas Fuchs) ค้นพบว่าในช่วงเช้าและกลางวัน นกธรัชจะอยู่ในภาวะสลึมสลือ ซึ่งเป็นช่วงที่มันมีการงีบหลับ (micro nap) มากถึง 50 ครั้งและการม่อยหลับส่วนใหญ่จะกินเวลาไป 10-20 วินาที เมื่อตรวจวัดคลื่นสมองของมัน พวกเขาพบว่าพฤติกรรมเช่นนี้มีความคล้ายคลึงกับการหลับปกติมาก "วิธีการดังกล่าวอาจนำไปสู่การพัฒนาเทคนิคหรือตัวยาที่สร้างคลื่นสมองที่คล้ายคลึงกันในมนุษย์ได้ครับ"

ก็เหมือนกับกับการไม่นอนของวาฬเพชฌฆาตในช่วงแรกของชีวิต "มันทำให้เกิดคำถามที่ว่ามนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดอื่นไม่ได้ใช้ศักยภาพทางสรีรวิทยาดังกล่าวเพื่อช่วยในการนอนน้อยหรือไม่"

เซเปอร์คิดว่าพวกเรากำลังเพ้อฝันถึงการนอนน้อยลงที่ใกล้เคียงกับลูกวาฬเพชฌฆาตที่เกิดใหม่หรือนกธรัชช่วงอพยพ "ถ้ามนุษย์นอนน้อยติดต่อกันเป็นเวลานาน เราจะสูญเสียการทำงานทางด้านการเคลื่อนไหว การจดจำ และความจำไป ผลจากการขับรถเป็นเวลา 20 ชั่วโมงติดต่อกันมีค่าเท่ากับการดื่มวิสกีสองชอต ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการตายในหมู่วัยรุ่นของสหรัฐที่มักจะประสบอุบัติเหตุในช่วง 03.00-06.00 ครับ"

บิงแมนเองก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ในตอนนี้ สิ่งที่ควรจำไว้ก็คือ "ถ้าคุณกำลังอยู่ในช่วงนอนน้อยล่ะก็...งีบหลับซะหน่อย โดยไม่ต้องสนใจว่ามันจะนานเท่าใดครับ"
 



Michael Tennesen. 2007. Bedtime Stories. National Wildlife magazine. vol. 45 no. 5. (Aug/Sep 2007).
 


เปลือกต้นไม้

 

ต้นไม้หลายชนิดจะมีเปลือกต้นไม่เหมือนกันเลย

ให้สังเกตดุได้และสามารถจำแนกพรรณไม้

โดยสังเกตจากเปลือกมันได้ ดูจากภาพนะคะ

เปลือกมะขามเทศ



 



เปลือกจามจุรี


 



เปลือกต้นพฤกษ์


 




เปลือกกระถิน

 




เปลือกหางนกยูง


 



เปลือกคูณ


 


เซลล์พืชและเซลล์สัตว์

เซลล์ (cell) เป็นโครงสร้างและหน่วยทำงานของทุกชีวิตในสิ่งมีชีวิต บางครั้งเรียกว่าก้อนอิฐของชีวิต ("building blocks of life") สิ่งมีชีวิตบางชนิด เช่น แบคทีเรีย ประกอบด้วยเซลล์เพียงเซลล์เดียว (unicellular) แต่มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ (multicellular) (มนุษย์มีเซลล์อยู่ประมาณ 100 ล้านล้าน หรือ 1014 เซลล์)

ทฤษฎีเซลล์ถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกในปีที่(ปิงปองรักนุน พ.ศ. 2550 78 ม.5 โรงเรียนศรีสุวิช อ.บางละมุง ต.บางละมุงจ.ชลบุรี20150 โทร 038241476,038241480) )พ.ศ. 2382 (ค.ศ. 1839) โดยแมตเทียส จาคอบ ชไลเดน (Matthias Jakob Schleiden) และ ทีโอดอร์ ชวานน์ (Theodor Schwann) ได้อธิบายว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหมดประกอบด้วยเซลล์หนึ่งเซลล์หรือมากกว่า เซลล์ทั้งหมดมีกำเนิดมาจากเซลล์แรกเริ่ม (preexisting cells) ระบบการทำงานเพื่อความอยู่รอดของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเซลล์ และภายในเซลล์ยังประกอบด้วยข้อมูลทางพันธุกรรม (hereditary information) ซึ่งจำเป็นสำหรับการควบคุมการทำงานของเซลล์ และการส่งต่อข้อมูลทางพันธุกรรมไปยังเซลล์รุ่นต่อไป

คำว่า เซลล์ มาจากภาษาละตินที่ว่า cella ซึ่งมีความหมายว่า ห้องเล็กๆ ผู้ตั้งชื่อนี้คือโรเบิร์ต ฮุก (Robert Hooke) เมื่อเขาเปรียบเทียบเซลล์ของไม้คอร์กเหมือนกับห้องเล็กๆ ซึ่งเป็นที่อยู่ของพระ


เซลล์พืช

เซลล์ (cell) เป็นหน่วยโครงสร้างพื้นฐานที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิตซึ่งสามารถแสดงออกถึงการมีชีวิตได้ ประกอบด้วยโพรโทพลาซึมที่มีเยื่อหรือผนังหุ้มไว้ พืชชั้นสูงจะประกอบด้วยเซลล์ที่มีรูปร่าง ขนาด ลักษณะแตกต่างกันไปตามชนิดของพืช และความซับซ้อนของโครงสร้างภายในพืช ตลอดทั้งผันแปรตามหน้าที่การทำงานของเซลล์นั้น ๆ โดยมีโครงสร้างหลักประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ
 



 



1. ผนังเซลล์ (cell wall) และเยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane)
2. โพรโทพลาสซึม(protoplasm)ประกอบด้วย ไซโทรพลาสซึม (cytoplasm) คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) นิวเคลียส (nucleus)
ผนังเซลล์ (cell wall) เป็นโครงสร้างที่ห่อหุ้มอยู่ด้านนอกสุดของเซลล์โดยล้อมรอบเยื่อหุ้มเซลล์ ผนังเซลล์มักจะแข็งแรงและค่อนข้างจะคงรูป ทำหน้าที่ค้ำจุนให้ความแข็งแรงปกป้องส่วนต่าง ๆ ภายในเซลล์ ทำให้เซลล์คงรูปร่างอยู่ได้ เปรียบเสมือนเป็นโครงร่าง (skeleton) ของพืช ผนังเซลล์ประกอบด้วยสารพวกเซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส เพคทิน สารประกอบพวกไขมัน และสารอื่น ๆ ทำให้ผนังเซลล์สามารถยืดหยุ่นได้และแข็งแรง





เยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane) เป็นเยื่อบาง ๆ ห่อหุ้มไซโทรพลาสซึมไว้ประกอบด้วย โปรตีนและลิปิด มีคุณสมบัติเป็นเยื่อเลือกผ่านทำหน้าที่ควบคุมการผ่านเข้าออกของสารระหว่างภายนอกเซลล์และภายในไซโทรพลาสซึม
โพรโทพลาสซึม (protoplasm) เป็นส่วนที่ถูกล้อมรอบด้วยเยื่อหุ้มเซลล์ ประกอบด้วยสารเคมีหลายชนิด เช่น โปรตีน ลิปิด กรดนิวคลีอิก และน้ำ รวมกันอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม จึงแสดงคุณสมบัติความมีชีวิตขึ้นมาได้ แต่ละหน่วยย่อยของโพรโทพลาซึมจะแสดงหน้าที่บทบาทเฉพาะอย่าง และจะผันแปรได้ตามสภาพของเซลล์ตลอดทั้งสภาพแวดล้อม โพรโทพลาซึมประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ ไซโทพลาซึม นิวเคลียสและในเซลล์พืชจะมีคลอโรพลาสต์อยู่ด้วย

1. ไซโทพลาซึม(cytoplasm) เป็นส่วนของโพรโทพลาซึมที่อยู่รอบนอกนิวเคลียสล้อมรอบ ด้วยเยื่อหุ้มเซลล์ ประกอบด้วย ออร์แกเนลล์ (organells) และไซโทพลาซึมพื้นฐาน (ground cytoplasm) ซึ่งเป็นสารกึ่งเหลว ยืดหยุ่นได้ โปร่งแสง ทำหน้าที่เป็นตัวกลางหล่อเลี้ยงออร์แกเนลล์ ต่าง ๆ และนอกกจากนี้ยังมีผลิตผลที่ได้จากกระบวนการเมแทบอลิซึมของเซลล์ซึ่งถือว่าเป็นส่วนไม่มีชีวิตของเซลล์รวมอยู่ด้วย อาจเรียกส่วนนี้ว่า สารเออร์แกสติก หรืออินคลูชัน

2. คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) มีเฉพาะในเซลล์ที่มีสีเขียวของพืชและเซลล์ของโปรตีส์บางชนิด คลอโรพลาสต์ประกอบด้วยเยื่อหุ้ม 2 ชั้น ชั้นนอกมีหน้าที่ควบคุมโมเลกุลต่าง ๆ ที่ผ่านเข้าและออกจากคลอโรพลาสต์ ชั้นในมีลักษณะยื่นเข้าไปภายใน และติดต่อกันเป็นชั้นอย่างมีระเบียบ จะมีโมเลกุลของคลอโรฟิลล์และเอนไซม์ ซึ่งใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง

3. นิวเคลียส (nucleus) เป็นออร์แกเนลล์ที่สำคัญในพืช มีรูปทรงกลมหรือรูปไข่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-25 ไมครอน ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ภายในเซลล์ ได้แก่ การแบ่งเซลล์ การสังเคราะห์โปรตีน และกรดนิวคลีอิก การสังเคราะห์เอนไซม์ต่าง ๆ ควบคุมกิจกรรมทางชีวเคมีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ ตลอดทั้งควบคุมการถ่ายทอดลักษณะพันธุกรรมของเซลล์




 

ชนิดและองค์ประกอบของเซลล์

ชนิดของเซลล์

1. Prokaryotic cells เซลล์ของสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ พวกแบคทีเรีย สาหร่ายสีเขียว แกมน้ำเงิน และไมโครพลาสมา ลักษณะเด่นคือ เซลล์ไม่มีเยื่อหุ้ม แบ่งแยกต่างหาก ลักษณะเซลล ์จะค่อนข้างเล็ก มีขนาด 0.2-10 ไมโครเมตร
 





 

คุณสมบัติของเซลล์

เซลล์ของหนูในจานเพาะเชื้อ เซลล์เหล่านี้กำลังขยายขนาดใหญ่ขึ้น แต่ละเซลล์มีขนาดประมาณ 10 โมโครเมตรแต่ละเซลล์มีองค์ประกอบและดำรงอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง โดยการนำสารอาหารเข้าไป และเปลี่ยนสารอาหารให้กลายเป็นพลังงานเพื่อการดำรงอยู่ของชีวิตและการสืบพันธุ์ เซลล์มีความสามารถหลายอย่างดังนี้:

สืบพันธุ์โดยการแบ่งเซลล์
การเผาผลาญ (cell metabolism) ประกอบด้วย การลำเลียงวัตถุดิบเข้าเซลล์, การสร้างส่วนประกอบของเซลล์, การสร้างพลังงาน โมเลกุล และปล่อยผลิตผลพลอยได้ออกมา การทำงานของเซลล์ขึ้นกับความสามารถของมันในการสกัดและใช้พลังงานเคมีที่สะสมในโมเลกุลของสารอินทรีย์ พลังงานเหล่านี้จะได้จากเมตาโบลิค พาทเวย์ (metabolic pathway)
การสังเคราะห์โปรตีนเพื่อใช้ในระบบการทำงานของเซลล์ เช่น เอนไซม์ โดยเฉพาะเซลล์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะมีโปรตีนต่าง ๆ ถึง 10,000 ชนิด
ตอบสนองต่อสัญญาณกระตุ้นทั้งภายนอกและภายใน เช่น การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ pH หรือระดับอาหาร
การขนส่งของเวสิเคิล (vesicle)

ประเภทของเซลล์

เซลล์ยูแคริโอต (eukaryotes) และเซลล์โพรแคริโอต (prokaryotes) - รูปนี้แสดงเซลล์มนุษย์ (ยูแคริโอต) และ เซลล์แบคทีเรีย (โพรแคริโอต) รูปทางด้านซ้ายแสดงโครงสร้างภายในของเซลล์ยูแคริโอต ซึ่งประกอบด้วย นิวเคลียส (สีน้ำเงินอ่อน) นิวคลีโอลัส (สีน้ำเงินกลาง) ไมโทคอนเดรีย (สีส้ม) และไรโบโซม (น้ำเงินเข้ม) รูปทางขวาแสดง DNA ของแบคทีเรีย ที่อยู่ในโครงสร้างที่เรียกว่า นิวคลิออยด์ (สีน้ำเงินอ่อนมาก) และโครงสร้างอื่นๆ ที่พบในเซลล์โพรแคริโอต ซึ่งประกอบด้วย เยื่อหุ้มเซลล์ (สีดำ) ผนังเซลล์ (สีน้ำเงินกลาง) แคปซูล (สีส้ม) ไรโบโซม (สีน้ำเงินเข้ม) แฟลกเจลลัม (สีดำ)ทางหนึ่งที่จะจัดกลุ่มเซลล์ไม่ว่าเซลล์นั้นจะอยู่ตามลำพังหรืออยู่เป็นกลุ่ม สิ่งมีชีวิตมีตั้งแต่เซลล์เดียว (เซลล์เดี่ยว หรือ unicellular) ซึ่งทำหน้าที่และต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด จนไปถึงการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มที่เรียกว่า โคโลนี (colonial forms) หรือ มัลติเซลลูลาร์ (multicellular) ซึ่งเซลล์เหล่านี้จะกลายเป็นเซลล์เฉพาะทางที่แตกต่างกันถึง 220 รูปแบบ เช่น เซลล์ต่างๆ ในร่างกายมนุษย์

โดยสรุป เซลล์สามารถแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบคือ

โพรแคริโอต (prokaryote) เป็นเซลล์ที่มีโครงสร้างอย่างง่ายมันอาจอยู่เป็นเซลล์เดี่ยวๆ หรือรวมกลุ่มเป็นโคโลนี (Colony) ในระบบทรี-โดเมน (three-domain system) ของการจัดกลุ่มทางวิทยาศาสตร์ (scientific classification) ได้จัดโพรแคริโอตอยู่ในโดเมนอาร์เชีย (Archaea) และยูแบคทีเรีย (Eubacteria)
ยูแคริโอต (eukaryote) เป็นเซลล์ที่มี ออร์แกเนลล์ (organelle) และผนังของออร์แกเนลล์เอง ตัวอย่างของยูแคริโอตเซลล์เดียว ได้แก่ อะมีบา (amoeba) และเห็ดรา (fungi) นอกจากนี้สิ่งที่มีชีวิตพวกหลายเซลล์ (multicellular forms) เช่นพืชและสัตว์รวมทั้งสาหร่ายสีน้ำตาลก็เป็นพวกยูแคริโอต

ส่วนประกอบย่อยของเซลล์

ภาพเซลล์โดยสัตว์ทั่วไป ประกอบด้วยออร์แกเนลล์ต่าง ๆ ดังนี้ (1) นิวคลีโอลัส, (2) นิวเคลียส, (3) ไรโบโซม, (4) เวสิเคิล, (5) เอนโดพลาสมิกเรติคูลัมแบบผิวขรุขระ, (6) กอลไจแอปพาราตัส, (7) ไซโทสเกลเลตอน, (8) เอนโดพลาสมิกเรติคูลัมแบบผิวเรียบ, (9) ไมโทคอนเดรีย, (10) แวคิวโอล, (11) ไซโทพลาซึม, (12) ไลโซโซม, (13) เซนทริโอล
ภาพเซลล์พืชทั่วไป ที่แสดงส่วนประกอบย่อยของเซลล์ (Cell) (ดูตาราง 2 แสดงการเปรียบเทียบระหว่างเซลล์พืชและสัตว์)เซลล์ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นโพรคาริโอตหรือยูคาริโอตจะต้องมีเยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane) ทำหน้าที่ห่อหุ้มเซลล์เสมอ เพื่อแยกส่วนประกอบภายในออกจากสิ่งแวดล้อม เป็นการควบคุมสิ่งที่จะเข้าและออก และรักษาความต่างศักย์ทางไฟฟ้าของเซลล์ (cell potential) ภายในเยื่อหุ้มเซลล์จะประกอบไปด้วย ไซโทพลาซึมที่มีสภาพเป็นเกลือ และเป็นเนื้อที่ส่วนใหญ่ของเซลล์ ทุกเซลล์จะต้องมี DNA วัสดุถ่ายทอดพันธุกรรมของยีน และ RNA ชึ่งจะมีข้อมูลที่จำเป็นในการถ่ายทอดพันธุกรรมโปรตีนต่างๆ เช่น เอนไซม์ เครื่องจักรกลเริ่มแรกของเซลล์ และนอกจากนี้ภายในเซลล์ก็ยังมีชีวโมเลกุล (biomolecule) ชนิดต่างๆ อีก


เยื่อหุ้มเซลล์ - ส่วนหุ้มและปกป้องเซลล์
ไซโทพลาซึมของเซลล์ประเภทยูแคริโอตจะห้อมล้อมด้วยส่วนที่เรียกว่า พลาสมาเมมเบรน (plasma membrane) พลาสมาเมมเบรนจะพบในเซลล์ประเภทโพรแคริโอตด้วย แต่โดยทั่วไปจะหมายถึง เยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane) เมมเบรนนี้จะทำหน้าที่แยกและปกป้องเซลล์จากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ส่วนใหญ่แล้วมันถูกสร้างจากไลปิด ไบเลเยอร์ (lipid bilayer (fat-like molecules)) และโปรตีน ภายในเมมเบรนจะมีหลากหลายโมเลกุลที่ทำหน้าที่เป็นทั้งท่อลำเลียงและปั๊ม (channels and pumps) เพื่อทำหน้าที่เฉพาะสำหรับการขนย้ายโมเลกุลจากข้างนอกเข้าในและจากข้างในไปข้างนอก เพิ่มเติม เซลล์


ไซโทสเกลเลตอน (cytoskeleton) - ส่วนที่เป็นโครงสร้างของเซลล์
ไซโทสเกลเลตอนเป็นส่วนที่สำคัญ ซับซ้อน และเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มันจะมีบทบาทในการจัดรูปแบบและจัดเรียงตำแหน่งของออร์แกเนลล์ให้อยู่ในที่ที่เหมาะสม ช่วยให้เกิดเอนโดไซโทซิส (endocytosis) คือการรับวัสดุจากภายนอกให้เคลื่อนย้ายเข้ามาในเซลล์เพื่อกระบวนการเจริญเติบโตและการเคลื่อนไหว ช่วยในการทำงานของกล้ามเนื้อ และมีโปรตีนจำนวนมากมายในไซโทสเกลเลตอนที่ควบคุมโครงสร้างของเซลล์ Cytoskeleton แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ตามขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางได้แก่ Microtubule, Intermediate Filament และ Microfilament


สารพันธุกรรม (Genetic Material)
สีสารพันธุกรรมแตกต่างกันสองชนิดคือ :

DNA (deoxyribonucleic acid-DNA)
RNA (ribonucleic acid-RNA)
สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ใช้ DNA สำหรับเก็บข้อมูลทางพันธุกรรม แต่ไวรัสบางชนิด เช่น รีโทรไวรัส (retrovirus) มี RNA เป็นสารพันธุกรรม ข้อมูลทางชีววิทยาในสิ่งมีชีวิตคือ รหัสพันธุกรรม (Genetic code) ที่บรรจุอยู่ใน DNA หรือ RNA ของมัน RNA ทำหน้าที่เป็นตัวขนถ่ายข้อมูลด้วย เช่น mRNA และทำหน้าที่เป็นเอนไซม์ เช่น ไรโบโซม RNA ในสิ่งมีชีวิตที่ใช้ RNA เป็นรหัสพันธุกรรมของมันเอง

สารพันธุกรรมของพวกโปรคาริโอตส์ จะถูกจัดอยู่ในโมเลกุลของ DNA รูปวงกลมง่ายๆ เช่นใน โครโมโซม (chromosome) ของแบคทีเรียซึ่งอยู่ในนิวคลอยด์ รีเจียน (nucleoid region) ของไซโตพลาสซึม
สารพันธุกรรมของพวกยูคาริโอตส์ จะถูกจัดแบ่งให้อยู่ในโมเลกุลที่เป็นเส้นตรงที่เรียกว่า โครโมโซม ข้างในนิวเคลียสที่แยกกันและพบว่ามีสารพันธุกรรมเพิ่มเติมในออร์แกเนลล์บางชนิด เช่น ไมโทคอนเดรีย และคลอโรพลาสต์ (ดู เอ็นโดซิมไบโอติก ทีโอรี่ (endosymbiotic theory))
ในเซลล์มนุษย์จะมีสารพันธุกรรมจะมีสารพันธุกรรมอยู่

ในนิวเคลียส เรียกว่า นิวเคลียส จีโนม (nuclear genome) และ
ในไมโทคอนเดรีย เรียกว่า ไมโทคอนเดรียล จีโนม (mitochondrial genome)
นิวเคลียส จีโนม แบ่งเป็นโมเลกุลเส้นตรง DNA 46 เส้น หรือ 23 คู่ เรียกว่า โครโมโซมไมโทคอนเดรียล จีโนม จะเป็นโมเลกุล DNA รูปวงกลม ที่แยกจากนิวเคลียส DNA ถึงแม้ ไมโทคอนเดรียล จีโนมจะเล็กมากแต่มันก็รหัสสำหรับการสร้างโปรตีนที่สำคัญ สารพันธุกรรมจากภายนอกที่สังเคราะห์ขึ้นได้เองสามารถนำไปใส่ในเซลล์ได้เราเรียกกระบวนการนี้ว่า ทรานเฟกชั่น (transfection)


เมื่อเทพีเสรีภาพจุติบนพื้นพิภพ

ความงามอันยิ่งใหญ่

เทพีในปารีส   เทพีแห่งเสรีภาพสร้างและประกอบขึ้นเป็นรูปอนุสาวรีย์ในนครปารีส  ก่อนแยกส่วน แล้วบรรทุกลงเรือไปยังสหรัฐเมื่อ ค.ศ. 1886      

    

       รูปเทพีเสรีภาพเด่นตระหง่านสูงกว่า  93 . อยู่ที่ท่าเรือนิวยอร์ก  สมดังคำกล่าวของผู้สร้างว่า “เป็นภาพแรกที่ผู้ยลโฉมหน้าของโลกใหม่จะได้เห็น”  นับเป็นประติมากรรมรวมโลหะที่ใหญ่ที่สุดในโลก  ใช้เวลาสร้างในโรงงานที่ปารีสนาน 15 ปี จึงบรรทุกเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกสู่สหรัฐฯ

คลิกอ่านต่อครับ


การสลักภูผา

       รูปสลักบนยอดเขานี้คืออนุสาวรีย์แห่งชาติ  เป็นรูปสลักใบหน้าประธานาธิบดี 4 ท่าน  ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นสัญลักษณ์ของกำเนิดและอุดมคติแห่งชาติ  ประกอบด้วยรูปสลักใบหน้าของนายจอร์จ  วอชิงตัน  ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐฯ   นายธอมัส  เจฟเฟอร์สัน  ประธานาธิบดีคนที่ 3    นายเอบราแฮม  ลินคอล์น  ประธานาธิบดีคนที่ 16  และนาธีโอดอร์ รูสเวลต์  ประธานาธิบดีคนที่ 26 

     

คลิกอ่านต่อครับ


การเชื่อมโลหะใต้สมุทร

       “การเชื่อม”  นับเป็นวิธีที่รวดเร็วและประหยัดที่สุดในการซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างใต้น้ำ  ในสมัยก่อนแท่นขุดเจาะน้ำมันหรือท่อที่เสียหายจะต้องนำขึ้นมาซ่อมแซมที่ผิวน้ำ  ปัจจุบันช่างซ่อมสามารถประดาน้ำลงไปเชื่อมโลหะในระดับที่ลึกถึง 300 ทว่าเป็นงานที่ยากและอันตรายทีเดียว

       การเชื่อมต้องใช้ความร้อนที่สูงขนาดหลอมโลหะเข้าด้วยกันได้  การเชื่อมด้วยความร้อนดังกล่าวมีหลายวิธี  แต่งานเชื่อมโลหะใต้ทะเลใช้ได้วิธีเดียวคือเชื่อมด้วยไฟฟ้าชนิดเปลวแลบ (electric are welding)

คลิกอ่านต่อครับ


มารี กูรี

นักวิทยาศาสตร์หญิงผู้มีจิตใจอันประเสริฐ

       นับเป็นเวลากว่า 4 ปีที่ มารี กูรี  นักเคมีเชื้อชาติโปแลนด์  กับสามีชื่อปิแอร์  ทำงานจนแทบจะสิ้นแรงอยู่ในโรงไม้ขนาดใหญ่ที่ทรุดโทรมใกล้ ๆ ที่อยู่อาศัยของคนทั้ง 2 ในกรุงปารีส  จนกระทั่งกลางดึกคืนหนึ่งในเดือนกันยายน ปี ค.. 1902  จึงค้นพบธาตุกัมมันตรังสี ซึ่งคนทั้ง 2 ให้ชื่อว่า  “เรเดียม”  (radium)  จากคำว่า ราดิอุส (radius) ในภาษาละติน ซึ่งแปลว่า  รังสี

       เรเดียมใช้รักษามะเร็งบางชนิดได้ผลเป็นครั้งแรกโดยการยิงกระหน่ำด้วยอนุภาคกัมมันตรังสีเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง

ปีที่แสนสุข    มารี  กูรีกับสามีชื่อปิแอร์  ทำงานทดลองในห้องปฏิบัติการชั่วคราว  ซึ่งดัดแปลงจากโรงเก็บพัสดุที่รกร้าง (ข้างบนมารีบันทึกไว้ว่า “ช่วงเวลาที่ทำงานในโรงเก็บของอันแสนโทรมแห่งนี้ช่างเป็นช่วงอันแสนสุขที่สุดในชีวิต  เราอุทิศเวลาทั้งหมดให้แก่งาน”

คลิกอ่านต่อครับ


ลุย ปาสเตอร์ ผู้ทำสงครามกับเชื้อโรค

      การค้นพบของปาสเตอร์

      ในฤดูใบไม้ร่วงปี ค.. 1860   ลุย ปาสเตอร์  นักเคมีชาวฝรั่งเศสเดินทางไปไต่ภูเขาแอลป์บริเวณใกล้โรนีซ์  เขานำขวดปิดผนึกไปด้วยกว่า 30 ใบ ในขวดมีน้ำส่าสกัดกับน้ำตาล  ก่อนหน้านี้ ปาสเตอร์เคยทดลองให้เห็นมาแล้วว่า  ถ้าเปิดขวดทิ้งไว้กลางอากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นละออง  สิ่งที่บรรจุไว้ในขวดจะมีเชื้อโรคปนเปื้อน  ครั้งนี้ ปาสเตอร์ขึ้นไปบนภูเขาสูง 1,500 . ซึ่งมีอากาศบริสุทธิ์ปราศจากเชื้อโรคแล้วเปิดขวดให้อากาศเข้าไป  จากนั้นจึงปิดผนึกอีกครั้ง  เมื่อกลับมาถึงห้องทดลอง เขาก็แสดงให้เห็นว่าน้ำส่านั้นไม่บูดหรือเสีย

ท่านลุย ปาสเตอร์

คลิกอ่านต่อครับ


ทำใบมีดโกนให้คมกริบได้อย่างไร

       ทุก ๆ 24 ชั่วโมง เส้นขนจำนวน 25,000 เส้นบนใบหน้าของผู้ชายทั่วไปจะงอกยาวขึ้น 0.5 มม. ใบมีดโกนสมัยใหม่ที่ลับคมกริบสามารถโกนเส้นขนสั้น ๆ เหล่านี้ได้อย่างเกลี้ยงเกลาและปลอดภัย

       หลายพันปีมาแล้วผู้ชายเริ่มรู้จักวิธีกำจัดหนวดเคราซึ่งงอกยาวเร็วมากบนใบหน้า  โดยใช้แผ่นหินบาง ๆ โกนออก  เวลาต่อมาก็หันมาใช้แผ่นบรอนซ์และในที่สุดก็นิยมใช้ใบมีดเหล็ก

       ใบมีดโกนทำจากเหล็กกล้าที่คมกริบใบแรกของโลกนั้นเริ่มมีใช้กันเป็นครั้งแรกที่เมืองเชฟฟิลด์ใน ค.. 1386   แต่มีดโกนสมัยใหม่ซึ่งใช้ใบมีดปลอดอันตราย  และเป็นแบบใช้แล้วทิ้งนั้นเพิ่งเกิดขึ้นในปี ค.. 1901   เมื่อพ่อค้าเร่ชาวรัฐวิสคอนซินชื่อ คิง  แคมป์  จิลเลตต์ และวิศวกรชื่อ วิลเลียม นิกเคอร์สัน ได้รับลิขสิทธิ์

โกนเปียกและโกนแห้ง

คลิกอ่านต่อครับ


ชัค เยเกอร์ มนุษย์ผู้ฝ่ากำแพงเสียง

ประสบอุบัติเหตุ

       เพียง 2 วันก่อนขึ้นบินทดลองฝ่ากำแพงเสียง  ร้อยเอก ชัค เยเกอร์  แห่งกองทัพอากาศสหรัฐฯ ก็ประสบอุบัติเหตุจากการขี่ม้าจนกระดูกซี่โครงหัก 2 ซี่  และถูกกระแทกจนเกือบหมดสติ   ตอนเช้าวันที่ 14 ตุลาคม ค.. 1947  ซึ่งเป็นวันรุ่งขึ้นหลังจากวันที่ประสบอุบัติเหตุ  หมอใช้เทปพันรอบตัวเขาเพื่อดามซี่โครงที่หักนั้นไว้ชั่วคราว  แขนขวาของเขาก็ยังปวดจนใช้การไม่ได้  แต่หากเขาปล่อยให้เจ้าหน้าที่กองทัพอากาศรู้เรื่องนี้เข้า  การบินทดลองซึ่งเป็นความลับสุดยอดครั้งนี้จะต้องเลื่อนออกไปทันที

     

คลิกครับ


การค้นพบเหล็กกล้าไร้สนิม

     

ประตูตะวันตก   วงโค้งขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนี้คือ   อนุสาวรีย์แห่งการอพยพไปสู่ทางตะวันตกของอเมริกา   ตั้งอยู่ในเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี  มีความกว้างและสูงเท่ากันคือ  192  เมตร  การประดิษฐ์สิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาเช่นนี้ต้องอาศัยเหล็กกล้าไร้สนิมเท่านั้น

      นักโลหะวิทยาชาวอังกฤษชื่อ  แฮรี  เบรียร์ลีย์  ได้ค้นพบเหล็กกล้าไร้สนิมโดยบังเอิญเมื่อปี ค.. 1913  ในระหว่างทำการทดลองเรื่องโลหะผสม  เพื่อค้นหาเหล็กกล้าที่มีคุณสมบัติเหมาะที่จะทำกระบอกปืน  สองสามเดือนต่อมาเขาสังเกตเห็นว่า โลหะผสมที่เขาทิ้งไปส่วนมากจะขึ้นสนิม  แต่มีโลหะผสมอย่างหนึ่งซึ่งมีโครเมียมอยู่ 14% ที่พบว่าไม่ขึ้นสนิม   การค้นพบครั้งนี้นำไปสู่การผลิตเหล็กกล้าไร้สนิมขึ้นในเวลาต่อมา  คลิกอ่านต่อครับ


กระป๋องน้ำแข็งของฟาราเดย์

      ให้เราพิจารณาลูกทรงกลมโลหะ  อันเป็นตัวนำไฟฟ้าวางอยู่ในสนามไฟฟ้า

คลิกอ่านต่อครับ


คลื่นยักษ์ซูนามิ
อ.เศวตฉัตร ศรีสุรัตน์ ภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

   นับตั้งแต่เริ่มกำเนิดโลกมา โลกเราได้ประสบกับวิกฤติการณ์ความรุนแรงและการเปลี่ยนแปลงมากมายในปัจจุบันโลกก็ยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จัดเป็นกระบวนการธรรมชาติซึ่งเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหลของพลังงาน โดยเกิดขึ้นทั้งใน บรรยากาศบนผิวโลก พื้นโลก พื้นสมุทร รวมถึงในชีวมณฑล (Biosphere) ด้วย มีตั้งแต่ปรากฏการณ์ที่ไม่รุนแรงและเกิดขึ้นเสมอๆ ไปจนถึงเหตุการณ์ที่เป็นภัยพิบัติร้ายแรงและเป็น ที่ทราบกันอยู่แล้วว่าภัยธรรมชาติต่างๆ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาล ทั้งในด้านชีวิตและทรัพย์สินภัยธรรมชาติส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติแต่มนุษย์ก็มี ส่วนร่วมทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยภัยธรรมชาติครั้งล่าสุด ที่เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก คลิกอ่านต่อครับ


เออร์เนส รัทเธอร์ฟอร์ด (Ernest Rutherford)
เกิดวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 1871 ประเทศนิวซีแลนด์
เสียชีวิต 19 ตุลาคม ค.ศ. 1937 กรุงลอนดอน อังกฤษ

      รัธเธอร์ฟอร์ด เป็นชาวนิวซีแลนด์ บิดาของเขาเป็นชาวสก๊อต มีอาชีพเป็นเกษตรทำไร่ป่าน มารดาเป็นครูสอนนักเรียนแห่งหนึ่งในนิวซีแลนด์ เขาเป็นคนฉลาดหลักแหลม ชอบการประดิษฐ์ค้นค้น ตามที่ได้อ่านได้ศึกษา เช่น กล้องถ่ายรูป ระหัดวิดน้ำ และนาฬิกา เข้าเรียนที่วิทยาลัยแคน เทอร์เบอรี่ ในนิวซีแลนด์ หลังเรียนจบก็สอบชิงทุนรัฐบาลไปศึกษาต่อด้านฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ และได้ทำงานเป็นผู้ช่วยในห้องทดลองแห่งคาเวนดิช ทำให้เขามีโอกาสทำการวิจัย ค้นคว้าโดนไม่ต้องเข้าเรียน จนได้รับปริญญาโดนไม่ต้องสอบในปี ค.ศ. 1898  คลิกอ่านต่อครับ




เป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อชีวิต และทรัพย์สินของมนุษย์ได้เป็นบริเวณกว้าง เชื่อกันว่าทุกประเทศได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ปัจจุบันพบว่ามีความพยายามอย่างมากในหลายประเทศ ซึ่งได้รับอันตรายจากแผ่นดินไหว ศึกษา และทำความเข้าใจถึงกลไกของการเกิดแผ่นดินไหว เพื่อการพยากรณ์แผ่นดินไหว และทำนายเหตุการณ์ว่า จะเกิดขึ้นเมื่อใด? ที่ไหน? ขนาดเท่าใด? แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้น ขณะนี้จึงยังไม่มีผู้ใดสามารถ พยากรณ์แผ่นดินไหวได้อย่างถูกต้อง โดยทั่วไปสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเผชิญภัยแผ่นดินไหว คือการเตรียมพร้อมที่ดี แต่ละประเทศควรมีมาตรการในการป้องกัน และบรรเทาภัยแผ่นดินไหวทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับธรรมชาติของแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว รอยเลื่อนต่าง ๆ ให้ความรู้ และข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดแผ่นดินไหวต่อประชาชน ให้มีการแบ่งเขตแผ่นดินไหวตามความเหมาะสมของความเสี่ยงภัย ออกกฎหมายให้อาคารสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ สามารถรับแรงแผ่นดินไหวตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่เสี่ยงภัย มีการวางแผนการจัดการที่ดี หากเกิดความเสียหายร้ายแรงหลังการเกิดแผ่นดินไหว เป็นต้น ในกรณีของประเทศไทย แม้ว่าตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิประเทศ จะอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวต่ำ แต่เพื่อความไม่ประมาท กรมอุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเสริมมาตรการข้างต้นโดยมีภารกิจในการตรวจวัดแผ่นดินไหวตลอด 24 ชั่วโมง แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศเป็นประจำ ตลอดจนวางแผนจัดตั้งโครงการลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหว ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสาธารณชนได้   คลิกอ่านต่อครับ


0 สุดยอดนักฟิสิกส์โลกตลอดกาล (1)


เดโมคริตุส

 

ชัยวัฒน์ คุประตกุล

kshaiwat@hotmail.com

ใครเป็นสุดยอดนักวิทยาศาสตร์สาขาฟิสิกส์... นักฟิสิกส์... ของโลก ตั้งแต่เริ่มต้นประวัติวิทยาศาสตร์ของโลก ย้อนหลังไปไกลหลายพันปี จนกระทั่งถึงปลายศตวรรษที่ยี่สิบ?

จำนวนนักฟิสิกส์สำคัญของโลก ผู้สร้างผลงานและให้กำเนิดองค์ความรู้ใหม่ทางฟิสิกส์สำคัญระดับโลก มีมาก มายเป็นจำนวนหลายร้อยคน แต่ถ้าจะคัดเลือกเพียง 10 คน เป็น 10 สุดยอดนักฟิสิกส์ของโลกตลอดกาลล่ะ?

ในช่วงรอยต่อระหว่างปลายศตวรรษที่ยี่สิบกับต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด มีสำนักต่างๆ มากมายระดับโลก ที่จัดอันดับบุคคลสำคัญระดับโลกในด้านต่างๆ รวมทั้งด้านวิทยาศาสตร์ด้วย ทั้งนักวิทยาศาสตร์โลกตลอดกาลนับตั้งแต่เริ่มต้นประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ ถึงปลายศตวรรษที่ยี่สิบ และนักวิทยาศาสตร์โลกแห่งศตวรรษที่ยี่สิบ แต่เฉพาะนักฟิสิกส์แล้ว ก็ยังไม่มีสำนักใดที่จัดทำบัญชีสุดยอดนักฟิสิกส์โลกขึ้นมาอย่างที่เผยแพร่เป็นที่ทราบกันมากทั่วโลก  คลิกอ่านต่อครับ


ฟิสิกส์อนุภาคมูลฐานและจักรวาลวิทยา

-----------------------------------

      เราจะกล่าวถึงอนุภาคอนุปรมาณู (Subatomic) ที่รู้จักกันดีหลายตัวกับอันตรกิริยาพื้นฐานที่ควบคุมพฤติกรรมของมัน อภิปรายทฤษฎีล่าสุดของอนุภาคมูลฐาน ซึ่งกล่าวว่าสสารทุกชนิดสร้างขึ้นมาจากอนุภาคเพียงสองสกุล คือ ควาร์ก (quarks) กับเลพตอน (leptons) ท้ายที่สุดเราจะอภิปรายว่าแบบจำลองเช่นนั้นมีความชัดเจนเพียงใดที่จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจถึงกำเนิดและวิวัฒนาการของเอกภพได้  คลิกอ่านต่อครับ


เจ็ดผู้บุกเบิกห้วงอวกาศ

นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส

      “โลก... คือศูนย์กลางแห่งเอกภพ”  คือคำกล่าวของปโตเลมี  นักดาราศาสตร์ชาวกรีก ซึ่งเป็นสิ่งที่เชื่อถือกันต่อมานานนับพันปี จนกระทั่ง นิโคลเลาส์  โคเปอร์ นิคัส  ออกมาประกาศแนวคิดใหม่ที่ปฏิวัติความเชื่อเดิมๆ ทั้งยังผลักไสโลกและมนุษย์เราออกจากศูนย์กลางของจักรวาลอีกด้วย

       โคเปอร์นิคัสเกิดเมื่อปี  1473  ในดินแดนที่เป็นประเทศโปแลนด์ในปัจจุบัน  เขาได้รับการศึกษาตามแบบสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา  จึงมีความรอบรู้ทั้งในด้านฟิสิกส์  กฎหมาย  คณิตศาสตร์  และดาราศาสตร์  เขาซุ่มศึกษาการเคลื่อนไหวของดาวเคราะห์และดาวฤกษ์  และรวบรวมผลงานเพื่อนำเสนอแนวคิดอันแหวกแนวนั้น  แม้จะยังไมได้ตีพิมพ์แต่ข่าวการค้นพบของเขาก็แพร่สะพัดไปทั่วยุโรป  ด้วยเหตุผลทางด้านศาสนาและการเมือง  ทำให้โคเปอร์นิคัสตัดสินใจชะลอการตีพิมพ์ผลงานตนเองออกไป  กระทั่งถึงปี  1543  ซึ่งเป็นปีที่เขาเสียชีวิต  คลิกครับ


ไอโซโทป

ของอย่างเดียวกันแต่มากกว่าหนึ่ง

      อะตอมซึ่งเป็นองค์ประกอบของธาตุทุกชนิดนั้น    มิได้เป็นลูกทรงกลมเล็กๆ  แต่เป็นระบบที่ยุ่งยากกว่านั้นมากนักอะตอมประกอบด้วยอนุภาคเล็กๆ  คือ  โปรตอน  นิวตรอนและอิเลคตรอน ในอะตอมที่เบาที่สุด  คือ  อะตอมของไฮโดรเจน  ไม่มีนิวตรอนเลย  มีแต่โปรตอนและอิเลคตรอน  มวลของโปรตอนหนักกว่าอิเลคตรอน ประมาณ  1,837  เท่า  อิเลคตรอนโคจรไปรอบโปรตอนในทำนองเดียวกับดาวเคราะห์โครจรรอบดวงอาทิตย์  อะตอมของธาตุอื่นๆ  ก็มีโครงสร้างในทำนองเดียวกับอะตอมของไฮโดรเจน  แต่มีโปรตอนในแก่นกลาง หรือ “นิวเคลียส”  มากกว่า  และมีอิเลคตรอนหลายตัวโครจรอยู่โดยรอบ  นอกจากนั้นแล้ว  ยังมีนิวตรอนปนอยู่ในนิวเคลียสอีกด้วย  คลิกอ่านต่อครับ


แมกซ์ แพลงค : Max Planck

เกิด        วันที่ 23 เมษายน ค.ศ.1858 ที่เมืองคีล (Kiel) ประเทศเยอรมนี (Germany)
เสียชีวิต วันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ.1947 ที่เมืองกอตติงเกน (Gottingen) ประเทศเยอรมนี (Germany)
ผลงาน   - ผู้ค้นพบทฤษฎีควอนตัม (Quantum Physics)
             - ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์

        แพลงคเกิดเมื่อวันที่ 23 เมษายน ค.ศ.1858 ที่เมืองคีล ประเทศเยอรมนี บิดาของเขาเป็นทนายความ และศาสตราจารย์ประจำภาควิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่มหาวิทยาลัยคีล (Kiel University)  คลิกอ่านต่อครับ


 

นีลส์ บอร์ : Niels Bohr

เกิด        วันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ.1885 ที่เมืองโคเปนเฮเกน (Copenhagen) ประเทศเดนมาร์ก (Denmark)
เสียชีวิต วันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ.1962 ที่เมืองโคเปนเฮเกน (Copenhagen) ประเทศเดนมาร์ก (Denmark)
ผลงาน
  - ทฤษฎีธรรมชาติของอะตอม
             - ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ จากผลงานทฤษฎีอะตอมแนวใหม่
             - ได้รับรางวัลปรมาณูเพื่อสันติภาพ

        "ไม่มีใครรู้ว่าถ้าไม่มีนีลส์ บอร์ แล้ว เราจะรู้เกี่ยวกับเรื่องของอะตอมได้อย่างไร" นี้คือคำกล่าวของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์อันดับหนึ่งของโลกที่กล่าวถึงนักฟิสิกส์ผู้นี้ บอร์เป็นนักฟิสิกส์ที่เปิดเผยความลับของอะตอมผู้ที่อยู่ในยุคเดียวกับอัลเบิร์ต  ไอน์สไตน์  คลิกอ่านต่อครับ


สาเหตุการตกของเที่ยวบิน  587

 ในช่วงเช้าของวันที่  12  พฤศจิกายน  ค.ศ. 2001  เครื่องแอร์บัสของสายการบิน  American Airlines พร้อมโดยสาร 251  คนและลูกเรืออีก  9  คน  ทะยานขึ้นจากสนามบินนานาชาติเคนเนดี้ นครนิวยอร์ก  มุ่งหน้าสู่สาธารณรัฐโดมินิกัน  หลังพ้นจากพื้นดินมาชั่วครู่  ตัวเครื่องก็แตกออกและตกลงสู่พื้น  คร่าชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด  พร้อมอีก  5  ชีวิตบนพื้นดิน  นับเป็นอุบัติทางอากาศซึ่งร้ายแรงเป็นอันดับสองของสหรัฐฯ

                เศษซากจากโศกนาฏกรรม  : แพนหางดิ่งถูกกู้กลับคืนได้จากอ่าวจาไมก้า

คลิกอ่านต่อครับ


 ตู้เย็นทำให้อาหารเย็นได้อย่างไร

      เมื่อเราเปิดสวิตช์เตาไฟฟ้าหรือหม้อหุงต้มไฟฟ้าเราก็จะทำให้อาหารร้อนได้แต่เมื่อเราเปิดสวิตช์ตู้เย็นหรือตู้แช่แข็ง  เราทำให้อาหารเย็นได้อย่างไร

      ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผู้ออกแบบตู้เย็นและตู้แช่แข็งให้หลักทางวิทยาศาสตร์  2  ข้อ  ข้อแรกคือเมื่อของเหลวระเหยเป็นไอก็จะดึงเอาความร้อนจากสิ่งที่อยู่รอบๆออกไป  อีกข้อหนึ่งก็คือในที่ซึ่งมีความดันต่ำของเหลวจะสามารถระเหยได้ที่อุณหภูมิต่ำลง  คือไม่ต้องอาศัยความร้อนมากก็ระเหยได้

คลิกอ่านต่อครับ


“ลูกน้ำ”  อะไรอยู่ในเครื่องซักผ้าได้

       เคล็ดลับของผงซักฟอกทุกชนิดก็คือ  สารเคมีที่ทำให้น้ำ  “เปียก”  ยิ่งขึ้น ไม่น่าเชื่อเลยว่าลำพังน้ำเองไม่ทำให้สิ่งใดเปียกหรือซึมแผ่ไปทั่วสิ่งใดได้ดีนักทั้งนี้ก็เพราะน้ำมีความตึงผิว  ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทำให้น้ำดูเหมือนมีผิวปกคลุมอยู่  แมลงตัวเล็กๆ วิ่งไปบนผิวน้ำได้ก็เพราะโมเลกุลของน้ำที่บริเวณผิวน้ำถูกโมเลกุลของน้ำที่อยู่ในชั้นลึกลงไปดึงเอาไว้

       เมื่อเราใส่ผงหรือน้ำยาฟักฟอกในน้ำ  แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของน้ำจะลดลง  ความตึงผิวจึงลดลงน้ำก็แผ่ซึมออกไปได้ง่าย  ทำให้สิ่งต่างๆ เปียกน้ำได้ดีขึ้น  ดังนั้นเมื่อเราซักผ้า  น้ำที่มีผงซักฟอกละลายอยู่ก็จะแทรกซึมเข้าไปในเส้นใยของเนื้อผ้าได้ดีขึ้น  ช่วยดึงสิ่งสกปรกและคราบไขมันออกไปได้ง่ายขึ้น

 ซักผ้าในน้ำ  “เปียก”  มากขึ้น

                น้ำทำให้สิ่งต่างๆ เปียกได้ไม่ค่อยดีเพราะโมเลกุลของน้ำจะเกาะกันเกิดเป็นความตึงผิวขึ้น  แมลงหลายชนิด  เช่น  จิงโจ้น้ำ  จึงเดินบนน้ำได้  

คลิกครับ


ฟิสิกส์กับคลื่นสึนามิ

           ท่านผู้อ่านทุกท่านได้ทราบข่าวเกี่ยวกับการเกิดคลื่นสึนามิถล่มชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทยและประเทศอื่นๆได้แก่พม่า อินเดีย  ศรีลังกา และอินโดนีเซีย  ในเช้าของวันอาทิตยที่  26  ธันวาคม  2547 มาแล้ว  ก่อนอื่นท่านควรจะทราบก่อนว่า  คลื่นสึนามิมีความหมายว่าอย่างไร ? และเกิดขึ้นได้อย่างไร คำว่าคลื่นสึนามิ  (tsunami) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายไว้ว่า  หมายถึงคลื่นในทะเลที่มีช่วงคลื่นยาวประมาณ  80 – 200  กิโลเมตร  เกิดจากความสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวหรือแผ่นดินถล่ม หรือภูเขาไฟระเบิดที่พื้นท้องมหาสมุทร  คลื่นนี้อาจเคลื่อนที่ข้ามมหาสมุทรซึ่งห่างจากตำบลที่เกิดเป็นพันๆ กิโลเมตรโดยไม่มีลักษณะผิดสังเกต  เพราะมีความสูงเพียง  30  เซนติเมตร  เคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ  600 – 1,000  กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

คลิกอ่านต่อครับ


สิทธิในการตาย

ตายหรืออยู่ดี  เธอไม่สามารถเลือกเองได้

      สิทธิในการตาย กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ไปทั่วสหรัฐฯกรณีนางเทอร์รี เชียโวผู้ป่วยสมองพิการวัย 41 ปีกับสิทธิในการตายหลังมีสภาพไม่ต่างเจ้าหญิงนิทรามานาน 15 ปี เหตุเพราะล้มวูบที่บ้านพัก หลังรับประทานอาหารผิดสำแดง

       ที่ว่าสิทธิในการตายของสตรีน่าสงสารผู้นี้ ความจริงคือนายไมเคิล เชียโวสามีของผู้ป่วยเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลให้ภรรยาเอง โดยอ้างว่าเป็นความปรารถนาของเธอที่เคยพูดไว้ก่อนที่จะไม่รับรู้อะไรอีกต่อไป   คลิกอ่านต่อครับ


ประวัติย่อเวลาของไอน์สไตน์

ก่อนเวลาของไอน์สไตน์

430  ปี ก่อน ค.ศ.

  Democritus  ชาวกรีกเสนอความคิดว่าสสารทุกอย่างประกอบขึ้นจากหน่วยเล็กๆ  ที่แบ่งแยกไม่ได้อีกแล้วเรียกว่า อะตอม  คลิกอ่านต่อครับ


อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ : Albert Einstein

ประวัติ

เกิด วันที่ 14 มีนาคม ค.ศ.1879 ที่เมืองอูล์ม (Ulm) ประเทศเยอรมนี
เสียชีวิต วันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ.1955 ที่เมืองนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา
ผลงาน
- ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Theory of Relativity)
- ค้นพบทฤษฎีการแผ่รังสี (Photoelectric Effect Theory)
- ได้รับรางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ ในปี ค.ศ.1921

  

        ในบรรดานักวิทยาศาสตร์ในช่วงศตวรรษที่ 19-20 ไอน์สไตน์ถือว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด และอาจกล่าวได้ว่า เขาคือผู้ยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยระเบิดปรมาณูอันทรงอานุภาพแห่งการทำลายล้าง เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้น ไอน์สไตน์ ได้ส่งจดหมายฉบับหนึ่งถึงประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์ (Franklin Delano Roosevelt) เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของ แร่ยูเรเนียมที่สามารถนำมาสร้างลูกระเบิดพลังงานการทำลายสร้างรุนแรง เพื่อบังคับให้ญี่ปุ่นประกาศแพ้สงคราม และนำสันติภาพ มาสู่โลกอีกครั้งหนึ่ง ฝ่ายสัมพันธมิตรจึงตกลงทิ้งระเบิดปรมาณูลูกแรกของโลกลงที่เมืองฮิโรชิมา (Hiroshima) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งส่งผลให้คนเสียชีวิตทันทีกว่า 60,000 คน และเสียชีวิตภายหลังอีกกว่า 100,000 คน  คลิกอ่านต่อครับ


สตีเฟ่น ฮ็อคกิ้ง (Stephen Hawking)

        การวินิจฉัยของแพทย์ว่าเขาเป็นโรคกลไกประสาทเสื่อม (MOTOR NEURONE DISEASE) นั้นน่าตื่นตระหนก "สตีเฟ่น ฮ็อคกิ้ง" อายุ 21ปี ได้รับการบอกเล่าว่าเขาจะมีชีวิตอยู่อีก 2 ปีครึ่งเท่านั้น ด้วยความสิ้นหวัง เขาขังตนเองจากโลกภายนอก..รอคอยความตาย

        แต่ สตีเฟ่น ฮ็อคกิ้ง ก็สามารถเอาชนะความสิ้นหวัง และต่อสู้กับอัมพาตที่กำลังคืบคลานเข้ามา ความเป็นอัจฉริยะในทางคณิตศาสตร์ของเขาไม่ได้เสื่อมถอยลงไป และเขาก็เดินหน้าต่อไปเพื่อปฏิวัติวิชา COSMOLOGY (การศึกษาเกี่ยวกับจักรวาล) สตีเฟ่น ปัจจุบันอายุ 51 ปี เป็นผู้เขียนหนังสือชื่อ A BRIEF HISTORY OF TIME ซึ่งขายดีชนิดทำลายสถิติราบคาบ เขาเป็นนักเดินทางรอบโลกผู้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และคือตีนผีผู้ขับเก้าอี้ติดล้อ ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกที่ยังมีชีวิตอยู่   คลิกอ่านต่อครับ


แผ่นในทฤษฎีสัมพัทธภาพ  จำนวน 21  แผ่น

 

แผ่นใสทฤษฎีสัมพัทธภาพ  จำนวน 21  แผ่น  คลิกครับ


7  ความเชื่อผิด ๆ เพี้ยนๆ  

เกี่ยวกับไอน์สไตน์

          ใคร ๆ ก็เคยได้ยินชื่อของไอน์สไตน์ หรือแม้เพียงเห็นภาพแค่แวบเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นใคร

และแน่นอนว่าคนดังคับโลกระดับนี้ย่อมมีเรื่องเล่าเยอะแยะเป็นแน่ แต่จะเป็นไปได้หรือที่ทุกเรื่องที่คุณเคยได้ยินมาเกี่ยวกับไอน์สไตน์จะเป็นจริงไปเสียทั้งหมด ?

          คงจะดีไม่น้อยหากเรามีมุมมองมองใหม่ ๆ ที่แตกต่างไปจากที่กล่าวอ้างต่อ ๆ กันมาเป็นทางเลือกเพื่อให้เราตัดสินใจได้เองว่าเรื่องไหน น่าจะ  ชัวร์  เรื่องไหน  (น่าจะ) มั่วนิ่ม  และเรื่องไหนที่ยังคงต้องหาหลักฐานมายันกันต่อไป คลิกอ่านต่อครับ


แผ่นใสเรื่อง spectroscopy  จำนวน  11  แผ่น

    เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับการเกิดปฏิกิริยาร่วมระหว่างคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (electronic wave) หรือคลื่นแสง กับ สสาร (อะตอม โมเลกุล อิออน หรือ อนุมูลอิสระ)

คลิกครับ


ศาสตราจารย์ นายแพทย์ยง ภู่วรรณ

นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ปี พ.ศ. 2540

          ศาสตราจารย์  นายแพทย์ยง  ภู่วรรณ  อายุ  48 ปี  เกิดที่กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรแฝดน้องและบุตรคนที่สี่ในจำนวน 6 คน ของนายหว่าฮี แช่ผู่  และนางหลอด  ภู่วรรณ

สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนวัดพระยายัง  ประถมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนวัดโพรงมะเดื่อจังหวัดนครปฐม  สำเร็จการศึกษามัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย  จังหวัดนครปฐม  และมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา  คลิกอ่านต่อครับ


ใต้เปลวเพลิง

วิธีรับมือกับเพลิงไหม้และเวลาที่ควรถอยทัพ

โดย ROY BERENDSOHN 

      เริ่มต้นกันด้วยข่าวดีที่ว่า วันนี้ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเพลิงไหม้ในบ้านเรือนเริ่มลดลง แต่ข่าวร้ายก็คือ ตัวเลขของผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากเพลิงไหม้ในบ้านเรือนยังสูงจนน่าตกใจ รวมถึงความเสียหายที่เกิดกับทรัพย์สินตลอดทั้งปี ยังสร้างความปวดใจให้กับหลาย ๆ คน รอบปีที่ผ่านมาหน่วยงานป้องกันอัคคีภัยแห่งสหรัฐฯ ได้บันทึกความเสียหายของบ้านเรือนกว่า 388,500 หลังทั่วสหรัฐฯ เพลิงไหม้เหล่านั้นคร่าชีวิตผู้คนไป 3,145  ราย ไม่นับรวมผู้บาดเจ็บอีก 13,650 คน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายต่อทรัพย์สินถึง 5.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ  คลิกอ่านต่อครับ


เริ่มต้นของการบอกเวลา

ตอนเช้า ผู้ที่อยู่ห่างซีกโลกเหนือเห็นเงาของสิ่งต่างๆ ชี้ไปทางตะวันตกแล้วเงาค่อยๆ สั้นลง จนถึงเวลาดวงอาทิตย์อยู่สูงสุดในเวลาเที่ยงเงาจะสั้นที่สุด

 

      ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาว ไม่เพียงแต่จะเป็นที่หมายทิศทางแต่ยังเป็นเครื่อง บอกเวลาด้วยระหว่างเวลากลางวัน ตอนเช้าผู้ที่ห่างซีกโลกเหนือเห็นเงาของสิ่งต่างๆ ทอดไปทางตะวันตก แล้วเงาค่อยสั้นลงจนถึงดวงอาทิตย์อยู่สูงสุดในเวลาเที่ยง เงาจะ สั้นที่สุด ตอนบ่ายเห็นเงาทอดไปทางตะวันออก ยาวขึ้นๆ จนเย็น เมื่ออาศัยความยาว ของเงา เขาสามารถประมาณเวลาของวันได้  คลิกอ่านต่อครับ


วันสำคัญในเดือนมกราคม

1 ม.ค.รังสีเอกซ์
ใน1896 Wilhelm Roentgen นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้ประกาศการค้นพบรังสีเอกซ์ เขาได้ส่งสำเนาของต้นฉบับ และภาพถ่ายรังสีเอกซ์จำนวนหนึ่ง ไปให้แก่เพื่อนๆ และนักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงหลายคน รวมทั้ง Lord Kelvin ที่ Glasgow และ Henre Poincare ที่กรุงปารีส สี่วันต่อมา ในวันที่ 5 มกราคม 1896 หนังสือพิมพ์ Die Presse ได้ตีพิมพ์ข่าวนี้ในหน้าแรก โดยมีบทความที่บรรยายถึงการค้นพบ และได้นำเสนอถึงการนำรังสีชนิดใหม่นี้ ไปใช้ในการวินิจฉัยทางการแพทย์ วันต่อมา the London Standard ได้ส่งข่าวนี้ไปยังประเทศอื่นทั่วโลก โดยบรรยายในตอนต้นว่า เป็น แสงที่ใช้ในการถ่ายภาพที่สามารถส่องทะลุไม้ เนื้อหนัง เสื้อผ้า และทุกส่วนของร่างกาย   คลิกอ่านต่อครับ


Pythagoras

ปีทาโกรัส

จุดเริ่มต้น

เกิด       582  ก่อนคริสต์ศักราช ที่เมืองซามอส (Samos)ประเทศกรีซ (Greece)

สียชีวิต       507 ก่อนคริสต์ศักราช ที่เมืองเมตาปอนตัม(Metapontum)

ผลงาน              

-  สร้างสูตรคูณหรือตารางปีทาโกเรียน  (Pytha-gorean Table)

-  ทฤษฎีบทเรขาคณิตที่ว่า     “ในรูปสามเหลี่ยมมุมฉากใดๆ กำลังสองของความยาวของด้านตรงข้ามมุมฉาก เท่ากับผลบวกของกำลังสองของความยาวของด้านประกอบมุมฉาก”  คลิกอ่านต่อครับ


กฎการอนุรักษ์พลังงาน

     ตอนนี้เราทราบความหมายเรื่องพลังงานศักย์และพลังงานจลน์บ้างแล้ว  เพื่อให้เห็นได้ชัดเจนขึ้น  เรามาทดลองคำนวณเป็นตัวเลขกัน    ตัวอย่างของนักโดดค้ำถ่อ   เริ่มต้นที่จุดสตาร์ท  นักกระโดดค้ำถ่อจะวิ่งโดยถือไม้ค้ำด้วยความเร็วสูง พลังงานจลน์จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  เมื่อนักกระโดดปักไม้ลงกับพื้น  ตัวของเขาจะลอยสูงขึ้น  พลังงานจลน์จะเปลี่ยนเป็นพลังงานศักย์  คลิกอ่านต่อครับ


กองทัพเรือสหรัฐฯ ผู้เบิกทางให้แก่ซิป

     เมื่อเลื่อนตัวรูดลงเพื่อเปิดซิป  ก็จะเกิดสิ่งตรงข้ามฟันที่ขบกันติดกันอยู่จะเข้าไปทางก้นของตัวรูด  แล้วถูกดึงให้ถ่างหลุดออกจากกัน

                ฟันซิปที่ขบติดกัน   ซิปใช้กลไกง่ายๆ ตัวรูดจะเลื่อนขึ้นลงตามแนวฟันบนแถบผ้าทั้งสองข้าง  ทำให้ฟันขบติดหรือแยกหลุดจากกัน  ชื่อ   “ ซิป”   มาจากเสียงที่เกิดขึ้นเมื่อดึงตัวรูดขึ้นลงเร็วๆ

คลิกอ่านต่อครับ


ลิฟต์ตกจะหยุดได้อย่างไร

      ลิฟต์โดยสารในปัจจุบัน   โดยเนื้อแท้แล้วก็มิได้ต่างไปจากลิฟต์ตัวแรกของโอทิส  กล่าวคือ  มีรูปร่างเป็นกล่องที่ล้อมทุกด้าน  ใช้เคเบิลเหล็กกล้าชักรอกขึ้นลงตามรางพยุงสองข้าง  และมีเครื่องกลไกที่จะเข้าไปขัดกับรางพยุงถ้าสายเคเบิลเกิดขาดขึ้นมา

       พุ่งปราดขึ้นไป  ในชิคาโก  ตึกเซียร์สซึ่งสูง  110  ชั้นใช้ลิฟต์ความเร็วสูงซึ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วได้ถึง  32  กม./ชม.  ลิฟต์เหล่านี้ติดตั้งอุปกรณ์ประกันความปลอดภัยไว้เพื่อกันอันตรายในกรณีที่สายเคเบิลขาด

คลิกอ่านต่อครับ


สารที่ประดิษฐ์ขึ้นให้ลื่นดุจผิวน้ำแข็ง

        สารกันติด ซึ่งใช้ฉาบผิวภายในของเครื่องครัวสมัยใหม่นั้น  นับเป็นสารซึ่งมีความลื่นที่สุดเท่าที่มนุษย์จะผลิตขึ้นมาได้โดยอาศัยเทคโนโลยี  สารนี้มีอัตราความเสียดทานพอๆ กับน้ำแข็ง  ดังนั้นถ้าเอาไปเคลือบพื้นผิวถนน  เราก็จะเดินหรือขับรถไปตามถนนนั้นเกือบไม่ได้ทีเดียว

        สารกันติดหรือสารเคลือบลื่นซึ่งเรียกว่า  พีทีเอฟอีช่วยให้เราทอดไข่หรือทำไข่กวนได้โดยไม่ติดกระทะคุณสมบัติที่ลื่นเช่นนี้ทำให้พีทีเอฟเป็นสารซึ่งเหมาะที่สุดสำหรับใช้เคลือบพื้นผิว  อย่างเช่น  พ่นผิวของชิ้นส่วนเครื่องจักรกลที่ต้องหมุนไปโดยเกิดความเสียดทานน้อยที่สุด

ผิวที่พ่นสารเคลือบไว้ ในการทำกระทะกันติด  เขาจะใช้ผงพีทีเอฟผสมกับน้ำฉีดพ่นเพื่อเคลือบผิวภายในของกระทะ ก่อนนำไปอบ

        พีทีเอฟอีเป็นสารน่าทึ่งที่สุดอย่างหนึ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น  ความลื่นไม่ใช่คุณสมบัติที่มหัศจรรย์เพียงอย่างเดียวของพีทีเอฟอี  สารนี้ยังทนอุณหภูมิทั้งสูงและต่ำมากได้ดี  ไม่เป็นสื่อไฟฟ้า  และเกือบไม่มีสารเคมีใดๆ ทำอันตรายต่อสารนี้ได้

คลิกอ่านต่อค่ะ


การทำยาสีฟัน – จากผงชอล์กและสาหร่ายทะเล

ในทศวรรษ  1840  การแปรงฟันคงอาศัยผงสีฟันชนิดใดชนิดหนึ่งซึ่งมีปะการัง  ลิ้นทะเล  เปลือกไข่เผาหรือกระเบื้องที่บดเป็นผงละเอียด  ผงนี้ทำให้เป็นสีม่วงโดยใช้สีที่เรียกว่า    คอลชินีล  (Cochineal)  ซึ่งได้มาจากแมลงชนิดหนึ่งในประเทศแถบร้อน

      ยาสีฟันในปัจจุบันนี้ซึ่งอาจมีสีขาวหรือสีอื่นหรือมีลายเป็นแถบนั้น  มีสารต่างๆ ผสมอยู่ถึง  10  ชนิด  หรือมากกว่านั้น  สารบางชนิดทำให้ฟันสะอาดหรือรักษาฟัน  บางชนิดทำให้ยาสีฟันมีรสดีขึ้น  บางชนิดทำให้ยาสีฟันเกาะตัว  และบางชนิดก็ช่วยให้ยาสีฟันไหลออกมาจากหลอดได้ง่าย

      ส่วนที่เป็นสีขาวของยาสีฟันมีส่วนผสมหลัก  คือผงชอล์กบดละเอียด  (แคลเซียมคาร์บอเนต)  หรือผงอื่น  เช่น  อะลูมิเนียมออกไซด์ซึ่งเป็นส่วนผสมอย่างหนึ่งของซีเมนต์  ผงเหล่านี้ค่อนข้างคม  จึงช่วยขจัดคราบสีเหลืองที่เกาะฟันซึ่งเกิดจากอาหารและเครื่องดื่มรวมทั้งคราบที่ทำให้ฟันผุด้วย

 บรรจุยาสีฟันใส่หลอด 

คลิกครับ


“ตามล่า”  หาต้นเพลิง

เผาเพราะแค้น

      คืนก่อนวันปีใหม่ ค.ศ. 1986  เพลิงไหม้โรงแรมในประเทศเปอร์โตริโกค่าชีวิตคนถึง  97  คน  ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์เพลิงไม้ครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่  2  พนักงานโรงแรมเดอะ  ดูปองต์  พลาซา  ในเมืองซานฮวน  โกรธแค้นที่ไม่ได้รับเงินจ่ายทดแทน  พนักงาน  2  คนจึงลอบวางเพลิง  โดยใช้เมธิลแอลกอฮอล์ จุดไฟ  เผากล่องกระดาษและขยะอื่นๆ ในห้องบอลรูมที่ว่างอยู่

      ภายใน  15  นาที  เพลิงก็ลุกท่วมอาคารชั้นล่างและปิดกั้นแขกที่พักอยู่ชั้นเหนือขึ้นไปของอาคารโรงแรม  21  ชั้น  มีคนไม่น้อยในจำนวน 1,400  คน  ต้องหนีออกโดยทางเฮลิคอปเตอร์

  เปลวไฟก็ลุกติดส่วนที่เป็นไม้   ลูกศรสีขาวชี้ตำแหน่งที่ไม้ขีดตกลงไป 

คลิกค่ะ


วิธีผลิตโลหะบริสุทธิ์

      มีโลหะน้อยชนิดที่เราอาจขุดพบได้ในสภาพบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ  ใน ค.ศ. 1856  มีผู้ขุดก้อนทองแดงบริสุทธิ์หนัก  500  ตัน  ได้จากเหมืองแห่งหนึ่งที่รัฐมิชิแกนในสหรัฐฯ  เมื่อ  ค.ศ. 1869  ก็มีผู้พบก้อนทองคำบริสุทธิ์หนัก  69.85  กก.  ที่รัฐวิกตอเรียในออสเตรเลีย

      แต่โลหะอื่นๆ มักอยู่ในสภาพไม่บริสุทธิ์  โดยรวมอยู่กับออกซิเจน  กำมะถัน  คาร์บอนและธาตุอื่นๆ  เป็นก้อนแร่ซึ่งดูแทบไม่ต่างจากก้อนหินธรรมดาที่ดูไร้ค่า

ฮีมาไทต์ (haematite) เป็นแร่เหล็กชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายเลือดแห้ง (haema ในภาษากรีกแปลว่า เลือด)

 

คลิกครับ


การถ่ายภาพความไวสูง

         การถ่ายภาพแมลงกระพือปีกให้ดูเหมือนหยุดค้างโดยที่ภาพไม่พร่าไหวนั้น  จะต้องเปิดหน้ากล้องรับแสง  (exposure)  เป็นระยะเวลาสั้นมาก  เกินกว่าที่กล้องถ่ายรูปธรรมดาจะทำได้  แม้จะรับแสงเป็นเวลาเพียง  1/1000  วินาที  ภาพของปีกก็ยังไม่คมชัด  จึงต้องให้ช่วงรับแสงสั้นลงอีก  10 – 20  เท่า

         นักถ่ายภาพชาวอังกฤษชื่อ  ดับบลิว  เอช  ฟ็อกซ์  ทัลบอต  เป็นผู้บุกเบิกการถ่ายภาพความเร็วสูงมาตั้งแต่  ค.ศ. 1851  เขาเอาหนังสือพิมพ์ไทมส์เล่มหนึ่งมาติดกับวงล้อ  แล้วหมุนวงล้ออย่างเร็ว  แต่ถ่ายภาพได้ชัดเจนเมื่อใช้ไฟแฟลช  (flashy)  ที่สว่างจ้าส่องวงล้อเป็นเวลาสั้นๆ เพียง  1/100,000  วินาที  ถ้าใช้เทคนิคนี้ในห้องมืดก็ควรเปิดชัตเตอร์กล้องทิ้งเอาไว้ให้ฟิล์มรับแสงแฟลชที่สว่างวาบดังกล่าว

“หยุดค้าง”  ภาพถ่ายความเร็วสูงจับภาพหยดน้ำขณะกำลังตกลงในอ่าง  การถ่ายภาพโดยให้แสงสว่างเป็นระยะสั้นๆ  ติดต่อกัน  จะได้ภาพการเคลื่อนไหวที่ดูนิ่งค้างอยู่ในช่วงต่างๆ

คลิกครับ


โยเซฟ  อาชเชอร์การเจียระไนเพชรคัลลิแนน

        บ่ายวันที่  10  กุมภาพันธ์  ค.ศ. 1908  ช่างเจียระไนเพชรระดับปรมาจารย์ชื่อ  โยเซฟ  อาชเชอร์  เตรียมตัดเพชรคัลลิแนนซึ่งเป็นเพชรดิบลือชื่อที่ใหญ่ที่สุดในโลก  เพชรสีขาวแกมฟ้าเม็ดนี้เป็นของกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่  7  แห่งประเทศอังกฤษ  มีทั้งผู้แทนของกษัตริย์  ผู้สื่อข่าว  และผู้ร่วมงานรวมอยู่ในกลุ่มคนที่เฝ้าดูอาชเชอร์ในเวลาบ่าย ที่สำคัญเสมอชีวิตนี้  อาชเชอร์ผนึกเพชรเม็ดนี้แน่นในเบ้ารูปร่างคล้ายถ้วยไข่ขนาดใหญ่พิเศษ  และนำเบ้าไปใส่ในแอ่งหน้าเครื่องตัดอย่างระมัดระวัง  เขาสอดใบมีดเหล็กทื่อลงไปในร่อง  ยกแท่งโลหะขึ้นแล้วทุบโครมลงไปบนใบมีด

      

                ขนาดจริง  เพชรที่ยังไม่ได้เจียระไนเม็ดนี้ยาวเกือบ  10  ซม.  สูง  6.4  ซม.  ขนาดเท่าๆ กับกำปั้นผู้หญิงทีเดียวครั้งแรกที่ผู้อำนวยการเหมืองเพชรชื่อ  เฟรเดอริก  เวลล์เห็นเพชรยักษ์เม็ดนี้ เขาคิดว่ามันเป็นก้วและมีคนเล่นตลกกับเขา  แต่ปรากฏว่ามันเป็นเพชรจริง

คลิกค่ะ


 ดีดเครื่องบินขึ้นจากเรือด้วยอุปกรณ์พลังไอน้ำ

                เครื่องดีดด้วยพลังไอน้ำกำลังทำงาน  เครื่องบินไอพ่นแฟนธอมแบบเอฟ  4  เตรียมตัวบินขึ้นจากดาดฟ้าเรือบรรทุกเครื่องบิน  แท่งความสูงยึดด้านหน้าของเครื่องบินไว้กับกลไกของเครื่องดีดด้วยพลังไอน้ำ 

       ถ้าไม่มีเครื่องดีดด้วยพลังไอน้ำ  เครื่องบินสมัยใหม่ที่มีน้ำหนักมากส่วนใหญ่จะไม่สามารถบินขึ้นจากเรือบรรทุกเครื่องบินได้

คลิกค่ะ


พลังขับเคลื่อนจรวดอวกาศ

         เมื่อวันที่  12  เมษายน  ค.ศ.1981  กระสวยอวกาศลำแรกชื่อ  โคลัมเบีย  (Columbia)   ทะยานจากแหลมคานาเวอรัลขึ้นสู่อวกาศครั้งแรก  ยานโคลัมเบียได้พลังงานจากเครื่องยนต์  3  เครื่องซึ่งใช้เชื้อเพลิงเหลว  และยังมีถังเสริมที่บรรจุเชื้อเพลิงแข็งอีก  2  ถัง  กระสวยอวกาศนี้ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง  5  เครื่องแต่ละเครื่องทำงานเชื่อมโยงและติดต่อกันได้

         แม้กระสวยอวกาศจะดูซับซ้อน  แต่หลักการพื้นฐานก็เป็นหลักเดียวกับที่ดอกไม้ไฟพุ่งไปในอวกาศหรือที่ลูกโป่งพุ่งออกไปได้เมื่อเราเปิดปากลูกโป่งนั้นคือหลักของแรงกิริยากับแรงปฏิกิริยา

       

 

                ยานอวกาศลำแรกที่นำกลับมาใช้ใหม่  กระสวยอวกาศโคลัมเบียทะยานขึ้นสู่อวกาศพร้อมกับพ่นเปลวไฟและกลุ่มเมฆ  ภายใน  2  นาที  ถังเชื้อเพลิงเสริม  2  ถังที่คาดติดกับถังเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ก็หลุดออกและตกลงสู่พื้นโลก 

คลิกค่ะ


 เข็มขัดนิรภัย  ป้องกันภัยได้อย่างไร

       เมื่อเราเดินทางในรถยนต์  ตัวเราและรถกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่ากัน  ถ้ารถหยุดกะทันหันตัวของเราจะยังคงเคลื่อนไปข้างหน้าต่อไป  ทั้งนี้ก็เพราะแรงเฉื่อย  (inertia)  ซึ่งมีหลักอยู่วาวัตถุซึ่งกำลังเคลื่อนที่ไปนั้นย่อมมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนที่ต่อไป  และวัตถุซึ่งอยู่นิ่งๆ กับที่ย่อมมีแนวโน้มที่จะคงอยู่กับที่เช่นนั้นต่อไป

คลิกค่ะ


นายแพทย์คริสเตียน  บาร์นาร์ด

ศัลยแพทย์ผู้สร้างประวัติศาสตร์การเปลี่ยนหัวใจ

เสียงโทรศัพท์ที่สร้างประวัติศาสตร์การแพทย์ดังขึ้น  ขณะที่นายแพทย์คริสเตียน  บาร์นาร์ด  กำลังงีบหลังอาหารมื้อเย็นอยู่ที่บ้านในเมืองเคปทาวน์แอฟริกาใต้  แม่ชีจากโรงพยาบาล  กรูต  ชูร์  แห่งเมืองเคปทาวน์  โทรมาบอกเขาว่ามีหญิงสาวผู้หนึ่งประสบอุบัติเหตุบนท้องถนนในวันนั้น  สมองของหญิงผู้เคราะห์ร้ายได้รับความเสียหายมากจนไม่อาจรักษาได้  ถ้าเสียชีวิตลง  หัวใจของหญิงผู้นี้อาจนำมาใช้ในการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเป็นครั้งแรกของโลกได้  เธอมีหมู่เลือดตรงกับของผู้ป่วยที่รอรับบริจาคหัวใจ  และบิดาของเธอก็พร้อมที่จะให้ความยินยอม

ผู้บริจาค  นางสาวเดนิ  ดาร์วาลล์โดนรถชนเสียชีวิตขณะซื้อของกับมารดา  หัวใจของเธอช่วยมอบชีวิตใหม่ให้แก่นายลุยส์  วอชแคนสกี

คลิกค่ะ


 ตึกสูงเสียดฟ้า

สุดท้ายเหลือเพียงธุลี

        ฟาน  ไอก์  เฮาส์  ตึกระฟ้า  20  ชั้น  สร้างเมื่อปี  ค.ศ. 1937  เป็นอาคารสูงที่สุดในแอฟริกาใต้อยู่เป็นเวลาหลายปี  ตึกนี้ตั้งโดดเด่นสูงเทียมฟ้ากลางนครโยฮันเนสเบิร์ก  กระทั่งปี  ค.ศ. 1983  ตึกหลังนี้ก็ถูกทำลายลงในเวลาเพียง  16  วินาที

        แม้ว่าอาคารหลังนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหนาแน่นไปด้วยตึกราม  แต่ไม่มีตึกใดได้รับความเสียหายแม้แต่กระจกหน้าต่างของห้องแสดงสินค้าที่ฝั่งตรงข้ามก็มิได้แตกร้าว

คลิกค่ะ


ปั้นจั่นยักษ์  : กายกรรมของโครงเหล็ก

        เขาตั้งปั้นจั่นขนาดสูงใหญ่ขึ้นมาได้อย่างไรโดยไม่ใช้ปั้นจั่นอีกตัวที่มีขนาดไล่เลี่ยกันมาช่วยคำตอบก็คือ  ปั้นจั่นส่วนใหญ่ต่อตัวขึ้นไปเองได้เมื่อสูงถึงระดับหนึ่ง  และบางแบบก็สามารถยกตัวขึ้นไปได้เองทั้งหมด

        ปั้นจั่นแบบตั้งเป็นอิสระ  มักยึดติดกับเท้าแขนเหล็กฉากที่ฝังลึกลงไปในคอนกรีต  หรือถ่วงด้วยบล็อกคอนกรีตขนาดมหึมา  ตัวเสาประกอบด้วยชิ้นส่วนเหล็กสูงราว  6  ม.  ยึดไว้ด้วยหมุดหรือสลัก

คลิกค่ะ


รูปสลักหินขนาดยักษ์บนเกาะอีสเตอร์

ประติมากรรมเหล่านี้แกะสลักจากหินปูนแข็งประกอบด้วยเถ้าลาวาจากภูเขาไฟอัดตัวกันเป็นก้อน  หาได้จากยอดภูเขาไฟเตี้ยๆ ชื่อว่า  “ราโนรารากู”  (Rano  Raraku)   ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะ  รูปสลักบางรูปจะมี  “ผมจุก”  ขนาดใหญ่สีแดงอยู่บนหัว  แกะจากหินสโกเรียสีแดง  (scoria)   จุกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดนั้นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.4  ม.  สูง  1.8  ม.  หนัก 11.5  ตัน  แต่ส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กกว่านี้มาก  หินสีแดงนี้ได้จากเหมืองที่ปูนาเปา  ซึ่งเป็นยอดภูเขาไฟเตี้ยๆ  ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้

กำเนิดรูปสลัก  การสลักรูปที่ยังค้างคาอยู่ที่เหมืองหินภูเขาไฟ

คลิกค่ะ


การสร้างสโตนเฮนจ์ อนุสรณ์สถานอันลึกลับ

จากเบื้องบน  ภาพถ่ายทางอากาศของสโตนเฮนจ์อยู่กลางหิมะ  วงกลมที่ล้อมรอบกลุ่มหินคือคันและคูดิน  ถัดออกไปคือหินฮีลและ  “แอเวนิว”   อันเป็นถนนโบราณ  ในรูปจะเห็นมีถนนยุคปัจจุบันตัดผ่าน

             มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งอยู่ในแถบตอนใต้ของประเทศอังกฤษ  ใช้พื้นที่โล่งแจ้งของที่ราบซอลสเบอรีในวิลต์เชอร์  เป็นที่ประกอบพิธีกรรมอยู่นานกว่า  800  ปี  ในช่วงเวลาดังกล่าวมีการสร้างมูนดินขึ้น  2  วง  รวมทั้งแท่งหินที่ตั้งเป็นวงแต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์อีก  2  วง  ปัจจุบันสถานเหล่าที่นี้เรียกกันว่า  “สโตนเฮนจ์”  (Stonehenge)  

คลิกค่ะ


โคลัมบัสค้นพบ  “โลกใหม่ได้อย่างไร

       ก่อน ค.ศ. 1492  ไม่มีชาวยุโรปคนใดรู้แน่ชัดว่าเลยจากหมู่เกาะคานารีและหมู่เกาะอซอร์สออกไปแล้วจะเป็นเช่นไร  เมื่อคริสโตเฟอร์  โคลัมบัสออกเดินเรือไปทางทิศตะวันตกนั้น  เขามุ่งแสวงหาเส้นทางเดินเรือไปสู่  “อินดีส”  (อินเดีย  ตลอดจนดินแดนและหมู่เกาะต่างๆ ในตะวันออกไกล  ต่อมาเรียกว่า  อินดีสตะวันออก)  แต่เขากลับพบทวีปใหม่ซึ่งยังไม่เคยมีนักสำรวจหรือนักภูมิศาสตร์ที่มีชื่อเสียงผู้ใดในทวีปยุโรปรู้ว่ามีอยู่  ต่อมาดินแดนนี้เรียกว่ามุนดุส  โนวุส  (Mundus  Novus)  หรือ  “โลกใหม่”  ซึ่งปัจจุบันคือทวีปอเมริกาเหนือและใต้

                โคลัมบัส  เป็นนักเดินเรือชาวอิตาลีจากเมืองเจนัวผู้ไม่เคยตระหนักเลยว่าตนได้ค้นพบทวีปอเมริกา

คลิกค่ะ


กลลวงตา “สาวน้อยลอยค้าง” 

         นักมายากลแสดงท่าผู้วิเศษ  ร่ายมนต์ด้วยเสียงอันเยือกเย็น  สะกดจิตผู้ช่วยสาวให้ตกอยู่ในภวังค์

         เธอนอนลงตามคำสั่งบนแผ่นกระดานที่มีผ้าคลุมและวางพาดอยู่บนฐานรอง  2  ตัว  ข้างหลังแผ่นกระดานมีเทียนปลอมทำด้วยไม้อัดตั้งอยู่และจุดสว่างด้วยไฟฟ้า  แสงเทียนส่องร่างหญิงสาวที่นอนนิ่งสงบ  คล้ายจะแสดงว่าไม่มีลูกเล่น  “ตุกติก”  แต่อย่างใด

นางลอย กลลอยตัวที่เห็นนี้แสดงบนเวทีละครและอาศัยผ้ามานช่วยบังตา แผ่นกระดานที่หญิงสาวนอนอยู่นั้น มีแท่งเหล็กยื่นจากลังม่านมารองรับไว้    

คลิกค่ะ


กล “แขกไต่เชือก”

        เมื่อความมืดแผ่คลุมหุบเขาแคบๆ ในอินเดีย  นักเล่นกลชาวฮินดูผู้หนึ่งเตรียมแสดงกลไต่เชือกให้ชาวบ้านดู  อาจมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สงสัยใคร่รู้ร่วมวงอยู่ด้วย  คนดูนั่งกันเป็นกลุ่มใต้วงแสงจากตะเกียง  ทุกคนจับตาดูแล้วนักเล่นกลก็ล้วงเชือกปอออกจากตะกร้าหวายโยนขึ้นไปในอากาศหลายครั้งเพื่อให้คนดูเห็นว่าเชือกเส้นนั้นไม่มีอะไรพิเศษ

        แต่เมื่อโยนเชือกขึ้นอีกครั้งเชือกก็เริ่มยกตัวเองได้อย่างน่าอัศจรรย์จนปลายเชือกหายลับไปในความมืด  จากนั้นเด็กชายร่างบางวัย  8  ขวบ  ซึ่งเป็นคู่แสดงก็ตะกายเชือกขึ้นไป  แล้วหายไปในอากาศธาตุ

ตะกายขึ้นฟ้า นักมายากลชาวอังกฤษนาว่า “การาจี” กับ “ไคเดอร์” บุตรชายวัย 11 ขวบ แสดงกลไต่เชือกคู่กันเมื่อปี ค.ศ. 1935

 

คลิกค่ะ


 นักกีฬาตี  “ลูกโค้ง”  ได้อย่างไร

       นักกีฬาประเภทบอล  ไม่ว่าเป็นเบสบอล  ฟุตบอล  กอล์ฟ  เทนนิส  ฯลฯ  จะรู้จัก “สปิน”(Spin)  หรือลูกหมุนกันโดยทั่วไป

       เขาจะใช้ลูกหมุนเพื่อเปลี่ยนทิศทางของลูกเมื่อตกกระทบพื้น  และยังทำให้ลูกวิ่งโค้งได้ด้วย

       เหตุใดลูกหมุนหรือลูกสปิน  จึงวิ่งเป็นเส้นโค้งได้ด้วย  คำถามนี้มีผู้ให้คำตอบเมื่อประมาณ 100 ปีมาแล้วนักฟิสิกส์ชาวอังกฤษชื่อ  ลอร์ด  เรย์ลี  เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “แมกนัส  เอฟเฟ็กต์”(Magnus  Effect)  ตามชื่อนักวิจัยชาวเยอรมัน  เฮนริค  กุสตาฟ  แม็กนัส  ปรากฏการณ์นี้อธิบายได้ว่าขณะลูกหมุนแหวกอากาศไปนั้น  ก็จะดึงเอาอากาศรอบๆให้หมุนไปด้วยอากาศที่เคลื่อนผ่านลูกซีกหนึ่งจะเคลื่อนเร็วขึ้นและอีกซีกหนึ่งจะเคลื่อนช้าลง  ซีกที่อากาศเคลื่อนเร็วขึ้นจะมีแรงดันน้อยกว่า  ลูกจึงวิ่งเป็นเส้นโค้งได้

                ลูกโค้ง   คนขว้างลูกทีมเบสบอล  นิวยอร์ก  เมตส์  ชื่อ  บ็อบ  โอเจดา  (บน)  ขว้างลูกโค้ง  ซึ่งทำให้ทีมชนะการแข่งขัน  เวิลด์  ซีรีส์  ปี  1986  สเตฟาน  เอ็ดเบิร์ก  แชมป์เทนนิสวิมเบิลดัน  ปี 1988   (ล่าง)  ตีลูกท็อป – สปิน  (ดูภาพขยาย)  ซึ่งทำให้ลูกวิ่งโค้งหลังกระทบแรกเก็ต

คลิกค่ะ


 โลกนี้ไม่มีของเสีย

       ในขณะที่โลกยังไม่ได้เจริญทางวัตถุเหมือนในขณะนี้  โลกอาจถือได้ว่าไม่มีของเสียเลย ก็ว่าได้  เพราะว่าของเสียจากคนและสัตว์  ซึ่งได้แก่สิ่งที่คนและสัตว์ขับถ่ายออกมา  เช่น อุจจาระ  และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่คนและสัตว์ขับถ่ายหรือหายใจออกมา  ต่างก็เป็นวัตถุดิบอย่างดีที่พืชนำไปใช้ได้  อุจจาระของคนและสัตว์เป็นอาหารอย่างดีของพืช   และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็เป็นวัตถุดิบอย่างดีที่พืชนำไปใช้ในการปรุงอาหารของพืช(การสังเคราะห์แสง)   และของเสียของพืชก็คือก๊าซออกซิเจนที่เกิดจากกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืชก็คือก๊าซออกซิเจน  พืชจะคายก๊าซออกซิเจนนี้ออกมาทางใบ  แต่ก๊าซนี้ก็กลับกลายมาเป็นก๊าซดีที่คนและสัตว์   คนและสัตว์ต้องการนำก๊าซนี้ไปใช้ในกระบวนการเผาผลาญอาหารให้กลายเป็นพลังงาน

รูปที่ (1) ของเสียจากพืชสัตว์นำไปใช้ ของเสียจากสัตว์พืชนำไปใช้ (วัฏจักรของเสีย)

คลิกค่ะ


ปากกาลูกลื่น

Ball-point Pen

     ปากกาลูกลื่นถูกคิดค้นขึ้นมาในปี ค.ศ. 1943  ที่ประเทศ ฮังการี หลังจากนั้นในปีถัดมา  ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ผลิตขึ้นมาจำหน่าย  แล้วแพร่กระจายออกมาอย่างรวดเร็ว  จนขณะนี้ได้รับการยอมรับในเรื่องของการเขียนลื่น  เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง  แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าการกลิ้งเป็นลูกกลมๆ เล็กๆ  ข้างใน  เป็นเทคนิคที่ทำให้ปากกาใช้เขียนได้   คุณล่ะรู้หรือปล่าว

คลิกค่ะ


โครงการ deep impact

“การชนเพื่อสำรวจ”บนดาวหางเทมเพลวัน(Tempel 1)ประสบความสำเร็จ

    นักวิทยาศาสตร์ของนาซ่าต่างพากันดีใจเมื่อพวกเขาพบเห็นชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่เย็นจัดพวยพุ่งออกมาจากหัวของดาวหาง หลังจากยานลำน้อยที่เรียกว่า “อิมแพ็กเตอร์” (impactor) ปะทะเข้ากับดาวหางตรงบริเวณที่ต้องการไว้อย่างพอดิบพอดี เมื่อเวลา 13.52 น. วันที่ 4 กรกฎาคม ตามเวลาในประเทศไทย

      นอกจากนี้พวกเขายังพบกับความประหลาดใจกับขนาดของการชนที่ใหญ่เกินคาดพร้อมกับความสว่างของสิ่งที่ระเบิดออกมาซึ่งเกินคาดเช่นเดียวกัน

คลิกค่ะ


ชาเขียว

Green Tea

ทุ่งชาเขียวขจี

     เวลามีแขกมาเยี่ยม  ก่อนอื่นก็ต้องเสริฟ์น้ำชาให้ก่อน   หรือชาอาจจะเป็นเครื่องดื่มในเวลาผักผ่อนสบายๆ  หลังอาหาร  คนญี่ปุ่นเนี่ยชอบดื่มชากันมากจริงๆ ว่าแต่ทุกคนเคยเก็บใบชากันรึเปล่า  พวกเราอาจจะพอรู้ว่าใบชาที่หดตัวเล็กลงจะมีเสียงกรอบแกรบ แต่ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ  เรามาลองศึกษาเรื่องนี้กันดูดีกว่า

คลิกค่ะ


กลไกแบบใด ที่ทำให้แผ่นเหยียบของบันไดเลื่อน 

อยู่ในแนวราบได้ตลอดกันนะ ?

คลิกค่ะ


เจ็ดผู้บุกเบิกโลกชีววิทยา

คางคกเกิดจากโคลนตม

                หลายพันปีมาแล้วที่มนุษย์ทึ่งในพลังมหัศจรรย์ที่ดันให้ต้นอ่อนเขียวขจีงอกจากเมล็ดพืชและชูช่อสู่แสงตะวัน  และเฝ้าขบคิดถึงปริศนาที่ทำให้สิ่งมีชีวิตให้กำเนิดลูกหลานที่มีลักษณะเหมือนพ่อแม่  เกษตรกรในสมัยโบราณสรุปง่าย ๆ ว่า  ความลี้ลับแห่งชีวิตเหล่านี้เกิดจากการดลบันดาลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มนุษย์มิอาจหยั่งรู้  ในขณะที่ชาวกรีกรุ่นแรก ๆ พยายามศึกษาเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตในเชิงวิทยาศาสตร์

           อริสโตเติล นักชีววิทยาผู้ยิ่งใหญ่คนแรกอนุมานว่าชีวิตถือกำเนิดจากสัตว์ที่มีพัฒนาการสูงส่ง  พลังงานความร้อนที่มีอยู่ตามธรรมชาติในเมล็ดพันธุ์แห่งเพศผู้จะให้พลังงานและสร้างตัวอ่อนที่ไม่มีรูปร่างชัดเจนขึ้นภายในร่างกายของเพศเมีย  แต่เขาเองยังไม่สามารถไขปริศนาต้นกำเนิดของสัตว์ขนาดเล็กที่ดูเหมือนจะไม่มีเมล็ดพันธุ์หรือไข่ให้เห็นอย่างชัดเจน   พอมาถึงช่วงหลังยุคกลาง  ผู้คนเชื่อเป็นจริงเป็นจังว่าคางคกเกิดมาจากโคลนตม  หนอนแมลงเกิดมาจากเนื้อเน่า  ส่วนงูนั้นเกิดจากผมเปียของหญิงสาวที่ตกลงไปในถังน้ำฝน

คลิกค่ะ


ภาพประกอบการศึกษา

พลังงาน

 

ดวงอาทิตย์-แหล่งกำเนิดพลังงาน ดวงอาทิตย์เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานที่เปรียบเสมือนเตาปฏิกรปรมาณูขนาดใหญ่ โดยพลังงานที่แผ่กระจายออกมานั้นเกิดจากการที่อะตอมไฮโดรเจนรวมตัวกันเป็นอะตอมฮีเลียมภายในใจกลางมีอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 15 ล้านองศาเซลเซียส พลังงานที่ถูกปล่อยออกมาจะอยู่ในรูปของความร้อนและแสงสว่าง  คลิกค่ะ


ภาพประกอบการศึกษา

หิน แร่ของไทย

หินแกรนิต หินแกรนิตเป็นหินอัคนีที่มีมากที่สุด มีกำเนิดในเปลือกโลกลึกมีเนื้อหยาบ มีสีต่างๆ กัน เช่น สีเทา สีชมพู หินแกรนิตมีประโยชน์ในการก่อสร้างต่างๆ  คลิกค่ะ


กุญแจ

     อียิปต์เป็นชนชาติแรกที่ระดิษฐ์กุญแจขึ้นตั้งแต่เมื่อ  4,000  ปีที่แล้ว  ในระยะหลายร้อยปีที่ผ่านมา  ได้มีการปรับปรุงกุญแจให้สามารถใช้งานได้ดียิ่งขึ้น    หลังปี  พ.ศ.  2403  ไลนัส  เยล  จูเนียร์ จดสิทธิบัตรกุญแจทรงกระบอกซึ่งปรับปรุงจากกุญแจที่บิดาของเขาเคยประดิษฐ์ไว้  กุญแจทรงกระบอกยี่ห้อ  “เยล”   ที่ใช้กันทั่วไปทุกวันนี้  เป็นกุญแจที่ผลิตในระบบอุตสาหกรรม  ชนิดแรกที่มีคุณภาพดี  ให้ความปลอดภัยสูง

รูปที่ เมื่อยังไม่สอดลูกกุญแจเข้าไปในรูกุญแจ

คลิกค่ะ


การนำประกายไฟมาใช้

 

            ฟากฟ้าจะสว่างขึ้นมาในทันทีราวกับถูกฉาบด้วย แสงเลเซอร์ในเวลาที่เกิดฟ้าผ่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและเป็นอันตรายพลังงานที่ทรงพลังและแปลกประหลาดนี้คืออะไรกันแน่

            ฟ้าผ่าคือไฟฟ้ารูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง โดยก้อนเมฆจะสะสมพลังงานไฟฟ้าเอาไว้จนมากพอที่จะวิ่งไปมาระหว่างกันหรือผ่าลงมาสู่พื้นดินทำให้เกิดเป็นฟ้าผ่า  คลิกค่ะ


สเต็มเซลล์คืออะไร

     สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือที่เรียกว่าเซลล์ต้นกำเนิด เป็นเซลล์อ่อนที่พร้อมจะเจริญเติบโต แบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ และเปลี่ยนแปลงเพื่อไปทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง เซลล์แต่ละเซลล์ในร่างกายของมนุษย์จะทำหน้าที่จำเพาะอย่างใดอย่างหนึ่งโดยไม่ย้อนกลับมา ซึ่งเซลล์ที่พัฒนาไปจนสุดทางจนเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง ตัวอย่างเช่น เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ หรือเซลล์สมอง เซลล์เหล่านี้เมื่อตายไปแล้ว จะไม่มีเซลล์ใหม่มาทดแทน ในขณะเดียวกันร่างกายของคนเราก็ยังมีเซลล์อีกกลุ่มหนึ่งที่สามารถเติบโตได้อีก โดยสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดพวกนี้สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้   คลิกค่ะ


แสง

คลื่นที่เปิดเผยความมหัศจรรย์ของเอกภพ

                แสงประกอบด้วยคลื่นเช่นเดียวกับคลื่นวิทยุ  คลื่นรังสีความร้อน  คลื่นรังสีอุลตราไวโอเลต  คลื่นรังสีเอ๊กซ์  และคลื่นรังสีแกมมา  คลื่นทุกชนิดเหล่านี้คือคลื่นรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นต่างๆ  กัน  ประสาทตาของเราไม่มีความไวต่อคลื่นวิทยุและคลื่นความร้อน  เพราะมีความยาวคลื่นยาว  ส่วนคลื่นแสงมีความยาวคลื่นพอเหมาะกับประสาทตา  ฉะนั้นตาจึงมีความไวต่อแสง  รังสีเอ๊กซ์และรังสีแกมมามีความยาวคลื่นสั้นเกินไป  จึงไม่กระตุ้นประสาทตาเช่นเดียวกับคลื่นแสง  ถ้าสังเกตดูความยาวคลื่น  ตั้งแต่คลื่นยาวมากเช่นคลื่นวิทยุ  จนถึงคลื่นที่สั้นมาก  เช่น  คลื่นรังสีเอ๊กซ์  และรังสีแกมมา จะเห็นว่าคลื่นยิ่งสั้นยิ่งมีพลังงานมากขึ้นทุกที  ตัวอย่าง  เช่น  รังสีอุลตราไวโอเลตที่มองไม่เห็น  มีความยาวคลื่นสั้นกว่าแสงมาก  รังสีอุลตราไวโอเลตมีอยู่ในแสงอาทิตย์  แต่โชดดีที่บรรยากาศเบื้องบนช่วยกั้นรังสีอุลตราไวโอเลตปริมาณมากๆ  อาจทำอันตรายต่อผิวหนังได้  ส่วนรังสีเอ๊กซ์และรังสีแกมมายิ่งมีอันตรายมากว่ารังสีอุลตราไวโอเลตขึ้นไปอีก  เพราะความยาวคลื่นสั้นกว่า  การที่รังสีเอ๊กซ์มีพลังงานมากนี้เอง  จึงสามารถทะลุผ่านวัตถุต่างๆ  ได้แม้แต่วัตถุที่แสงผ่านไม่ได้  ตัวอย่างในเรื่องนี้ได้แก่การที่รังสีเอ๊กซ์อาจทะลุผ่านเนื้อหนังเข้าไปจนถึงกระดูกได้

แสงของธรรมชาติ

ดวงอาทิตย์ แหล่งกำเนิดแสงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

คลิกค่ะ


แสงเหนือและใต้

แสงประหลาดบนท้องฟ้าอาร์กติก

               ในบางคืนบางท้องฟ้าของตำบลซึ่งอยู่ในแถบละติจูดสูงทั้งทางซีกโลกภาคใต้  ชาวโลกแถบนั้นอาจได้เห็นแสงเรืองแวบวาบเป็นม่านย้อย  หรือเป็นเส้นสายหรือคล้ายเปลวไฟมีสีต่างๆ  ปรากฏอยู่บนท้องฟ้า  ปรากฏการณ์เช่นนี้มักเกิดบ่อยครั้งในฤดูใบไม้ผลิ  และฤดูใบไม้ร่วงและมีชื่อเรียกว่า  แสงเหนือ  หรือแสงใต้  แล้วแต่ว่าเกิดขึ้นในบริเวณใกล้ขั้วเหนือหรือขั้วใต้ของโลก การเกิดแสงเหนือแสงใต้ขึ้นในบรรยากาศของโลก  มีความสัมพันธ์กับการปรากฏของกลุ่มจุดบนดวงอาทิตย์  แสงเหนือแสงใต้มักเกิดภายหลังปรากฏการณ์ลุกจ้า  หรือการระเบิดบนดวงอาทิตย์ประมาณหนึ่งวัน  ซึ่งทำให้สันนิษฐานว่า  สิ่งที่มาทำให้เกิดแสงเหนือแสงใต้ขึ้นนี้  เดินทางมายังโลกจากบริเวณลุกจ้าบนดวงอาทิตย์  ด้วยความเร็ว  1,600  กิโลเมตรต่อวินาที

                แสงสีนี้เกิดขึ้นเนื่องจากในบางขณะดวงอาทิตย์ได้ส่งกระแสอิเลคตรอนจากพื้นผิวของดวงอาทิตย์มายังโลก  อิเลคตรอนนี้จะถูกสนามแม่เหล็กบังคับให้เบนไปสู่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้  ณ  ที่นั้นอิเลคตรอนจะกระทบกับอะตอมและโมเลกุลของอากาศในบรรยากาศชั้นบน  ทำให้อะตอมและโมเลกุลของอากาศแตกตัวเป็นอิออนไฟฟ้าเปล่งแสงสีออกมา

คลิกค่ะ


อลูมิเนียม

น้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่ง

      อลูมิเนียม เป็นโลหะที่มีน้ำหนักเบาเป็นอันดับสี่โลหะผสมของอลูมิเนียมใช้กันมากในการสร้างเครื่องบินอลูมิเนียมหนักเพียงหนึ่งในสามของเหล็ก  และสามารถนำไฟฟ้าได้ดี  ในผิวโลกมีอลูมิเนียมมากกว่าโลหะอื่นๆ  ในดินเหนียวอลูมิเนียมเกือบหนึ่งในสี่โดยน้ำหนัก  แต่การแยกอลูมิเนียมบริสุทธิ์จากดินทำได้ไม่ง่ายนัก  เขามักแยกอลูมิเนียมจากแร่  ชื่อ  บอกไซต์  (Bauxite) ซึ่งมีอลูมิเนียมมากกว่าดิน  แร่นี้มีมากในทวีปอเมริกา  (ประเทศแคนาดามีมากที่สุด)  และในออสเตรเลีย  ในประเทศอื่นก็มีบ้างเหมือนกันอลูมิเนียมมีอยู่ในรัตนชาติบางชนิด  เช่น  พลอยและทับทิม เป็นต้น  แร่กากกะรุน  (Emery)  คือออกไซด์ของอลูมิเนียมเรารู้จักอลูมิเนียมนานกว่า  140  ปี  แต่เนื่องจากราคาแพงจึงมิได้มีผู้ใช้กันแพร่หลาย  ตราบจนกระทั่งถึงสมัยที่อาจผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ในราคาต่ำจากน้ำตก  โลหะนี้จึงมีราคาถูกลงเพราะการแยกอลูมิเนียมจากแร่ทำโดยวิธีไฟฟ้าได้ดีกว่าอย่างอื่น  คลิกค่ะ


วิวัฒนาการคอมพิวเตอร์

อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2488 ถึง พ.ศ. 2501 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้หลอดสุญญากาศซึ่งใช้กำลังไฟฟ้าสูง จึงมีปัญหาเรื่องความร้อนและไส้หลอดขาดบ่อย ถึงแม้จะมีระบบระบายความร้อนที่ดีมาก การสั่งงานใช้ภาษาเครื่องซึ่งเป็นรหัสตัวเลขที่ยุ่งยากซับซ้อน เครื่องคอมพิวเตอร์ของยุคนี้มีขนาดใหญ่โต เช่น มาร์ค วัน (MARK I), อีนิแอค (ENIAC), ยูนิแวค (UNIVAC)

มาร์ค วัน

คลิกค่ะ


ปัจจัยก่อให้เกิดสึนามิ

คลิกค่ะ


ยานอวกาศ

คลิกค่ะ


แนะนำการสร้างระเบิดปรมาณูสำหรับบ้านของท่าน

ถ้าท่านมี “A-Bomb” ติดบ้านไว้สักลูก ท่านไม่ต้องหวั่นเกรงมนุษย์หน้าไหนทั้งสิ้น ไม่ต้องหวาดผวาต่อภัยคุกคามทั้งภายในและภายนอกอีกต่อไปเมื่อไรที่ท่านรู้สึก “เซ็ง” ท่านอาจทดทองใช้ดูได้ทันที..และไม่แน่..ท่านอาจจะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่จนคับฟ้าไปเลยก็ได้

                เอาละครับท่านคิดอยากจะมี เอ-บอมบ์ ติดบ้านไว้ซักลูกก็ขอให้ติดตามรายละเอียดได้เลย..ก่อนอื่นใดทั้งหมด ท่านจะต้องทำความเข้าใจกับทฤษฎีและหลักการของระเบิดแบบปฏิกิริยานิวเคลียร์ลูกโซ่เสียก่อน..ระเบิดปรมาณูมันระเบิดขึ้นมาได้อย่างไร ..ง่ายมากครับ..หลักการมีอยู่ว่า.. “เอายูเรเนี่ยม-235  หรือพลูโตเนี่ยมก็ได้ ในปริมาณเท่ากันสองก้อน มาวางประกอบกันให้ดี ในชั่วเวลาหนึ่งมันจะเกิดระเบิดด้วยตัวของมันเอง”...ง่ายไหมครับ

ระเบิดลูกแรกถล่มที่เมืองฮิโรชิมา  ประเทศญี่ปุ่น

คลิกค่ะ


บั้งไฟพญานาค

มหัศจรรย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขง

สังเกตว่า  ลูกไฟนี้หากขึ้นกลางโขงจะเบนเข้าหาฝั่ง  หากขึ้นใกล้ฝั่งจะเบนออกกลางโขง  ลูกไฟนี้จะขึ้นเฉพาะวันออกพรรษาเท่านั้น  แต่ถ้าหากวันพระไทยไม่ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ ของลาว  ลูกไฟนี้ก็จะไม่ขึ้น  ปีไหน (วันออกพรรษา)  ตรงกันทั้งไทย และ ลาว  ลูกไฟนี้จะขึ้นมาก  เชื่อกันว่าที่ เขต  อ.โพนพิสัย  มีเมืองบาดาล อยู่ใต้พื้นดินและเป็นทางออกสู่เมืองมนุษย์  เรียกว่า  เป็นเมืองหน้าด่านจึงมีบั้งไฟพญานาค  เกิดขึ้นเป็นประจำที่นี้  ส่วนเมืองหลวงนั้นอยู่ที่  แก่งอาฮง  อ.บึงกาฬ ที่ว่าอย่างนั้นเพราะที่แก่งอาฮง  เมื่อหน้าแล้งจะมีสะดือแม่น้ำโขง  ตลอดความยาวของแม่น้ำโขง ที่ไหลผ่านหลายประเทศ  ตรงที่ลึกที่สุดก็อยู่ที่แก่งอาฮง  เมื่อหน้าแล้ง ชาวประมงวัดโดยใช้เชือกผูกก้อนหินหย่อนลงไปได้  99 วา  ที่นี้จะมีลูกไฟขึ้นเป็นสีเขียวนวล  บ่อยครั้งที่ชาวลุ่มแม่น้ำโขงต้องเสียชีวิตลงในระหว่างการเดินทางทางน้ำ  พวกเขาเชื่อว่าเป็นการกระทำผิดต่อเจ้าแม่สองนาง หรือ  เทพเจ้าทางน้ำ  จึงถูกลงโทษเหตุนี้เรียกว่า “เงือกกิน” “เงือก, งู”  เป็นสิ่งเดียวกันกับพญานาค แต่พญานาคนั้นมีภพเป็นที่อยู่อีกมิติหนึ่ง  สามารถแปลงร่างได้หลายชนิด  แปลงกายเป็นมนุษย์  หรือ  อะไรก็ได้  เพียงแค่คิดเท่านั้นรูปร่างก็เปลี่ยนไปแล้ว จึงได้ปรากฏอยู่บ่อยๆ ว่ามีคนเห็นงูใหญ่ หรือเห็นคนเดินลงไปในน้ำ  หรือหลายครั้งที่มีคนพบรอยประหลาดแต่ก็เชื่อว่าเป็นรอยพญานาคที่เกิดขึ้นในเขต  อ.โพนพิสัยหรือที่อื่น ๆ แม้แต่กลางกรุงเทพ ฯ ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว  แต่หากคิดว่าทำไมและเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น และทำไมจะต้องเกิดขึ้นเฉพาะในวันออกพรรษาเท่านั้น และจะต้องตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ ของลาวจึงเชื่อได้ว่าพญานาค   มีสัญชาติเชื้อชาติ ลาว  ถึงแม้จะเกิดขึ้นทางฝั่งไทยก็ตาม

คลิกค่ะ


วิวัฒนาการของการสื่อสารและเทคโนโลยี

    ในปัจจุบันนี้เราสามารถติดต่อสื่อสารกับคนทั่วโลกได้สะดวกมาก แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ การสื่อสารได้มีวิวัฒนาการมาหลายยุคหลายสมัย ผู้เขียนจะกล่าวถึงวิวัฒนาการของการสื่อสารตั้งแต่ยุคแรกของมนุษย์ดังนี้ เชื่อกันว่าการสื่อสารระยะไกลของมนุษย์ในยุคแรกๆน่าจะเป็นการการตีเกราะ เคาะไม้ การส่งเสียงต่อเป็นทอดๆ และการส่งสัญญาณควัน

รูปที่ (1) การสื่อสารด้วยการตีกลองให้สัญญาณ

คลิกค่ะ


หลุมดำคืออะไร (อ.สุชาติ)

    นอกจากนี้ถ้าท่านเคยใช้ซีอิ๊วขาวในการปรุงอาหาร  ท่านก็จะทราบว่าซีอิ๊วขาวนั้นสีดำ   และถ้าท่านรู้จักนักมวย ชื่อขาวผ่อง  ท่านก็จะทราบว่าขาวผ่องเป็นนักมวยผิวดำ   ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อจะชี้ให้ท่านได้ทราบว่า  ชื่อหลายชื่อไม่ได้สื่อความหมายแบบตรงไปตรงมา   ” หลุมดำ ”  ก็เช่นเดียวกัน  หลุมดำไม่ได้หมายถึงหลุมที่ดำๆ   เพราะฉะนั้นถ้าท่านไปเจอหลุมดำๆที่ไหน ผู้เขียนรับรองเลยว่านั่นไม่ใช่หลุมดำ(black hole)   หลุมดำเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง(เพราะว่าไม่มีแสงสว่างในตัวเอง)  ที่แตกต่างจากดาวเคราะห์ทั่วไปคือ  หลุมดำเป็นดาวเคราะห์ที่มีมวลมายมายมหาศาล   มีมวลมากกว่าดาวทุกดวงที่ท่านเคยรู้จัก   และการที่หลุมดำมีมวลมากมายมหาศาลนี้ทำให้มันมีแรงดึงดูดที่มากมายมหาศาลเช่นเดียวกัน    ดูดได้แม้กระทั่งแสงสว่างและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทุกชนิด    ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ทำให้นักดาราศาสตร์ไม่สามารถศึกษาหรือทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลุมดำได้มากนัก   แต่ในอนาคต เมื่อวิทยาการก้าวหน้ามากกว่านี้เราอาจจะทำการศึกษาธรรมชาติของหลุมดำได้มากกว่านี้ เนื่องจากเราไม่สามารถมองเห็นหลุมดำได้   แต่ถ้าเราเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบหลุมดำได้  เราก็จะเสมือนว่าได้เห็นหลุมดำแล้ว

 รูปแบบจำลองของหลุมดำ(black hole)

คลิกค่ะ


ลูกโป่งยาง

Rubber Balloon

     คนเรานั้นไม่สามารถบินไปในท้องฟ้าได้  แต่ก็หลงไหลใฝ่ฝันที่จะบินไปในท้องฟ้า  หรือไปสำรวจอวกาศ การที่เด็กทารกเห็นลูกโป่งแล้วหัวเราะนั้น  ไม่แน่อาจจะเกี่ยวข้องกันกับความคิดนี้ก็ได้  ว่าแต่ว่าคุณเป่าลูกโป่งได้มั้ย  บางคนก็อาจไม่ชอบรสชาติของยางเวลาเป่า  บางทีก็ทรมานก้บการปวดเมื่อยแก้ม  ว่ายังไงนะ!   ไม่เคยคิดถึงเรื่องพวกนี้  แต่กลัวเวลาลูกโป่งแตกมากว่ายังงั้นเหรอ !!

คลิกค่ะ


13 ข้อค้นพบทางฟิสิกส์ที่กระเทือนชีวิตมนุษย์

หลายศตวรรษที่ผ่านมามีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์มากมายที่กระทบต่อวิถีชีวิตและวิธีคิดของผู้คน "ไซน์แชนแนล" (Science Channel) ซึ่งเป็นรายการวิทยาศาสตร์ของช่อง "ดิสคัฟเวอร์รี" (Discovery Channel) ได้นำเสนอสุดยอดการค้นพบที่สำคัญต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ใน 8 สาขา สำหรับวันนี้เอาใจผู้อ่านที่ชื่นชอบฟิสิกส์ ด้วย 13 ข้อค้นพบที่โยงใยกลายเป็นรากฐานสำคัญแห่งวงการวิทยาศาสตร์
       
       ....
ไปดูกันว่าข้อค้นพบเหล่านี้ เป็นสุดยอดทางฟิสิกส์ที่ตรงกับใจท่านหรือไม่....

การลุกขึ้นมาแย้งแนวคิดของอริสโตเติลเรื่องการตกของวัตถุถือเป็นความกล้าหาญอย่างยิ่งของกาลิเลโอ

คลิกค่ะ


 

1.การค้นพบออกซิเจน (Oxygen) ในช่วงปี ค.ศ.1770
       
       หลังจากที่อองตวน ลาวัวซิเอร์ (Antoine Lavoisier) ได้จำแนกธาตุ จากนั้น "โจเซฟ เพรสลีย์" (Joseph Presley) ก็ได้ค้นพบออกซิเจน เขาได้ผลิตออกซิเจนในหลายๆ การทดลอง และนำไปใช้ในการเผาไหม้รวมถึงกระบวนการหายใจ จากนั้นเขานำก๊าซที่ได้จากกระบวนดังกล่าว (คาร์บอนไดออกไซด์) ไปละลายในน้ำ ทำให้ได้กรดคาร์บอนิก แต่เขาก็ไม่ทราบถึงความสำคัญของการค้นพบ และเรียกก๊าซนั้นว่า “ก๊าซติดไฟ” (dephlogisticated air) ลาวัวซิเอร์เป็นคนแรกที่เรียกก๊าซดังกล่าวว่า “ออกซิเจน” ซึ่งเป็นภาษากรีกที่แปลว่า "ผู้ทำให้เกิดกรด" เพราะเขาเข้าใจว่ากรดจะต้องมีออกซิเจนรวมอยู่ด้วยเสมอ ทั้งที่จริงแล้วไม่ถูกต้อง เนื่องจากมีกรดมากมายที่ไม่มีออกซิเจนรวมอยู่ด้วย แต่ลาวัวซิเอร์ก็ได้วางรากฐานในการตั้งชื่อฐาตุต่างๆ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของระบบการศึกษาเคมียุคใหม่  คลิกค่ะ


 

     ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน   หน่วยงานต่างๆมักจะใช้ลายพิมพ์นิ้วมือเป็นสัญลักษณ์แทนบุคคล (เพราะว่าลายนิ้วมือเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคน ไม่มีใครลายนิ้วมือเหมือนกัน)   เนื่องจากคนในอดีตส่วนใหญ่เขียนหนังสือไม่ได้  แต่ปัจจุบันคนส่วนใหญ่เขียนหนังสือได้แล้ว  บางหน่วยงานหรือบางเรื่องจึงมีการใช้ลายมือชื่อหรือลายเซ็นเป็นสัญลักษณ์ของบุคคล  แทนการใช้ลายพิมพ์นิ้วมือ   แต่การใช้ลายเซ็นเป็นสัญลักษณ์แทนบุคคล   มีปัญหาค่อนข้างมาก  เพราะว่ามีหลายคนสามารถปลอมลายเซ็นได้เหมือนมาก  จึงมีปัญหาเกิดขึ้นกับธนาคารหลายแห่ง  เพราะว่ามีคนปลอมลายเซ็นแล้วสามารถเบิกเงินออกไปได้    ท่านผู้อ่านก็ทราบว่าในปัจจุบันมีบางหน่วยงานที่ยังคงใช้ลายพิมพ์นิ้วมือเป็นสัญลักษณ์แทนบุคคลอยู่  เช่น  โรงรับจำนำทุกแห่ง สถานีตำรวจ  ศาล  เรือนจำ และ สถานธนานุบาล  ฯลฯ

   รูปที่ (1แสดงให้เห็นว่าทุกคนมีรายพิมพ์  DNA ที่แตกต่างกัน

 ยกเว้นฝาแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกัน

คลิกค่ะ


 

 

  โลกล้อมรอบด้วยส่วนที่เป็นอากาศภาค  หรือเรียกว่าบรรยากาศ  ประกอบด้วยก๊าซต่างๆ  ที่ช่วยให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้บนพื้นผิวโลก   แถบอากาศที่ล้อมรอบโลกนี้อยู่ห่างไกลออกไปจากพื้นโลกไม่มีขอบเขตชัดเจน  โดยอากาศจะค่อยๆ เบาบางลงจนเป็นส่วนที่เรียกว่าอวกาศ  แต่อย่างไรก็ตาม  แรงดึงดูดของโลกจะช่วยดูดดึงให้ก๊าซต่างๆ  ปริมาณมากกว่าร้อยละ 80  ให้คงไว้ในช่วงความสูงประมาณ 20  กิโลเมตรจากพื้นโลก  อากาศภาคช่วยให้การป้องกันไม่ให้รังสีอัลตราไวโอเล็ตจากดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต  ผ่านเข้ามาถึงผิวโลก  และยังช่วยเป็นฉนวนกันความร้อนที่ห่อหุ้มโลก  โดยป้องกันไม่ให้ได้รับความร้อนสูงเกินไปจากดวงอาทิตย์  และป้องกันไม่ให้สูญเสียความร้อนกลับขึ้นไปในอวกาศ  ความเป็นฉนวนทางธรรมชาติของอากาศภาคนี้  อาจถูกทำลายไปได้โดยผลจากสภาวะเรือนกระจก (green house effect  )  ด้วยการที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  ถูกสร้างเพิ่มขึ้นในชั้นบรรยากาศ  ทำให้ปิดกั้นความร้อนได้มากขึ้น    บริเวณใกล้ผิวโลกความแตกต่างของอุณหภูมิและความกดอากาศจะทำให้เกิดการหมุนเวียนของอากาศระหว่างบริเวณศูนย์สูตรและบริเวณขั้วโลก  การหมุนเวียนของอากาศร่วมกับพลังคอริออลิส (Coriolis  force)    เนื่องจากการหมุนของโลกทำให้เกิดลมประจำพัดใกล้พื้นผิวโลก  และเกิดกระแสลมกรด  (jet streams)  ในส่วนที่สูงจากพื้นโลก

Jet Stream

กระแสลมกรด

คลิกค่ะ


สภาพอากาศ

Weather

      สภาพอากาศ-weather   เป็นคำที่ใช้แสดงภาวะของอากาศภาคตามช่วงเวลาของบริเวณใดบริเวณหนึ่ง  ภูมิอากาศ  - climate  เป็นสภาวะเฉลี่ยของสภาพอากาศของบริเวณกว้างๆ  ในช่วงเวลาหนึ่ง   สภาพอากาศจะอธิบายถึงสภาวะของอุณหภูมิ  เมฆ  ฝน  และหิมะ   บริเวณที่มีสภาพอากาศดี  -Fine  weather  -  จะมีสภาวะความกดอากาศสูง  โดยอากาศจะลดระดับลงต่ำ  บริเวณที่สภาพอากาศมีเมฆมาก  -Cloudy-  มีความชื้นสูง  จะมีความกดอากาศต่ำ  อากาศจะลอยตัวสูงขึ้น   ทำให้สภาพอากาศบริเวณนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ง่าย   สภาวะอากาศเช่นนี้  เกิดในบริเวณเส้นละติจูดอบอุ่น-temperate  latitudes   ซึ่งเป็นบริเวณที่อากาศร้อนพบกับอากาศเย็น   จากบริเวณแนวขั้วโลก  (polar  fronts)  ในเขตนี้วงจรหมุนของอากาศที่มีความกดดันต่ำ  ซึ่งรู้จักกันว่า  ดีเปรสชั่น  - depressions  (  พายุหมุนในละติจูดกลาง  - mid-latitude  cyclones)   จะเกิดขึ้นบ่อยๆ  ดีเปรสชั่นมักจะประกอบด้วยส่วนของลมร้อน  เริ่มจากแนวอากาศอบอุ่น  - warm  front  ไปจนถึงแนวอากาศเย็น  -cold  front     เมื่อแนวอากาศทั้งสองประทะกัน  ทำให้เกิดแนวอากาศรวม  -occluded   front   อากาศร้อนจะดันตัวสูงขึ้น ทำให้บริเวณนั้นมีสภาพความกดอากาศลดต่ำลงอย่างรุนแรง  มีผลทำให้เกิดพายุหมุนเฮอริเคน -hurricane   (  พายุหมุนที่เกิดขึ้นในสภาวะอากาศแบบเดียวกัน  ได้แก่  ไต้ฝุ่น   - typhoon  หรือพายุโซนร้อน  - tropical  cyclone )   สภาวะอากาศนี้จะทำให้เกิดฝนตกอย่างรุนแรง  และมีลมพัดแรงเป็นพิเศษ

คลิกค่ะ


หลอดเรืองแสง

                ถ้าย้อนหลังกลับไปจนถึงปี พ.ศ. 2439  เมื่อโทมัส อัลวาเอดิสันได้คิดประดิษฐ์หลอดเรืองแสงรุ่นแรกทีสามารถทำงานได้นั้นหลอดไฟฟ้าชนิดนี้ก็ยังมิได้มีการผลิตออกมาในเชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง จนกระทั่งได้มีการค้นคิดดัดแปลงให้มีลักษณะสมบูรณ์ทันสมัยขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2481  ราวช่วงต้นของสองทศวรรษที่ผ่านมามีการใช้หลอดเรืองแสงเพื่อให้แสงสว่างเป็นจำนวนกว่าครึ่งหนึ่งของอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในการให้แสงสว่างทั้งหมดที่มีใช้อยู่ในสหรัฐอเมริกาเองได้มีการผลิตหลอดเรืองแสงเป็นจำนวนสูงถึงกว่า 300 ล้านหลอด

                การที่หลอดเรืองแสงได้รับความนิยมใช้สูง เพราะสาเหตุหลักในแง่ของความประหยัด ทั้งนี้เพราะหลอดไฟฟ้าชนิดนี้ สามารถให้ความสว่างได้มากกว่าหลอดไฟฟ้าชนิดจุดไส้หลอด     ธรรมดาถึง 5 เท่าตัว  ในปริมาณการกินกำลังวัตต์ไฟฟ้าที่เท่ากัน  และถึงแม้ว่าราคาจะสูงกว่าแต่อายุการใช้งานก็ยาวนานกว่ามาก ดังนั้น เมื่อเทียบกันแล้วยังเรียกได้ว่าเป็นการลงทุนที่ต่ำและคุ้มค่ากว่า นอกจากนั้นแล้ว ในปัจจุบันนี้ ได้มีการพัฒนาหลอดเรืองแสงให้ก้าวหน้าไปกว่าเดิมมาก สามารถใช้งานได้กว้างขวางขึ้นและยังเพิ่มความสวยงามของแสงสีให้น่าดูขึ้นอีกด้วย โดยแต่เดิม แสงจากหลอดเรืองแสงซึ่งมีเพียงสีขาวออกน้ำเงินจางๆ นั้น ปัจจุบันสามารถทำให้มีแสงสีได้เกือบจะทุกสีตามต้องการได้ ส่วนรูปร่างลักษณะของหลอดที่เคยเป็นเพียงหลอดตรงยาวธรรมดาก็จะมีทั้งชนิดวงกลมหรือแม้แต่เป็นหลอดรูปตัวยู (U) นอกจากนี้ยังมีหลอดเรืองแสงชนิดพิเศษสำหรับใช้ในงานเกษตรกรรมและสำหรับฆ่าเชื้อโรคด้วย


เตาอบไมโครเวฟ

              เตาอบไมโครเวฟใช้คลื่นความถี่สูง จะแตกต่างจากเตาหุงต้มอาหารชนิดที่ใช้แก๊สหรือใช้ไฟฟ้า ซึ่งจะเปลี่ยนพลังงานเชื้อเพลิงหรือพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานความร้อนนี้จึงถ่ายเทสู่อาหารต่อไป ส่วนเตาอบไมโครเวฟจะสร้างคลื่นไมโครเวฟซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่ของคลื่นสูงกว่าความถี่ของคลื่นวิทยุธรรมดามาก คือประมาณใกล้เคียงกับความถี่ของคลื่นแสง คลื่นไมโครเวฟจะกระตุ้นโมเลกุลของอาหารให้มีการเคลื่อนไหวได้ด้วยอำนาจแม่เหล็กทำให้อาหารร้อนขึ้นได้เร็วกว่าเมื่อใช้เตาอบธรรมดา และเนื่องจากความร้อนซึ่งเกิดจากการกระตุ้นด้วยคลื่นไมโครเวฟจะเกิดขึ้นลึกลงไปจากผิวหน้าของอาหารประมาณ ¾ นิ้วเท่านั้น ดังนั้น หลังจากที่นำอาหารออกจากเตาอบไมโครเวฟแล้วจะต้องวางทิ้งไว้สักครู่เพื่อให้ความร้อนที่ยังคงมีอยู่ภายในตัวอาหารกระจายไปทั่วๆ ทำให้อาหารสุกเสมอกัน และในบางกรณี ถ้าต้องการทำให้ผิวหน้าของอาหารมีลักษณะเกรียม ก็จำเป็นที่จะต้องใช้การทำให้เกรียมด้วยวิธีการหุงต้มแบบเดิม และเนื่องจากคลื่นไมโครเวฟอาจทำลายเนื้อเยื่อผิวหนังของคนได้ ดังนั้น การใช้งานเตาอบไมโครเวฟจึงต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตอย่างเคร่งครัด

คลิกค่ะ


เครื่องถ่ายเอกสาร

   ปี พ.ศ. 2478 นักฟิสิกส์ชื่อเชสเตอร์ เอฟ.คาร์ลสัน ได้จดสิทธิบัตรกระบวนการทำสำเนาอย่างง่าย ซึ่งได้เปลี่ยนโฉมงามในสำนักงานไปมาก คาร์ลสันเริ่มต้นจากการคิดค้นทำแบบพิมพ์สีเขียวและเอกสารอื่นๆ ในปี พ.ศ. 2481 เขาได้ค้นพบวิธีทำสำเนาอย่างหยาบโดยใช้ประจุไฟฟ้า (คล้ายกับไฟฟ้าสถิต) กระบวนการดังกล่าวเรียกว่า Xerography ซึ่งมาจากภาษากรีกสองคำ คือ Xerox และ graphics ซึ่งแปลว่า แห้ง และ พิมพ์ ตามลำดับ ดังนั้น Xerography จึงหมายถึงการพิมพ์แห้ง  คลิกค่ะ


เครื่องวัดความลึก

                ตั้งแต่โบราณกาลจนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องมือชนิดเดียวที่นักเดินเรือใช้วัดความลึกของท้องทะเล คือ ลูกดิ่งน้ำหนักมากซึ่งมีเลขบอกระยะ ลูกดิ่งจะถูกทิ้งลงสู่ก้นทะเลเพื่อบอกความลึกของน้ำซึ่งจะอ่านค่าได้จากสายของลูกดิ่ง แต่ในระยะต้นของสงคราม กองเรือดำน้ำซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายชาติต้องทำการค้นคว้าเกี่ยวกับท้องทะเลกันอย่างจริงจัง ผลที่ได้คือ การวัดระยะในน้ำด้วยการสะท้อนคลื่นเสียงหรือโซนาร์เมื่อสงครามสงบ โซนาร์ได้รับการดัดแปลงอย่างรวดเร็วเพื่อใช้ในการพาณิชย์ ปัจจุบันโซนาร์เป็นเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีประโยชน์มากที่สุดของนักเดินเรือ

 

    อุปกรณ์ดำน้ำสกูบา มาจากคำว่า scuba ซึ่งย่อมาจาก self – contained underwater breathing apparatus เป็นอุปกรณ์สำหรับใช้ในการดำน้ำลึก มีส่วนประกอบสำคัญ คือ ถังอากาศซึ่งจะถูกรัดติดอยู่ที่หลังของนักดำน้ำและเรกกูเรเตอร์  รูปที่ 1 เป็นอุปกรณ์ดำน้ำสกูบาแบบเรกกูเรเตอร์สองส่วน ท่อหายใจเดี่ยว เรกกูเรเตอร์ส่วนที 1 และส่วนที่ 2 จะทำหน้าที่ลดความดันสูงของอากาศอัดที่ออกจากถังอากาศให้มีความดันสมดุลกับความดันของน้ำที่อยู่รอบตัวของนักดำน้ำ เพื่อให้เป็นอากาศที่เหมาะสมสำหรับการหายใจ เมื่อนักดำน้ำหายใจเข้าและหายใจออก ลิ้นของเรกกูเรเตอร์จะเปิดและปิดเพื่อจ่ายอากาศออกมาเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เครื่องมือสมัยใหม่จะช่วยให้นักดำน้ำที่อยู่ภายใต้แรงกดของน้ำในที่ลึกสามารถหายใจได้อย่างสะดวกเหมือนกับอยู่บนผิวน้ำเลยที่เดียว


คีมล็อค

    เครื่องมือที่ช่างจะขาดเสียมิได้คือ คีม กุญแจเลื่อน ปากกา (หนีบจับวัตถุ) และคีมตัด จึงเห็นได้ชัดว่าคีมล็อคเป็นเครื่องมืออเนกประสงค์ที่รวมเอาจุดเด่นของเครื่องมือทั้งสี่มารวมเข้าไว้ด้วยกัน คีมล็อคจะให้แรงบีบกว่าหนึ่งตันในอุ้งมือของผู้ใช้ทั้งยังสามารถปรับระยะให้บีบวัตถุใดๆ ตั้งแต่เล็กจิ๋วเรื่อยขึ้นไปถึงขนาด 1 ½ นิ้ว ฟันหยักและแรงบีบมหาศาลช่วยให้คีมล็อคสามารถจับวัตถุที่มีพื้นผิวไม่สม่ำเสมอหรือหัวน็อตที่เยินสิ้นสภาพไปแล้ว กลไกล็อคจะช่วยให้ฟันหยักบีบวัตถุทิ้งคาไว้ได้โดยผู้ใช้ปล่อยมือไปทำงานอย่างอื่นได้ แรงกดบนด้ามจะส่งแรงบีบเพิ่มไปหลายเท่าบนฟันหยัก

คลิกค่ะ


อุปกรณ์ฉีดพ่น

        อุปกรณ์ฉีดพ่น เป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วซึ่งเรามักจะเรียกว่า สเปรย์ เช่น สเปรย์ปรับอากาศ สเปรย์ฉีดผม ยาฆ่าแมลง หรือสีชนิดสเปรย์ เป็นต้น อุปกรณ์ฉีดพ่นมักจะเป็นรูปทรงกระบอกก้นมีลักษณะเว้าเข้าเพื่อให้สามารถรับความดันสูง ๆ จากภายในได้ ส่วนฝาบนเป็นรูประฆัง กลไกการทำงานประกอบด้วยลิ้นแบบกดปุ่มใส่สปริงดันให้ลิ้นปิดตลอดเวลา มีท่อจุ่มต่อจากลิ้นและจุ่มลงไปในของผสมระหว่างสารที่จะฉีดพ่น (ยาฆ่าแมลง, สี ฯลฯ) กับน้ำยาขับดัน

               

คลิกค่ะ


ประเพณีลอยกระทง

เทศกาล ลอยกระทง

     

    ลอยกระทง หมายถึง ชื่อพิธีอย่างหนึ่ง ตรงกับคืนวันเพ็ญ เดือน 12 มีการ จุดธูป เทียน ปักบนสิ่งที่ไม่จมน้ำ ประดิษฐ์เป็นรูปต่าง ๆ เช่น กระทงเรือ แพ ดอกบัว แล้วนำไป ปล่อยลง ให้ลอยไปตามลำน้ำ ตามประวัติความเป็นมา ประเพณีการลอยกระทง เป็น ประเพณีเก่าแก่ อย่างหนึ่ง ของไทย ซึ่งรับวัฒนธรรม ประเพณี มาจาก อินเดียเป็นส่วนใหญ่ อีกส่วนหนึ่ง เชื่อว่า ลอยกระทง เพื่อบูชา พระจุฬามณี บนสวรรค์ อีกส่วนหนึ่ง เป็นการบูชาพระพุทธบาท ที่แม่น้ำนัมมทาน  คลิกค่ะ


เมฆ หมอก และหยาดน้ำฟ้า

   อากาศเย็นมีความสามารถเก็บไอน้ำได้น้อยกว่าอากาศร้อน เมื่ออุณหภูมิของอากาศลดลงจนถึงจุดน้ำค้าง อากาศจะอิ่มตัวไม่สามารถเก็บไอน้ำได้มากกว่านี้ หากอุณหภูมิยังคงลดต่ำไปอีก ไอน้ำจะควบแน่นเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว
อย่างไรก็ตามนอกจากปัจจัยทางด้านความดันและอุณหภูมิแล้ว การควบแน่นของไอน้ำยังจำเป็นจะต้องมี “พื้นผิว” ให้หยดน้ำ (Droplet) เกาะตัว ยกตัวอย่างเช่น เมื่ออุณหภูมิของอากาศบนพื้นผิวลดต่ำกว่าจุดน้ำค้าง ไอน้ำในอากาศจะควบแน่นเป็นหยดน้ำเล็กๆ เกาะบนใบไม้ใบหญ้าเหนือพื้นดิน บนอากาศก็เช่นกัน ไอน้ำต้องการอนุภาคเล็กๆ ที่แขวนลอยอยู่ในอากาศเป็น “แกนควบแน่น” (Condensation nuclei) แกนควบแน่นเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำ (Hygroscopic) ดังเช่น ฝุ่น ควัน เกสรดอกไม้ หรืออนุภาคเกลือ ซึ่งมีขนาดประมาณ 0.0002 มิลลิเมตร หากปราศจากแกนควบแน่นแล้ว ไอน้ำบริสุทธิ์ไม่สามารถควบแน่นเป็นของเหลวได้ ถึงแม้จะมีความชื้นสัมพัทธ์มากกว่า 100% ก็ตาม

ภาพที่ 1 แกนควบแน่น ละอองน้ำในเมฆ และหยดน้ำฝน

คลิกค่ะ


พัฒนาการของสิ่งมีชีวิต 

(The Development of life)

        ตั้งแต่โบราณมาแล้วผู้คนได้สังเกตว่าถ้าวางเศษเนื้อหรือผลไม้ทิ้งไว้ระยะหนึ่ง  มันจะเน่าและมีหนอน  เชื้อรา หรือสิ่งมีชีวิต  (living organism)   อื่นๆขึ้นเต็ม  และเช่นเดียวกันกับการที่ไลเคนส์ หรือพืชพรรณอื่นๆ  เจริญได้บนหินเรียบๆ  จึงทำให้เชื่อกันมานานเป็นศตวรรษว่าชีวิตสามารถอุบัติขึ้นได้เองทันที่จากสิ่งไม่มีชีวิต   นี่คือที่มาของ  ทฤษฎีการเกิดชีวิตขึ้นได้ด้วยตนเอง (The Theory of spontaneous generation)  ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หลายคนก็เชื่อเช่นนั้น  จนกระทั่งศตวรรษที่สิบเก้า  เมื่อได้มีการพิสูจน์ว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด

ในสมัยโบราณเคยเชื่อกันว่าสิ่งมีชีวิตบางชนิดที่ช่วยให้เกิดการย่อยสลายของสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้วนั้นเกิดขึ้นได้เอง

คลิกค่ะ


เฮอริเคน พายุหมุนมหาประลัย

คลิกดูการสร้างทอร์นาโดในห้องปฏิบัติการ เอกสาร PDF

       พายุหมุน (Cyclonic Storm) เป็นพายุที่มีขนาดใหญ่ เริ่มก่อตัวและมีกำลังแรงขึ้นจากบริเวณศูนย์กลางความกดอากาศต่ำ ลมพัดเวียนเข้าหาศูนย์กลางบริเวณซีกโลกเหนือ เป็นลมพัดเวียนเข้าหาศูนย์กลางในลักษณะทวนเข็มนาฬิกา ส่วนบริเวณซีกโลกใต้ เป็นลมพัดเวียนเข้าหาศูนย์กลางในลักษณะตามเข็มนาฬิกา บริเวณใกล้ศูนย์กลางลมจะหมุนเกือบเป็นวงกลมและมีความเร็วสูงสุดความกดอากาศของปรอทในบารอมิเตอร์ บริเวณกลางของพายุจะอยู่ราว 965 มิลลิบาร์ (28.5 นิ้ว หรือ 72.4 เซนติเมตร) พายุโดยรอบจะหมุนด้วยความเร็วสูง มีความเร็วตั้งแต่ 75 - 125 ไมล์ (120 - 200 กิโลเมตร) ต่อชั่วโมง บริเวณศูนย์กลางพายุหมุนมีลักษณะคล้ายกับตาเป็นวงกลม เรียกว่า "ตาพายุ" (Central Eye) หรือในทางวิชาการ เรียกว่า Vortex โดยทั่วไปมีศูนย์กลาง 15-60 กิโลเมตร เครื่องบินสามารถบินเข้าไปในตาพายุ เพื่อทำการตรวจอากาศได้ แต่จะต้องผจญภัยกับกระแสลมแรงมาก ฝนตกหนัก ในปัจจุบันการตรวจอากาศจะใช้ภาพถ่ายเมฆจากดาวเทียมที่มีประสิทธิภาพสามารถตรวจอากาศแทนเครื่องบินได้

คลิกค่ะ


เตาไมโครเวฟ ความสะดวกสบายราคาแพง

        จะเกิดอะไรขึ้น  หากโมเลกุลของน้ำถูกเหวี่ยงด้วยความถี่ 2,450 ล้านรอบต่อวินาที ?


การหมุนของน้ำ

        ดิฉันตั้งคำถามกับตัวเอง  เมื่อเปิดคู่มือการใช้เตาไมโครเวฟแล้วพบคำอธิบายว่า  แมกนีตรอนในเตาไมโครเวฟจะเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นคลื่นไมโครเวฟที่มีความถี่สูงถึง 2,450  ล้านรอบต่อนาที  โมเลกุลของน้ำในอาหารจะเกิดการสั่นสะเทือนและเสียดกันจนเกิดความร้อน

คลิกค่ะ


โทรศัพท์

มีสายลวดยาวต่อกับปลายของขดลวดไปยัง “หูฟัง”  หูฟังนี้ประกอบด้วยขดลวด  ซึ่งมีแผ่นเหล็กบาง ๆ เช่นเดียวกับปากแตรที่ใช้พูด เมื่อกระแสไฟฟ้าผ่านลวดขดนี้  จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็ก  และจะดึงแผ่นเหล็กบาง เข้า ๆ ออก ๆ ทำให้สั่นเป็นคลื่นเสียง  เมื่อนำหูฟังมาไว้ใกล้ ๆ หู จะได้ยินเสียงคนพูดเบา ๆ เมื่อจะพูดตอบ ก็พูดกลับไปที่ปากแตร  และอีกปลายหนึ่งจะใช้เป็นหูฟัง  เพราะโทรศัพท์แบบนี้ทำไฟฟ้าเอง  จึงไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ช่วยนี่เป็นโทรศัพท์ที่ใช้กันในสมัยก่อน

คลิกค่ะ


เหล็กกับเหล็กกล้า

 เหล็กเหลวจากเตาหลอม

เหล็กเป็นธาตุสามัญอย่างหนึ่งในธรรมชาติ  การที่ก้อนหิน  ดิน หรืออิฐที่มีสีแดง  หรือสีเหลือง  เป็นเพราะมีเหล็กออกไซด์ปนอยู่  แร่ที่มีเหล็กมากได้แก่  เอมาไทท์ (Hematite)  และแมกนีไทท์  (Magnetite)  ทั้งสองนี้เป็นออกไซด์บริสุทธิ์  แร่อื่นที่มีค่าก็มีลิโมไนท์ (Limonite)  และแร่เหล็กคาร์บอเนต   การถลุงแร่เหล็กทำโดยเผาแร่กับถ่านหิน  ถ่านหินจะรวมกับออกซิเจนเป็นก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ปล่อยเหล็กให้เหลืออยู่เป็นของเหลว  เขาใช้หินปูนบดละเอียดปนลงไปกับถ่านหินและแร่เพื่อให้เป็นฟลักซ์ (Flux) ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นต่อไปได้ง่าย 

คลิกค่ะ


เครื่องบดตัวเลข

ประวัติความน่าสนใจของ

เครื่องคิดเลขพกพาเครื่องแรกของโลก

โดย  คลิฟ สตอล จาก SCIENTIFIC AMERICAN

อุปกรณ์รูปทรงกระบอก

        ผมถือของสิ่งหนึ่งหน้าตาเหมือนเครื่องบดพริกไทย อุปกรณ์นี้ทำทุกอย่างได้เท่าเครื่องคิดเลขพกพาของคุณ  แต่สิ่งที่แตกกต่างคือมันทำงานด้วยกลไกล้วน ๆ ไม่ต้องใช้ถ่าน  ไม่มีแป้นกด  และไม่มีจอแสดงตัวเลข เพียงหมุนข้อเหวี่ยงเมื่อต้องการบวกเลข

        เครื่องคิดเลขไขลานใช่ไหม  ถูกเผงเลยถ้าต้องการจะบวกหรือลบ  ผมเพียงใส่ตัวเลขโดยเลื่อนปุ่มแล้วหมุนข้อเหวี่ยง  ผลลัพธ์จะปรากฏที่ช่องกลมด้านบนเหมือนบดตัวเลข

คลิกค่ะ


กระดิ่งไฟฟ้า

มีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกพึงพอใจในเสียงที่ทุ้มนุ่มนวลของกระดิ่งไฟฟ้าสำหรับประตูมากกว่าเสียงที่กระด้างน่ารำคาญของกริ่งหรือออดไฟฟ้า  กระดิ่งไฟฟ้า แบบใหม่มักจะออกแบบให้เคาะส่งเสียงที่แตกต่างกัน 2 เสียงต่อเนื่องกันสำหรับประตูหน้าบ้าน (แบบที่มีความซับซ้อนมากกว่านี้ อาจทำให้เคาะส่งเสียงได้ถึง 4 เสียงหรือมากกว่าก็ได้ ) และเคาะส่งเสียงเพียง 1 เสียง สำหรับประตูหลังบ้านการเคาะส่งเสียงดังกล่าวเกิดจากการเคลื่อนที่ของแกนวิ่งของอุปกรณ์แม่เหล็กไฟฟ้าที่เรียกว่าขดลวดเหนี่ยวนำ (แทนที่ตัวตัดวงจรชั่วขณะในกริ่งประตูไฟฟ้า )

การต่อสายไฟในวงจรกระดิ่งไฟฟ้ามีลักษณะเหมือนกับการต่อสายไฟฟ้าของการใช้กริ่งและออดไฟ้ฟ้าร่วมกัน  คือจะใช้หม้อแปลงแรงดันไฟฟ้าเพียงตัวเดียว  เพื่อลดแรงดันไฟฟ้าบ้านลงก่อนจัดจ่ายให้กับกระดิ่งไฟฟ้า  แต่อย่างไรก็ตาม  เมื่อต้องการเปลี่ยนจากการใช้กริ่งและออดไฟฟ้าร่วมกันมาเป็นการใช้กระดิ่งไฟฟ้าเพียงตัวเดียวนั้น  ควรจะตรวจสอบแรงดันไฟฟ้าที่ตัวกระดิ่งใหม่ต้องการเสียก่อน  ซึ่งถ้าพบว่าหม้อแปลงแรงดันตัวเดิมจัดจ่ายแรงดันไฟฟ้าผิดไปจาก            ที่ตรวจสอบพบ  ก็จะต้องทำการเปลี่ยนหม้อแปลงใหม่ด้วย

คลิกค่ะ


เครื่องปรับอากาศแบบหน้าต่าง

ห้องปิดที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศแบบหน้าต่างจะมีลักษณะคล้ายกับตู้เย็น  เครื่องปรับอากาศจะทำหน้าที่ดึงเอาความร้อนจากอากาศภายในห้องออกสู่ภายนอก  โดยใช้สารทำความเย็นซึ่งไหลเวียนภายในระบบเป็นวัฏจักร  เปลี่ยนสถานะกลับไปกลับมาระหว่างของเหลวและก๊าช  สารทำความเย็นในระบบ  หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “น้ำยา”  จะดูดความร้อนเมื่อเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว

 

คลิกค่ะ


อุปกรณ์ชักโครก

ระบบชักโครกที่พบเห็นทั่วไปในทุกวันนี้  เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ตอนปลายศวรรษ 1800 ความดีในเรื่องนี้ต้องยกให้แก่นายมัส  แครปเปอร์  ช่าววางท่อแห่งกรุงลอนดอน  ประเทศอังกฤษ  เครื่องชักโครกในยุคแรก ๆ จะแตกต่างจากแบบที่ใช้กันในปัจจุบันในส่วนสำคัญ ๆคือ แบบเดิมมีโซ่กระตุกและมีโถใส่น้ำซึ่งติดตั้งไว้ค่อนข้างสูง  เพื่อให้น้ำที่ไหลออกจากโถใส่น้ำผ่านท่อชักโครกนั้นพุ่งเข้าไปในโถส้วมด้วยความเร็วสูง  ส่วนเครื่องชักโครกในปัจจุบัน ได้รวมเอาผลจากความดันน้ำ  แรงโน้มถ่วง  และแรงลอยตัว  มาร่วมกันทำงานให้บรรลุผลที่ต้องการ

            กลไกการชักโครกประกอบด้วยมือโยกซึ่งอยู่ภายในโถชักโครก  แต่มีแกนหมุนร่วมกับคานโยกซึ่งอยู่ภายในโถชักโครก  มีก้านยกเกี่ยวติดกับคานโยกโดยมีปลายอีกข้างหนึ่งยื่นลงไปข้างล่างและดัดปลายให้เป็นห่วงเล็ก ๆ เพื่อสวมให้รูดไปตามก้านยกอีกก้านหนึ่ง  ก้านยกล่างซึ่งสามารถยกขึ้นยกลงไปตามปลอกนำจะมีลูกยางติดอยู่ที่ปลายล่าง  เพื่อทำหน้าที่ปิดเปิดลิ้นชักโครก  คลิกค่ะ


 

 

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์