Physical Geography

   






Chapter >>
1
2
3
4
5
6
7
8
9

   Chapter 4  Global Climate System

HOME

เราแบ่งเขตภูมิอากาศของโลกของโลกได้อย่างไร ?

          การแบ่งเขตภูมิอากาศทำได้หลายวิธีโดยอาศัยองค์ประกอบของอากาศทางด้านต่างๆ เช่น อุณหภูมิ หยาดน้ำฟ้า ลักษณะพืชพรรณธรรมชาติ แนวปะทะของมวลอากาศ และลักษณะดิน โดยการแบ่งเขตภูมิอากาศของโลกจะเน้นเฉพาะบนภาคพื้นดินเท่านั้น เนื่องจากบนพื้นน้ำความแตกต่างของอุณหภูมิมีไม่มากนัก การแบ่งเขตภูมิอากาศของโลกสามารถจำแนกได้จาก  

          การแบ่งเขตภูมิอากาศโดยอาศัยอุณหภูมิ เป็นการแบ่งเขตภูมิอากาศที่อาศัยอุณภูมิเป็นเกณฑ์ มีวิวัฒนาการมาจากวิธีการแบ่งเขตภูมิ อากาศของชาวกรีกโบราณ แบ่งออกได้เป็น 3 เขต ได้แก่ เขตภูมิอากาศร้อน (Tropic Zone) อยู่ในเขตละติจูดต่ำ ระหว่างละติจูด ที่ 23 องศาเหนือ ถึง 23 องศาใต้ มีอุณหภูมิเฉลี่ยแต่ละเดือนสูงกว่า 18 องศาเซลเซียส เป็นเขตที่มีอากาศร้อนตลอดปี ไม่มีฤดูหนาว ลักษณะพืชพรรณธรรมชาติเป็นป่าดงดิบ (Rainforest) เขตภูมิอากาศอบอุ่น (Temperate Zone) อยู่ในเขตละติจูดกลางระหว่างเขตร้อนและเขตหนาว มีอุณหภูมิของอากาศเดือนที่หนาวที่สุดเฉลี่ยต่ำกว่า 18 องศาเซลเซียส แต่สูงกว่า –3 องศาเซลเซียส เป็นบริเวณที่มีฤดูหนาวและฤดูร้อนแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด พืชพรรณธรรมชาติเป็นป่าสน (Boreal Forest) เขตภูมิอากาศหนาว (Polar Zone) อยู่ในเขตละติจูดตั้งแต่ 66 องศาเหนือ และใต้ ไปยังขั้วโลก เป็นเขตภูมิอากาศที่ไม่มีฤดูร้อน อุณหภูมิของอากาศเฉลี่ยแต่ละเดือนต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส พืชพรรณธรรมชาดติเป็นแบบทรุนดรา(Tundra) อย่างไรก็ตามการจำแนกเขตภูมิอากาศโดยอาศัยอุณหภูมิเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถแสดงถึงความแตกต่างระหว่างพื้นที่ที่เป็นบริเวณทะเลทราย และบริเวณพื้นที่ที่มีอากาศชุ่มชื้นได้ และไม่ได้พิจารณาถึงความใกล้ไกลจากทะเลแต่อย่างใด จึงต้องมีการอาศัยเกณฑ์อื่นในการจำแนกอีกคือ

          การแบ่งเขตภูมิอากาศโดยอาศัยหยาดน้ำฟ้า การแบ่งเขตภูมิอากาศโดยอาศัยหยาดน้ำฟ้า เนื่องจากมีการพิจารณาว่าหยาดน้ำฟ้ามี ความสำคัญต่อพืชพรรณ การระบายน้ำ ความชื้น ปริมาณน้ำผิวดินและปริมาณน้ำใต้ดินเป็นอย่างมาก จึงพิจารณาถึงปริมาณหยาดน้ำฟ้า ซึ่งได้แก่ ปริมาณน้ำฝน หรือหิมะที่ตกลงมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา โดย โทมัส เอ. แบล์ร์ แบ่งออกเป็นดังนี้ เขตภูมิอากาศแห้งแล้ง (Arid Zone) ได้แก่บริเวณพื้นที่ซึ่งมีหยาดน้ำ ฟ้าเล็กน้อย คือ 0 – 250 มิลลิเมตรต่อปี เขตภูมิอากาศกึ่งแห้งแล้ง (Semi - arid Zone) ได้แก่บริเวณพื้นที่ซึ่ง มีหยาดน้ำฟ้าตกเบาบาง ระหว่าง 250 – 500 มิลลิเมตรต่อปี เขตภูมิอากาศกึ่งชุ่มชื้น (Subhumid Zone) ได้แก่บริเวณพื้นที่ซึ่งมี หยาดน้ำฟ้าตกปานกลาง ระหว่าง 500 – 1,000 มิลลิเมตรต่อปี  เขตภูมิอากาศชุ่มชื้น (Humid Zone) ได้แก่บริเวณพื้นที่ซึ่งมีหยาดน้ำ ฟ้าตกหนักระหว่าง 1,000 – 2,000 มิลลิเมตรต่อปี เขตภูมิอากาศชุ่มชื้นมาก (Very Wet) ได้แก่บริเวณพื้นที่ซึ่งมีหยาด น้ำฟ้าตกหนักมาก ตั้งแต่ 2,000 มิลลิเมตรต่อปี อย่างไรก็ตามการจำแนกเขตภูมิอากาศโดยอาศัยหยาดน้ำฟ้าเป็นเกณฑ์ยังมีข้อจำกัดได้แก่ การจัดเขตอากาศหนาวแบบขั้วโลกไว้รวมกับเขตทะเลทรายซึ่งมีปริมาณหยาดน้ำฟ้าตกลงมาในอัตราที่ใกล้เคียงกัน แต่เขตอากาศหนาวอัตราการระเหยจะมีน้อยกว่าอากาศแบบทะเลทรายซึ่งยังมิได้คำนึงถึงอุณหภูมิซึ่งเป็นตัวการที่มีผลต่ออัตราการระเหย ด้วยเช่นกัน

          การแบ่งเขตภูมิอากาศโดยใช้พืชพรรณธรรมชาติ ลักษณะพืชพรรณธรรมชาติ สามารถนำมาเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาการจำแนก ประเภทของภูมิอากาศได้ โดยพืชพรรณธรรมชาติแต่ละชนิดจะมีความสัมพันธ์กับองค์ประกอบของภูมิอากาศ ซึ่งทำให้พืชพรรณเจริญเติบโต และสามารถปรับตัวให้เข้ากับลักษณะภูมิอากาศได้ เช่น พืชตระกูลเดียวกันจะขึ้นรวมกันอยู่อย่างหนาแน่นในลักษณะอากาศอย่างเดียวกัน ดังนั้น บลูเมนสต็อค (Blumenstock) และธอร์นธเวต (Thornthwaite) จึงแบ่งเขตภูมิอากาศโดยอาศัยพืชพรรณธรรมชาติเป็นเกณฑ์ และแบ่งเขตภูมิอากาศออกเป็น 11 เขต ได้แก่ เขตภูมิอากาศแบบป่าศูนย์สูตร  เขตภูมิอากาศแบบป่ามรสุม เขตภูมิอากาศแบบป่าละเมาะ  เขตภูมิอากาศแบบป่าเมดิเตอร์เรเนียน  เขตภูมิอากาศแบบป่าไม้ใบกว้าง  เขตภูมิอากาศแบบป่าสน  เขตภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าสะวันนา  เขตภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าแพรี่   เขตภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าสเต็ปป์   เขตภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าทะเลทราย   และเขตภูมิอากาศแบบทรุนดราและขั้วโลก อย่างไรก็ตามการแบ่งเขตภูมิอากาศโดยใช้พืชพรรณธรรมชาติเป็นเกณฑ์นี้ยังมีข้อจำกัดใน ด้านการบอกลักษณะอากาศทั่วๆ ไป ในเขตภูมิอากาศนั้นๆ ได้เฉพาะในสภาพปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังไม่สามารถบอกได้ถึงสภาพภูมิอากาศที่จะมีการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้

          การแบ่งเขตภูมิอากาศโดยใช้มวลอากาศและแนวปะทะมวลอากาศ การแบ่งเขตภูมิอากาศประเภทนี้จะใช้แหล่งกำเนิดและแนวปะทะของมวลอากาศเป็นเกณฑ์ โดยจะนำเอาจุดกำเนิดการเคลื่อนที่และแนวปะทะของมวลอากาศเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา โดยไม่ได้คำนึงว่าที่ตั้งแหล่งกำเนิดว่าจะอยู่บนภาคพื้นดินหรือพื้นน้ำ แหล่งกำเนิดของมวลอากาศจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลที่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของอากาศ ความชื้น และลม โดยจำแนกเขตภูมิอากาศออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ ภูมิอากาศในเขตละติจูดต่ำ เป็นแหล่งกำเนิดของมวลอากาศเขตร้อนและร่องความกดอากาศต่ำแถบศูนย์สูตร บริเวณละติจูดที่ 23 องศาเหนือ ถึง 23 องศาใต้ อยู่ภายใต้อิทธิพลของเขตความกดอากาศสูงกึ่งโซนร้อนแถบละติจูดม้าเป็นมวลอากาศอุ่นลักษณะอากาศจมตัว และมีมวลอากาศขั้วโลกซึ่งเป็นมวลอากาศเย็นแผ่ลงมาปกคลุมเป็นครั้งคราว ภูมิอากาศในเขตละติจูดกลาง เป็นเขตที่มีการปะทะกันของมวลอากาศอุ่นเขต ร้อนและมวลอากาศเย็นขั้วโลก ทำให้เกิดแนวปะทะมวลอากาศขึ้นตลอด ทำให้เขตนี้มักเกิดพายุซึ่งมีทิศทางการเคลื่อนที่ไปยังทิศตะวันออกตามอิทธพลของลมประจำฝ่ายตะวันตก และยังก่อให้เกิดพายุไซโคลนด้วย ภูมิอากาศในเขตละติจูดสูง เป็นเขตที่เกิดจากอิทธิพลของมวลอากาศเย็นแถบ ขั้วโลก และมวลอากาศอาร์กติก โดยมวลอากาศขั้วโลกมีจุดกำเนิดอยู่ที่ ตอนกลางของประเทศแคนาดาและไซบีเรีย แต่จะไม่ปรากฏทางซีกโลกใต้ เนื่องจากซีกโลกใต้ไม่มีพื้นดิน และจะเกิดแนวปะทะอากาศตามแนวละติจูดที่ 60 – 70 องศาเหนือ และใต้ เนื่องจากมวลอากาศเย็นที่เคลื่อนที่มาจากขั้วโลก และมวลอากาศอุ่นที่เคลื่อนที่ขึ้นหรือลงมาจากตำแหน่งละติจูดที่ต่ำกว่า จึงทำให้เกิดแนวปะทะมวลอากาศอาร์กติก หรือ แนวปะทะมวลอากาศแอนตาร์กติก อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ในแนวละติจูดที่ 60–70 องศาเหนือ และใต้ เป็นแนวความกดอากาศต่ำกึ่งขั้วโลกเกิดขึ้น จากเขตภูมิอากาศทั้งสามแบบข้างต้น สามารถแบ่งย่อยออกเป็นอีก 14 เขตภูมิอากาศ คือ เขตภูมิอากาศชื้นแถบศูนย์สูตร เขตภูมิอากาศชายฝั่งทะเลที่ลมสินค้าพัดเข้าฝั่ง เขตภูมิอากาศทะเลทรายเขตร้อน เขตภูมิอากาศทะเลทรายชายฝั่งตะวันตก เขตภูมิอากาศร้อนที่มีฤดูฝนสลับกับฤดูแล้ง เขตภูมิอากาศอบอุ่นชื้น เขตภูมิอากาศชายฝั่งตะวันตก เขตภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน เขตภูมิอากาศทะเลทรายและสเต็ปป์ในเขตละติจูดกลาง เขตภูมิอากาศชุ่มชื้นภาคพื้นทวีป เขตภูมิอากาศภาคพื้นทวีปกึ่งขั้วโลก เขตภูมิอากาศชายฝั่งกึ่งขั้วโลก  เขตภูมิอากาศแบบทรุนดรา และเขตภูมิอากาศแบบทุ่งน้ำแข็ง
 

ดูหน้าที่แล้ว <              >ดูหน้าถัดไป

 

 

บทความเพิ่มเติม

แผ่นใสการเรียนการสอน

วิวัฒนาการ บท

บทที่ 1   1/6

กำเนิดและวิวัฒนาการของธรรมชาติ

     กำเนิดจักรวาล  ความคิดของนาย Friedman นักคณิตศาสตร์ชาวรัสเซีย  ทฤษฎี Big Bang  กำเนิดสุริยะจักรวาล   กำเนิดโลก  การแบ่งชั้นของโลก ร่องลึกในมหาสมุทร   จำนวน  57 แ่ผ่น   คลิกค่ะ  powerpoint

บทที่  2  2/6

กำเนิดสิ่งมีชีวิตชนิดแรก

     โมเลกุลของสารประกอบอินทรีย์  ชีวิตเกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต การทดลองของเรดิ  และหลุยส์ปาสเตอร์   แนวความคิดของอริสโตเติล  Polymerization  เคลวิน  นักชีวเคมีขาวเยอรมัน     จำนวน  56 แ่ผ่น   คลิกค่ะ  powerpoint

 

บทที่  3  3/6

Evolution

     เมื่อ 3900 ล้านปีก่อน  วิวัฒนาการคืออะไร  นักอนุกรมวิธาน  ทฤษฎีวิวัฒนาการ  นายลามาร์ค   นาย ชาร์ล ดาร์วิน   กลไกการคัดเลือกโดยธรรมชาติ  หมู่เกาะกาลาปากอส  นายมัลทัส     จำนวน  40  แ่ผ่น   คลิกค่ะ  powerpoint

 

บทที่  4  4/6

กลไกการวิวัฒนาการ

     สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว การแปรผันทางพันธุกรรม  เมนาลิซึมของผีเสื้อกลางคืน  การกระจายตัวของประชากรผีเสื้อ  ผู้ถูกล่าและผู้ล่า  จำนวน  28 แ่ผ่น   คลิกค่ะ  powerpoint

 

บทที่  5  5/6

หลักฐานทางวิวัฒนาการ

     ความจริงที่เกิดขึ้นในอดีต  ซากดึกดำบรรพ์  นกกลุ่มที่บินไม่ได้  โครงสร้างของสิ่งมีชีวิต  สัตว์มีกระดูกสันหลัง  ลำดับเบสบนสายดีเอ็นเอ  การคัดเลือกพันธุ์  และความรู้ทางพันธุ์ศาสตร์  จำนวน  39 แ่ผ่น   คลิกค่ะ  powerpoint

 

บทที่  6  6/6

หลักฐานทางวิวัฒนาการ

     ข้อแตกต่างระหว่างมนุษย์และลิง  สายวิวัฒนาการของมนุษย์  มนุษย์วานร  สปีชีส์สุดท้าย  ค้นพบฟอสซิลของมนุษย์  การแบ่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ จำนวน  37 แ่ผ่น   คลิกค่ะ  powerpoint

 

จากธุลีสู่ชีวิต

        โลกถือกำเนิดจากเศษซากชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นดาวเคราะห์ขนาดไม่ใหญ่นักที่เกิดจากการหมุนวนของซากหินและฝุ่นละออง เป็นหนึ่งในบริวารที่อยู่ภายใต้อิทธิพลแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ ซากหินและฝุ่นละอองของกลุ่มดาวเคราะห์น้อยที่กระจายเป็นวงรอบดวงอาทิตย์เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงกำเนิดของโลกได้เป็นอย่างดี ส่วนดาวบริวารดวงอื่น ๆ ของดวงอาทิตย์ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ถ้าหากสภาพแวดล้อมและองค์ประกอบของโลกเปลี่ยนแปลงไป โลกจะมีสภาพเป็นเช่นไร  คลิกอ่านต่อครับ

Charles Darwin

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์ วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์   

 

กลับหน้าสารบัญธรรมชาติมหัศจรรย์ ฟิสิกส์ราชมงคล

 

 

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ธรรมชาติมหัศจรรย์