Physical Geography
   



Chapter >>
1
2
3
4
5
6
7
8
9

       Chapter 9  River System & Landforms

HOME

ลักษณะภูมิประเทศจากกษัยการของน้ำไหล

           ลักษณะภูมิประเทศบริเวณหุบเขาต้นน้ำ เนื่องจากภูมิประเทศบริเวณหุบเขาต้นน้ำเป็นที่สูง ลำน้ำมีกำลังในการกัดเซาะรุนแรง จึง มักเป็นการกัดเซาะในแนวดิ่ง ก่อให้เกิดลักษณะภูมิประเทศดังตัวอย่างเช่น

 

 เนื้อหาและภาพเพิ่มเติมที่ http://www.scalloway.org.uk/phylcont.htm

 



                    
ร่องน้ำ (Channel) เป็นส่วนที่ลึกที่สุดของลำน้ำ ซึ่งเกิดจากกษัยการของท้องน้ำอันเนื่องมาจากความลาดชันของภูมิประเทศและท้องน้ำทำให้ลำน้ำมีการกัดเซาะท้องน้ำในแนวดิ่งให้ลึกลงเรื่อยๆ จึงมักเกิดบริเวณหุบเขาบริเวณต้นน้ำ ประกอบกับผนังหุบเขาสองฝั่งแม่น้ำมีความลาดชันมากและเป็นหินแข็งแรงประกอบกับไม่มีความชื้นหรือปริมาณน้ำฝนเพียงพอในการกัดเซาะ และการผุพังสลายตัวของมวลสารช้า จึงมีลักษณะเป็นหุบเขาแคบ และลึก ไม่มีที่ราบริมสองฝั่งแม่น้ำ เป็นหุบเขาหรือร่องน้ำรูปตัว “วี” (V – Shape) บริเวณท้องน้ำไม่มีดินหรือทรายละเอียด เนื่องจากถูกพัดพาไปหมด คงเหลือแต่กรวดหินขนาดต่างๆ ตามพื้นธารน้ำ

                       โกรกธาร (Gorge) เกิดจากการกัดเซาะของร่องน้ำประกอบกับธารเป็นลักษณะของหุบผาชันที่ลึก และแคบลักษณะคล้ายรูปตัววี (V-Shape) เกิดจากกระบวนการกัดเซาะที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง จากกระแสน้ำไหล จนสามารถกัดเซาะหินที่แข็งแรงได้ มักเกิดในกรณีที่ธารน้ำเดิมที่มีอยู่ก่อน ต่อมาเกิดการยกตัวของแผ่นดิน ธารน้ำจะยังคงรักษาแนวร่องน้ำเดิมไว้ได้ เนื่องจากมีพลังแรงในการกัดเซาะแผ่นดินที่ยกตัวสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง เช่น โกรกธารที่อุทยานแห่งชาติออบหลวง จังหวัดเชียงใหม่ สันนิษฐานว่าการที่แม่น้ำแม่แจ่มมีร่องน้ำไหลผ่านซอกเขาแคบๆ หรือที่เรียกว่า “โกรกธาร” (Gorge) โดยสามารถไหลตัดผ่านแนวสันเขาหินแกรนิตไนส์ที่ขวางอยู่ได้ แสดงว่าแม่น้ำแม่แจ่มอาจมีอยู่แล้วแต่เดิม ก่อนที่จะมีการยกตัวของแผ่นดินหรือภูเขาในบริเวณเขตอุทยานแห่งชาติออบหลวง และแม่น้ำแม่แจ่มสามารถไหลกัดเซาะท้องน้ำได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง ทันกับการยกตัวขึ้นสูงของแผ่นดิน (ภูมิลักษณ์ประเทศไทย , 2534.)

 

 

                    หุบผาชัน (Canyon) ลักษณะภูมิประเทศแบบ “หุบผาชัน” (Canyon) เป็นลักษณะภูมิประเทศที่มักเกิดในเขตภูมิอากาศแห้งแล้งที่มีฝนตกเป็นครั้งคราว จะทำให้เกิดกษัยการขึ้นอย่างรุนแรงทำให้หุบเขาที่เป็นทางของลำน้ำมีการขยายตัวออกกว้างและลำน้ำจะมีการกัดเซาะหุบผาชันและลึกลงไปมาก เช่น แกรนด์แคนยอน ที่มีแม่น้ำโคโลราโดไหลผ่าน ในประเทศสหรัฐอเมริกา

 

 

                    น้ำตก (Waterfall) เกิดจากการกัดเซาะท้องน้ำที่ไม่เท่ากันเนื่องจากโครงสร้างของหินท้องน้ำที่มีความแข็งแกร่งไม่เท่ากัน โดยหินที่มีความแข็งแกร่งน้อยรองรับตัวอยู่ด้านใต้ของหินที่แข็งแรงกว่า หินที่อ่อนกว่าจะเกิดการสึกกร่อนเร็วกว่า และถูกกัดเซาะจนพังทลาย ทำให้เกิดโพรงใต้ชั้นหินแข็ง และเกิดการยุบตัวลงมากลายเป็นส่วนหน้าผาชันของน้ำตก ส่วนที่ยุบตัวลงมาเกิดเป็นท้องน้ำที่อยู่ในระดับที่ต่ำลงมาจนกลายเป็น “แอ่งฐานน้ำตก” (Plunge-poll)

 

 

                    แก่ง (Rapid) เกิดจากการกัดเซาะบริเวณท้องน้ำที่มีความแตกต่างกัน เนื่องจากความแข็งของ
หินท้องน้ำส่วนที่แข็งแกร่งหลงเหลืออยู่กลายเป็นโขดหินกระจัดกระจายอยู่ตามท้องน้ำ ในฤดูแล้งเมื่อระดับน้ำลดลงจะปรากฏแก่งขึ้นมากมาย ถ้าโขดหินเหล่านี้มีขนาดใหญ่กีดขวางการไหลของกระแสน้ำทำให้เกิดกระแสน้ำไหลโจนผ่านโขดหินเหล่านี้ เราจึงเรียกว่า แก่งน้ำตก (Cataract) แก่งเหล่านี้มักเป็นอุปสรรคต่อการคมนาคมทางน้ำมาก แต่ก็มีคุณค่าทางภูมิทัศน์ นับเป็นสถานที่ดึงดูดความสนใจ เช่น แก่งตะนะ จังหวัดอุบลราชธานี หรือ แก่งโตน จังหวัดเลย

 

 

                  กุมภลักษณ์ (Pothole) กุมภลักษณ์เกิดจากการกัดเซาะของลำน้ำตามท้องน้ำโดยเกิดจากการไหลวนของกระแสน้ำที่มีตะกอนจำพวก กรวด ทราย หรือหินขนาดเล็กพัดพามาครูดไถหินดินดานทำให้เกิดลักษณะของโพรงหิน หลุมทรงกระบอก หรือ หลุมทรงหม้อ ปรากฏอยู่ในหินดินดานตามท้องน้ำ ขนาดของกุมภลักษณ์มีตั้งแต่ขนาด 2 - 3

 

          ลักษณะภูมิประเทศบริเวณที่ราบตอนกลางและตอนปลายของแม่น้ำ กระบวนการทับถมของตะกอนจากการพัดพาของน้ำ จะเกิดเมื่อความเร็วของน้ำลดลง เนื่องจากร่องน้ำที่ขยายกว้างขึ้น หรือลำน้ำที่ไหลผ่านบริเวณที่ราบ การทับถมของตะกอนที่เกิดจากลำน้ำจะทำให้เกิดลักษณะภูมิประเทศแบบต่างๆ ขึ้นมา สามารถแยกพิจารณาได้ดังนี้

                     ตะพักลำน้ำ (Stream Terrace) ตะพักลำน้ำมีลักษณะเป็นที่ราบแคบๆ ที่มีระดับลดหลั่นกันลงมา มักปรากฏตาม สองฟากฝั่งแม่น้ำ ประกอบด้วย ดิน ทราย กรวด เป็นต้น สาเหตุเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงระดับความสูงของพื้นแผ่นดินอันเนื่องมาจากการยกตัวหรือการยุบตัวที่เกิดขึ้นมาสลับกันเป็นครั้งคราว หรือเกิดจากการทับถมของตะกอนที่เป็นไปอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ครั้นต่อมาการไหลของน้ำมีความรุนแรงมากขึ้นแผ่นดินถูกยกตัวให้สูงขึ้นหรือระดับน้ำทะเลลดต่ำลง กระบวนการกัดเซาะจะยังดำเนินต่อไป และกัดเซาะท้องน้ำและที่ราบน้ำท่วมถึงเดิมให้ลดระดับลงมาอีกจึงเกิดเป็นที่ราบลุ่มผืนใหม่ขึ้นมา และถ้าเกิดวนเวียนกันเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จะทำให้ปรากฏเป็นลักษณะที่ราบแคบๆ หลายผืนต่อเนื่องกันไป แต่มีระดับความสูงลดหลั่นกันลงมาเหมือนขั้นบันไดบริเวณสองฟากฝั่งของลำน้ำ ตะพักลำน้ำที่มีอายุมากจะอยู่สูง ส่วนที่อายุน้อยจะอยู่ลดหลั่นกันลงมาตามลำดับ

 

 

                     เนินตะกอนรูปพัด (Alluvian Fan) เกิดจากการตกตะกอนทับถมของวัตถุที่ถูกน้ำพัดพามาและลำน้ำมีการไหลผ่าน ลงมาจากหุบเขาชัน (Canton) สู่ที่ราบ (Plain) หรือหุบเขาขยายตัวออกไปเป็นบริเวณกว้าง ทำให้การเปลี่ยนระดับของลำน้ำลงอย่างรวดเร็วทำให้ความรุนแรงของกระแสน้ำลดลง เกิดการตกตะกอนทับถมของตะกอนแผ่กระจายเป็นรูปพัดขึ้นมาในบริเวณหุบเขา เนินตะกอนรูปพัดมีรูปร่างคล้ายกรวย (Cone Shape) มีขนาดกว้างใหญ่เป็นดินตะกอนที่ถูกแม่น้ำพัดพามามักพบบริเวณที่ราบเชิงเขาเป็นส่วนมาก

                     ทางน้ำโค้งตวัดและบึงโค้ง (Meander and Oxbow lake) ตามลักษณะภูมิประเทศแบบที่ราบน้ำท่วมถึงของแม่น้ำสายใหญ่ๆ การโค้งของการโค้งของลำน้ำจะมีมากยิ่งขึ้น การโค้งของลำน้ำเกิดมาจากกษัยการข้างธารน้ำสลับกับการตกทับถมตามชายฝั่งที่อยู่ตรงกันข้าม การคดโค้งดังกล่าวเราเรียกว่า “ทางน้ำโค้งตวัด” (Stream Meander) ซึ่งเป็นกระบวนการกระทำของลำน้ำแบบหนึ่ง ทำให้เกิดลักษณะภูมิประเทศจากการทับถมของลำน้ำ เกิดจากการที่ลำน้ำที่ไหลมีการกัดเซาะชายฝั่งสองบริเวณ โดยสองฝั่งลำน้ำจะถูกกัดเซาะทำให้เกิด “ชายฝั่งตลิ่งชัน” (Cut bank) และ ด้านตรงกันข้ามจะเกิดการทับถมกันของตะกอนลำน้ำกลายเป็น “ชายฝั่งยื่นออกมา” (Point bar) และพื้นดินที่เป็นตะกอนทับถมที่ยื่นออกไปในลำน้ำเราเรียกว่า “ตะกอนหัวหาด” (Point bar deposit) เป็นลักษณะของเนินทรายจากการทับถมของตะกอนทางด้านในของหัวโค้งของทางน้ำโค้งตวัด ประกอบด้วยกรวดทรายที่ตกทับถมกันเป็นเนินโค้งออกจากฝั่งน้ำ และพื้นที่ที่เกือบจะถูกน้ำล้อมรอบเราเรียกว่า “แกนทางน้ำโค้งตวัด” (Meander core) ถ้ากระบวนการกระทำของลำน้ำดำเนินต่อไปจนกระทั่งพื้นที่แกนทางน้ำโค้งตวัดกัดเซาะจนกระทั่งส่วนที่โค้งงอของลำน้ำมาต่อกันแล้ว เราเรียกส่วนดังกล่าวว่า “ส่วนตัดออก” (Cutoff) และจะเกิดพื้นที่ดินที่ถูกล้อมรอบด้วยลำน้ำกลายเป็นเกาะขณะเดียวกันการไหลของลำน้ำจะเปลี่ยนทางเดินไปตามแนวร่องน้ำที่เกิดใหม่ ด้านหัวท้ายของร่องน้ำเก่าจะถูกตะกอนพัดพามาทับถมให้สูงขึ้น พัฒนากลายเป็น “ทะเลสาบรูปแอก” (Oxbow lake) ต่อไป บึงโค้งนี้ต่อมาจะถูกทำลายลงเนื่องจากการทับถมของตะกอนชายฝั่งกลายมาเป็นที่ราบน้ำท่วมถึงเรียกว่า “รอยบึงโค้ง” (Oxbow Scar) ซึ่งเป็นที่ลุ่มน้ำขังชื้นแฉะต่อไป

 

 เนื้อหาและภาพเพิ่มเติมที่ http://www.scalloway.org.uk/phylcont.htm

 

                    ที่ราบลุ่มแม่น้ำ ที่ราบลุ่มแม่น้ำ เกิดจากกระบวนการทับถมของตะกอนขนาดต่างๆ ทางด้านใน ของทางโค้งแม่น้ำ ซึ่งเป็นการทับถมในตัวของแม่น้ำไปเรื่อยๆ ในขณะที่ลำน้ำไหลไป ลักษณะดังกล่าว บริเวณด้านข้างริมน้ำด้านหนึ่งจะถูกกัดเซาะออกไปทับถมยังอีกด้านหนึ่งของลำน้ำ นอกจากนั้นการเกิดที่ราบลุ่มแม่น้ำยังเกิดจากการทับถมในขณะที่เกิดน้ำท่วมฝั่ง ตะกอนที่พัดพามากับน้ำจะตกทับถมริมสองฝั่งแม่น้ำในขณะที่น้ำท่วมล้นเอ่อสองฝั่ง ทำให้มีการตกทับถมของตะกอนเป็นบริเวณกว้าง เกิดเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำขนาดใหญ่ เช่น ที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณตอนกลางของประเทศไทย เป็นต้น

 

 

          ลักษณะภูมิประเทศบริเวณปากแม่น้ำ ลักษณะภูมิประเทศบริเวณปากแม่น้ำเกิดจากการทับถมของตะกอนปากแม่น้ำที่ไหลลงสู่ทะเลหรือมหาสมุทร การทับถมของเม็ดดิน กรวด หรือทราย จะทำให้เกิดพื้นดินงอกสูงจากระดับน้ำทะเลขึ้นมา เราจึงเรียกว่า ดินดอนสามเหลี่ยม การทับถมของตะกอนจะเกิดเมื่อความเร็วของน้ำลดลง และกระแสน้ำบริเวณชายฝั่งทะเลไม่แรงเกินไป ตะกอนหยาบจะตกทับถมตัวก่อน ส่วนตะกอนละเอียดจะตกทับถมในลำดับต่อไป ถ้าหากอัตราการตกทับถมของตะกอนมีมากกว่าการพัดพาตะกอนของกระแสน้ำชายฝั่งก็จะเกิดดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำขึ้น ดินดอนสามเหลี่ยมแต่ละแห่งจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปเราสามารถจำแนกได้ดังนี้

                    
ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำรูปโค้ง (Arcuate Delta) เกิดจากการที่กระแสน้ำพัดพาเอาตะกอนต่างๆ มาตกทับถมกันโดยได้รับอิทธิพล จากกระแสน้ำชายฝั่ง กระแสน้ำจะพัดพาทำให้ฐานของดินดอนสามเหลี่ยมเป็นรูปโค้งขึ้นมา เช่นดินดอนสามเหลี่ยมบริเวณปากแม่น้ำไนล์ ประเทศอียิปต์ มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม หรือรูปพัด

 

 

                     ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำรูปยาว (Elongated Delta) เป็นลักษณะของดินดอนสามเหลี่ยมที่มีส่วนยาวมากกว่าส่วนกว้างสันนิษฐานว่าเป็นเพราะน้ำในแม่น้ำมีความหนาแน่นมากกว่าน้ำทะเล เมื่อไหลลงสู่ทะเลตะกอนต่างๆ จึงไม่มีการแพร่กระจายออก ยังคงรักษารูปของลำน้ำในทะเลได้ระยะหนึ่ง และตะกอนมีการตกทับถมตัวกันมีผลทำให้ดินดอนสามเหลี่ยมที่เกิดจากการทับถมเป็นรูปยาว

 

 

                     ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำรูปตีนกา (Bird Foot Delta) มีลักษณะเป็นแฉกๆ เหมือนตีนกาเพราะมีลำน้ำย่อยแยกหลายสาย เกิดจาก เมื่อธารน้ำไหลออกมาถึงบริเวณปากแม่น้ำที่ติดต่อกับชายฝั่งทะเลความเร็วของกระแสน้ำมีอัตราลดลงอย่างทันทีทันใด ทำให้เกิดการตกทับถมของดินตะกอนบริเวณปากแม่น้ำมากกว่าอัตราการพัดพาของกระแสน้ำชายฝั่ง และธารน้ำมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำทะเลชายฝั่ง ทำให้ธารน้ำมีการไหลแตกออกเป็นสายย่อยๆ คล้ายตีนกา หรือรูปนิ้วมือ

 

ดูหน้าที่แล้ว <              >ดูหน้าถัดไป

 
 

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์ วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์   

 

กลับหน้าสารบัญธรรมชาติมหัศจรรย์ ฟิสิกส์ราชมงคล

 

 

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ธรรมชาติมหัศจรรย์