Physical Geography
   


Chapter >>
1
2
3
4
5
6
7
8
9

     Chapter 8  Ground Water

HOME

แหล่งน้ำใต้ดิน

          แหล่งน้ำใต้ดิน หมายถึง บริเวณที่มีน้ำบาดาลสะสมตัวอยู่เป็นปริมาณมาก โดยแหล่งน้ำบาดาลที่ดีควรจะเป็นชั้นหินที่มีโพรกตัวสูง และมีความฟ่ามสูง ได้แก่ ชั้นกรวดทรายที่มีการทับถมกันใหม่ ๆ ยังไม่กลายเป็นหิน หินทรายที่มีความโพรกตัวและความฟ่ามสูง หินปูนที่มีรอยร้าวและมีโพรงในหิน เราเรียกว่า “หินน้ำซึม” (Aquifer) สำหรับการนำน้ำบาดาลมาใช้มี 3 ลักษณะ คือ บ่อน้ำบาดาล (Deep Wells) เป็นบ่อที่มีระดับความลึกมาก ๆ ในทางวิศวกรรมไม่สามารถกำหนดระดับความลึกได้แน่ชัด การนำน้ำขึ้นมาใช้ต้องใช้เครื่องมือช่วยขุด บางแห่งเมื่อขุดลงไปอาจมีปริมาณน้ำมากในช่วงแรกเท่านั้น เราไม่เรียกว่าบ่อบาดาล เรียกว่า บ่อบาดาลปลอม บ่อบาดาลควรมีปริมาณการให้น้ำตลอดเวลาเนื่องมาจากน้ำใต้ดินบริเวณรอบ ๆ บ่อจะไหลเข้ามาแทนที่ตลอดเวลา บ่อน้ำตื้น (Shallow Wells) เป็นบ่อที่ขุดขึ้นโดยไม่ลึกมากนัก โดยระดับความลึกแค่ผิวดินขึ้นบนเท่านั้น สามารถขุดเจาะได้เอง การขุดบ่อน้ำตื้นควรมีระยะห่างจากส้วมซึมประมาณ 20 เมตร เป็นอย่างต่ำ บ่อน้ำตื้นจะมีปริมาณน้ำเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลและสภาพภูมิประเทศบริเวณนั้น ทางน้ำซับ(Inflitration Galleries) มีลักษณะเป็นน้ำใต้ดินที่ไหลซึมผ่านชั้นดินตามแนวดิ่งไปสะสมตัวในชั้นหินในแนวนอนหรือแนวราบจนมีปริมาณมากและไม่สามารถไหลซึมผ่านไปได้อีกก็จะไหลไปตามแนวเทของชั้นหินหรือลักษณะภูมิประเทศ จนถึงจุดที่มีทางออก เช่น ตามลาดเขา หรือจุดตัดระหว่างชั้นหินกับบริเวณผิวดิน น้ำใต้ดินจึงไหลออกมาได้ จึงมักพบบริเวณลาดเขา หรือเชิงเขา บางครั้งพบว่าบางพื้นที่จะได้เห็นน้ำซับซึมจากชั้นดิน ถ้ามีปริมาณน้ำมากสามารถนำมาใช้ได้ ในกรณีที่น้ำไหลมีกำลังแรงมาก เรียกว่า “น้ำพุ” มีประโยชน์ในการนำกลับมาใช้เป็นแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคและบริโภค

 



           น้ำพุร้อน (hot Spring) หมายถึง น้ำใต้ดินที่ไหลกลับขึ้นมายังพื้นผิวดินที่มีอุณหภูมิสูงกว่าร่างกายมนุษย์ อาจไหลซึมขึ้นมาหรือพุ่งขึ้นไปบนอากาศสูง ๆ น้ำพุมักจะพบตรงที่หินน้ำซึมโผล่ออกมาหรือบริเวณระนาบรอยเลื่อน(Fault) หรือรอยคดโค้งของหิน(Fold) เกิดจากน้ำที่ซึมตามร่องหินสู่แหล่งน้ำใต้ดิน และไปสัมผัสกับบริเวณรอยแยกของเปลือกโลกที่มีพลังงานความร้อน ทำให้มีอุณหภูมิสูงขึ้นจนน้ำบางส่วนกลายเป็นไอ ทำให้มีแรงดันกลับขึ้นมาบนพื้นผิวโลก ได้แก่
น้ำพุร้อน (Thermal Spring) เป็นน้ำพุที่พุ่งขึ้นมาบนพื้นดินมีระดับอุณหภูมิสูง เกิดจากการที่น้ำ ใต้ดินไหลไปสัมผัสกับหินเปลือกโลกที่มีอุณหภูมิสูง บางแห่งร้อนจัดจนมีควันพวยพุ่งออกมาด้วย เนื่องจากปกติเปลือกโลกที่มีอุณหภูมิสูงทุก 1 องศาเซลเซียส ทุกระยะความลึก 30 เมตร น้ำที่ไหลลงไปลึกๆ แล้วพุ่งสู่พื้นดินอย่างรวดเร็วตามแรงดัน ทำให้ไม่มีโอกาสเย็นตัว จึงกลายเป็นน้ำพุร้อน น้ำพุร้อนมักมีแร่ธาตุต่างๆ ปะปนอยู่มากมาย เช่น ซิลิกา แคลเซียมคาร์บอเนต และกำมะถัน เป็นต้น น้ำพุร้อนกีเซอร์ (Geyser) หมายถึง น้ำพุร้อนที่มีการพุ่งขึ้นมาอย่างแรงแล้วหยุดสลับกันไป มักเกิดบริเวณภูเขาไฟ แนวรอยเลื่อนของเปลือกโลก เช่น น้ำพุร้อนกีเซอร์ ที่บ้านโป่งเดือด ป่าแป๋ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ น้ำพุร้อนกีเซอร์เกิดจากน้ำผิวดินที่ไหลลงไปตามปล่องหรือรอยร้าวของเปลือกโลก เมื่อน้ำใต้ดินไหลไปสัมผัสกับหินร้อนจัดภายใต้ความกดดันสูง น้ำตอนล่างที่อยู่ใกล้กับแหล่งความร้อนจะเดือนกลายเป็นไอก่อนดันให้น้ำตอนบนเอ่อล้นมาที่ผิวดิน เป็นการระบายน้ำบางส่วนออกมา ความกดภายในรอยแยกจะลดลงแบบเฉียบพลัน ทำให้น้ำที่เหลืออยู่เดือดทันที กลายเป็นไอและพุ่งออกมาได้สูง เมื่อน้ำในปล่องแห้ง พลังของมันจะหมดลง น้ำจะไม่พุ่งขึ้นมาอีก จนรอให้น้ำไหลเข้ามาสะสมใหม่แล้วเกิดวนเวียนเช่นนี้เรื่อยไป เช่น น้ำพุกีเซอร์ ที่วนอุทยานเยลโลสโตน ก่อนที่จะมีน้ำพุ่งออกมาแต่ละครั้งจะมีน้ำพุ่งขึ้นอ่อน ๆ เพียง 1 - 3 เมตร อยู่ 2 - 3 วินาที หลังจากนั้นจะมีน้ำพุร้อนที่เดือดจนเป็นไอพุ่งรุนแรงสูงถึง 35 - 50 เมตร เป็นเวลา 4 นาที จึงหมดพลังลง ประมาณอีก 1 ชั่วโมงถัดมาจึงเกิดอีกครั้งหนึ่งทุก ๆ รอบ 1 ชั่วโมง

 

            

 



          น้ำพุร้อนมีความสัมพันธ์กับบริเวณของเปลือกโลกที่มีการเคลื่อนไหว เช่น ภูเขา หรือเปลือกโลก เนื่องมาจากการเกิดรอยคดโค้ง หรือรอยเลื่อนของชั้นหิน ความร้อนที่มีอยู่ใต้พิภพสามารถถ่ายเทมายังบริเวณนี้ได้ เมื่อน้ำใต้ดินไหลซึมลงไปก็จะได้รับความร้อนสูงขึ้น จนกลายเป็นไอน้ำดันให้น้ำร้อนใต้ดินพุ่งสู่ผิวดิน บางแห่งมีแก๊สและแร่ธาตุละลายจากใต้พื้นโลกขึ้นมาด้วยทำให้มีกลิ่น เช่น กลิ่นกำมะถัน กรมทรัพยากรธรณีได้ทำการสำรวจแหล่งน้ำพุร้อนในประเทศไทย พบว่ามีอยู่รวม 91 แห่ง และมีอยู่ทุกภาคของประเทศไทยยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือภาคเดียว ภาคที่มีน้ำพุร้อนอยู่มากที่สุด ได้แก่ ภาคเหนือ รองลงมา ได้แก่ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก โดยน้ำพุร้อนสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท โดยใช้เกณฑ์อุณหภูมิในการพิจารณา ได้แก่ น้ำพุร้อนชนิดร้อนจัด มีอุณหภูมิของน้ำระหว่าง 50 – 100 องศาเซลเซียส และมีปริมาณสารละลายค่อนข้างสูง ได้แก่ น้ำพุร้อนสันกำแพง น้ำพุร้อนฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น น้ำพุร้อนชนิดอุ่น มีอุณหภูมิของน้ำต่ำกว่า 50 องศาเซลเซียส และมีปริมาณสารละลายค่อนข้างต่ำ ได้แก่ น้ำพุร้อนแหล่งบ้านแม่ชี และแหล่งบ้านแม่นะ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นต้น

ดูหน้าที่แล้ว <              >ดูหน้าถัดไป

 

 

 

บทความเพิ่มเติม

แผ่นใสการเรียนการสอน

วิวัฒนาการ บท

บทที่ 1   1/6

กำเนิดและวิวัฒนาการของธรรมชาติ

     กำเนิดจักรวาล  ความคิดของนาย Friedman นักคณิตศาสตร์ชาวรัสเซีย  ทฤษฎี Big Bang  กำเนิดสุริยะจักรวาล   กำเนิดโลก  การแบ่งชั้นของโลก ร่องลึกในมหาสมุทร   จำนวน  57 แ่ผ่น   คลิกค่ะ  powerpoint

บทที่  2  2/6

กำเนิดสิ่งมีชีวิตชนิดแรก

     โมเลกุลของสารประกอบอินทรีย์  ชีวิตเกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต การทดลองของเรดิ  และหลุยส์ปาสเตอร์   แนวความคิดของอริสโตเติล  Polymerization  เคลวิน  นักชีวเคมีขาวเยอรมัน     จำนวน  56 แ่ผ่น   คลิกค่ะ  powerpoint

 

บทที่  3  3/6

Evolution

     เมื่อ 3900 ล้านปีก่อน  วิวัฒนาการคืออะไร  นักอนุกรมวิธาน  ทฤษฎีวิวัฒนาการ  นายลามาร์ค   นาย ชาร์ล ดาร์วิน   กลไกการคัดเลือกโดยธรรมชาติ  หมู่เกาะกาลาปากอส  นายมัลทัส     จำนวน  40  แ่ผ่น   คลิกค่ะ  powerpoint

 

บทที่  4  4/6

กลไกการวิวัฒนาการ

     สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว การแปรผันทางพันธุกรรม  เมนาลิซึมของผีเสื้อกลางคืน  การกระจายตัวของประชากรผีเสื้อ  ผู้ถูกล่าและผู้ล่า  จำนวน  28 แ่ผ่น   คลิกค่ะ  powerpoint

 

บทที่  5  5/6

หลักฐานทางวิวัฒนาการ

     ความจริงที่เกิดขึ้นในอดีต  ซากดึกดำบรรพ์  นกกลุ่มที่บินไม่ได้  โครงสร้างของสิ่งมีชีวิต  สัตว์มีกระดูกสันหลัง  ลำดับเบสบนสายดีเอ็นเอ  การคัดเลือกพันธุ์  และความรู้ทางพันธุ์ศาสตร์  จำนวน  39 แ่ผ่น   คลิกค่ะ  powerpoint

 

บทที่  6  6/6

หลักฐานทางวิวัฒนาการ

     ข้อแตกต่างระหว่างมนุษย์และลิง  สายวิวัฒนาการของมนุษย์  มนุษย์วานร  สปีชีส์สุดท้าย  ค้นพบฟอสซิลของมนุษย์  การแบ่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ จำนวน  37 แ่ผ่น   คลิกค่ะ  powerpoint

 

จากธุลีสู่ชีวิต

        โลกถือกำเนิดจากเศษซากชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นดาวเคราะห์ขนาดไม่ใหญ่นักที่เกิดจากการหมุนวนของซากหินและฝุ่นละออง เป็นหนึ่งในบริวารที่อยู่ภายใต้อิทธิพลแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ ซากหินและฝุ่นละอองของกลุ่มดาวเคราะห์น้อยที่กระจายเป็นวงรอบดวงอาทิตย์เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงกำเนิดของโลกได้เป็นอย่างดี ส่วนดาวบริวารดวงอื่น ๆ ของดวงอาทิตย์ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ถ้าหากสภาพแวดล้อมและองค์ประกอบของโลกเปลี่ยนแปลงไป โลกจะมีสภาพเป็นเช่นไร  คลิกอ่านต่อครับ

Charles Darwin

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์ วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์   

 

กลับหน้าสารบัญธรรมชาติมหัศจรรย์ ฟิสิกส์ราชมงคล

 

 

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ธรรมชาติมหัศจรรย์