Physical Geography
   



Chapter >>
1
2
3
4
5
6
7
8
9

Chapter 10  Costal Processes & Landform

HOME

ลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากกษัยการของคลื่น

           ลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากการกัดเซาะ เป็นลักษณะภูมิประเทศที่เกิดบริเวณชายฝั่งทะเลน้ำลึก ลักษณะชายฝั่งลาดชันลงสู่ท้องทะเล ทำให้เกิดการกัดเซาะของคลื่นและกระแสน้ำอย่างรุนแรง เกิดเป็นลักษณะภูมิประเทศต่างๆ เช่น หน้าผาชันริมทะเล (Sea Cliff) เว้าทะเล (Sea Notch) ถ้ำทะเล (Sea Cave) เกาะทะลุ (Sea Arch) สะพานหินธรรมชาติ (Sea Arch) และชวากทะเล (Estuary) เป็นต้น

                  แหลมและอ่าว (Cape and Bay) เกิดจากโครงสร้างหินบริเวณชายฝั่งมีความแตกต่างกัน ทำให้การผุพังช้าเร็วต่างๆ กัน ลักษณะของชายฝั่งจะเว้าแหว่งไม่สม่ำเสมอกัน บางส่วนยื่นออกไปในทะเล เรียกว่า แหลม (Cape) เป็นส่วนของโครงสร้างหินที่แข็งแรงกว่าและทนต่อการกระทำของคลื่นและกระแสน้ำชายฝั่ง ส่วนที่มีการพังทลายมากเป็นหินที่มีความอ่อนตัวกว่าจึงถูกคลื่นและกระแสน้ำกัดเซาะจนเว้าลึกเข้าไปกลายเป็นอ่าว (Bay)

                   หน้าผาสูงชัน (Sea Cliff) มักเกิดบริเวณหน้าผาสูงชันริมฝั่งที่หันหน้าออกไปในทะเล เกิดจากการกัดเซาะ ของคลื่นทำให้เกิดลักษณะภูมิประเทศเป็นหน้าผาสูงชันบริเวณชายฝั่ง และมีระดับน้ำทะเลบริเวณฐานของหน้าผานั้นๆ โดยคลื่นจะเซาะกร่อนบริเวณฐานของหินแข็ง และเกิดการพังทลายของหินเหนือระดับน้ำทะเล อันเนื่องมาจากการรับน้ำหนัก หรือเกิดการลื่นไถลลงสู่ทะเลตามแนวโครงสร้างหินทำให้ด้านติดทะเลมีความลาดชันสูงเป็นหน้าผา นอกจากนั้น อาจเกิดจากการจมตัวของสภาพชายฝั่งทะเล หรือการเพิ่มระดับความสูงของน้ำทะเลก็ได้

                   รอยน้ำเซาะหิน (Sea Notch) เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “เว้าทะเล” พบตามชายฝั่งทะเล เป็นลักษณะภูมิประเทศที่ เกิดต่อเนื่องจากการเกิดหน้าผาสูงชันโดยมีลักษณะเป็นรอยเว้าตามแนวยาว เกิดบริเวณฐานของหน้าผาชันริมทะเลตอนที่อยู่ในแนวระดับของการเกิดน้ำขึ้นและน้ำลง เกิดจากการกัดเซาะโดยคลื่นและการละลายของหินปูน กระทำให้บริเวณฐานล่างของหน้าผาสูงชันเว้าเข้าไปข้างใน เมื่อรอยน้ำเซาะหินขยายตัวกว้างจนหินช่วงบนรับน้ำหนักไม่ไหวก็จะหักพังลงมากลายเป็นหน้าผาสูงชันริมทะเล (Sea Cliff) ซึ่งรอยน้ำเซาะหินนี้จะเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นระดับน้ำทะเลที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในอดีตได้

 

 

เนื้อหาและภาพประกอบเพิ่มเติมที่ http://www.earthsci.org/geopro/geopro.html

 

 

                    ถ้ำทะเล (Sea Cave) ถ้ำทะเลเกิดจากการกัดเซาะของคลื่นที่หินผาสูงชันชายฝั่ง โดยน้ำทะเลจะกัดเซาะ ให้หินเกิดการผุพัง ทำให้เกิดเป็นช่องหรือโพรงลึกเข้าไป ในระยะแรกอาจเป็นเพียงช่องหรือโพรงขนาดเล็ก (Grotto) แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าก็จะกลายเป็นช่องหรือโพรงขนาดใหญ่มากขึ้น (Cave) บางครั้งโพรงนั้นทะลุออกไปอีกด้านหนึ่งทำให้เกิดลักษณะที่เรียกว่า “ถ้ำลอด” หรือ “เกาะทะลุ” ถ้าเกิดบริเวณภูมิประเทศที่เป็นหินปูนก็จะเกิดเป็นโพรงถ้ำขนาดใหญ่ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากมีการกระทำของน้ำฝนและน้ำใต้ดินเข้ามาเกี่ยวข้อง ปากถ้ำมักอยู่บริเวณที่มีน้ำขึ้นลงสูงสุดและต่ำสุด เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่คลื่นสามารถกัดเซาะหินชายฝั่งได้ แต่ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลอันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกอาจทำให้บริเวณปากทำอยู่สูง หรือต่ำกว่าระดับน้ำทะเลปัจจุบันก็ได้เช่นกัน

                    พานหินธรรมชาติ (Sea Arch) เป็นโพรงหินชายฝั่งทะเลที่ทะลุออกทางทะเลทั้งสองด้าน คล้ายคลึงกับถ้ำลอดที่ เกิดขึ้นบนเกาะ แต่สะพานหินธรรมชาติมักเกิดบริเวณหัวแหลม ซึ่งมีการกัดเซาะทั้งสองด้านพร้อมกันจนโพรงหินทะลุถึงกัน เกิดจากคลื่นและน้ำขึ้นน้ำลงที่กระทำต่อหินชายฝั่ง หรือเกาะให้เกิดเป็นรูปโค้งงอคล้ายซุ้มประตู โดยหินส่วนที่เหลืออยู่เหนือโพรงจะมีลักษณะคล้ายสะพาน ตัวอย่างของสะพานหินธรรมชาติที่สวนงามมากแห่งหนึ่งของประเทศไทยคือที่เกาะไข่ อุทยานแห่งชาติเกาะตะรุเตา จังหวัดสตูล

                     เกาะหินชะลูด (Stack) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเกาะหินโด่ง หมายถึงเกาะโขดหินขนาดเล็กที่แยกออก จากผืนแผ่นดินใหญ่ หรือเกาะที่อยู่ใกล้เคียง เกิดจากส่วนของหินแข็งบริเวณชายฝั่งเดิมที่ยื่นออกไปในทะเลถูกกษัยการจากคลื่นเซาะทั้งสองข้างจนส่วนปลายแหลมที่ตัดออกเป็นเกาะ ทำให้ชายฝั่งพังทะลายถอยร่นเข้าไปในภาคพื้นดินมากยิ่งขึ้น ส่วนหินแข็งเหล่านี้ถูกตัดขาดออกจากชายฝั่ง เกิดเป็น “เกาะหินชะลูด” หรือ “เกาะหินโด่ง” เช่น เขาตะปูในเขตอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา เกาะหินโด่งยังคงถูกกษัยการจากคลื่นอย่างต่อเนื่องจนสามารถพังทลายลงไปได้ในที่สุด ซึ่งกลายเป็นฐานของเกาะจมอยู่ใต้ทะเล เรียก “ตอหิน” (Stump)

 

 

เนื้อหาและภาพประกอบเพิ่มเติมที่ http://www.earthsci.org/geopro/geopro.html

 

 

          ลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากการตกตะกอนทับถม เกิดจากการทับถมของตะกอนทะเลตามแนวชายฝั่งทะเล มักเกิดจากการกระทำของคลื่น กระแสคลื่นและการเกิดน้ำขึ้นน้ำลง เกิดในบริเวณชายฝั่งทะเลที่มีน้ำตื้น ลักษณะชายฝั่งทะเลราบเรียบและลาดเทลงไปสู่ก้นทะเล ทำให้ความเร็วของคลื่นและกระแสน้ำลดลงเมื่อเคลื่อนตัวเข้าสู่ชายฝั่งทะเลการกระทำจึงเป็นไปในรูปแบบของการตกตะกอนทับถมเกิดเป็นภูมิประเทศลักษณะต่างๆ เช่น หาดทราย (Beach) สันทราย (Berm) สันดอน (Bar) ทะเลสาบที่มีน้ำไหลเข้าออกได้ (Lagoon) เป็นต้น

                    หาดทราย (Beach) เกิดจากการพัดพาตะกอนจำพวก กรวด หิน ดิน และทรายเข้ามาทับถมตามชาย ฝั่งลักษณะเป็นแถบยาวไปตามชายฝั่งทะเล การทับถมที่เกิดขึ้นตามแนวชายฝั่งทะเลนี้เกิดจากกระแสคลื่นที่พัดเข้าสู่ชายฝั่ง มีแนวเฉียงไปจากแนวชายฝั่งทะเลเล็กน้อย ดังนั้นน้ำทะเลที่คลื่นผลักดันขึ้นไปเวลาถอยกลับมาจึงมีแนวเฉียงไปจากแนวชายฝั่งเช่นกัน เราเรียกว่า “กระแสน้ำชายฝั่ง” (Longshore Drift) กระแสน้ำชายฝั่งจะมีส่วนช่วยในการทับถมของตะกอนที่ถูกพัดพามากับคลื่นเข้ามาทับถมตามชายฝั่งจนทำให้พื้นที่ของชายหาดมีการขยายกว้างออกไปเป็นหาดทรายงอก (Off shore) และยังช่วยปรับระดับของชายฝั่งทะเลโดยเมื่อคลื่นเคลื่อนที่เข้าไปปะทะกับชายฝั่งทะเล ตะกอนที่มีขนาดใหญ่จะมีการตกทับถมอยู่ด้านบนสุด ส่วนตะกอนขนาดเล็กจะแพร่กระจายลงมาทับถมยังส่วนล่างของชายหาด จากการศึกษาลักษณะของหาดทรายสามารถจำแนกได้ 3 ประเภท ดังนี้ ชายหาดหน้ากว้าง ลักษณะเป็นหาดเรียบ มีทั้งหาดส่วนหลัง (Back Shore) และหาดส่วนหน้า (Fore Shore) ลักษณะชายหาดมีความลาดชันน้อย คลื่นมักจะซัดเข้ามาไม่ถึงชายหาดส่วนหลัง ชายหาดลักษณะนี้มีบริเวณกว้างขวาง เหมาะแก่การเป็นสถานที่พักตากอากาศและเล่นน้ำบริเวณชายหาด เช่น ชายหาดชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น ชายหาดหน้าแคบ ลักษณะชายหาดเรียบตั้งแต่ขอบชายฝั่งทะเลไปจนถึงแนวเกิดน้ำขึ้นน้ำลง มีแต่ชายหาดส่วนหน้า (Fore Shore) ไม่มีชายหาดส่วนหลัง (Back Shore) ชายหาดมีความลาดชันไม่มาก ชายหาดสองชั้น เป็นชายหาดที่มีความราบเรียบน้อย มีทั้งชายหาดส่วนหลัง (Back Shore) และชายหาดส่วนหน้า (Fore Shore) และมีที่ราบเป็นชานยื่นออกไปในทะเลเป็นชั้นๆ บางชั้นจะอยู่เหนือแนวน้ำลงเต็มที่ ลักษณะชายหาดมีความลาดชันมาก ไม่เหมาะสำหรับเล่นน้ำทะเล นอกจากนั้นชายหาดแต่ละแห่งยังมีการตกทับถมของวัตถุแตกต่างกันออกไป ดังนี้ ชายหาดหิน หรือหาดกรวด (Shingle Beach) พื้นผิวชายหาดประกอบด้วย หินที่ตกทับถมและถูกคลื่นพัดพาเสียดสีกันจนหินมีก้อนกลมมน เช่น ที่เกาะหินงาม อุทยานแห่งชาติเกาะตะรุเตา จังหวัดสตูล ชายหาดทราย (Sand Beach) มักพบอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีหินเปลือกโลกเป็นหินทรายหรือหินแกรนิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งหินแกรนิต เมื่อสลายตัวจะให้ทรายเม็ดกลมมน มีสีขาวทำให้เกิดหาดทรายที่สวยงาม เช่นหาดต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ต ชายหาดชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ชายหาดหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และชายหาดสมิหรา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เป็นต้น ชายหาดโคลน (Mud Flat) มักพบอยู่บริเวณปากแม่น้ำสายใหญ่ๆ ที่มีโคลนตะกอนที่เกิดจากแม่น้ำพัดพามาเป็นจำนวนมาก มีลักษณะเป็นลานปริ่มน้ำ เวลาน้ำขึ้นน้ำจะท่วมมิดลาน เวลาน้ำลงจึงจะเห็นลานดังกล่าว เช่น บริเวณพื้นที่ดอนหอยหลอด ปากแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม ถ้าหาดโคลนมีขนาดใหญ่และมีตะกอนสะสมมากจนโผล่พ้นระดับน้ำทะเลขึ้นมาเรียกว่า ที่ลุ่มชายเลน มีพืชบางชนิดพบมาก เช่น แสม โกงกาง จึงมักเรียกว่า ป่าชายเลน หรือ ป่าเลนน้ำเค็ม

 

     

 

                    สันดอน (Bar) หมายถึงพืดสันทรายหรือตะกอนอื่นๆ ที่กระแสน้ำพัดพามาตกทับถมสะสมไว้ ตะกอนดังกล่าวมาจากการครูดไถตามหน้าผาสูงชันบริเวณชายฝั่งทะเล หรือจากดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ จะถูกกระแสน้ำชายฝั่งพัดพาไปทับถมยังบริเวณที่มีคลื่นลมสงบ จนเกิดเป็นสันหรือพืดยื่นขวางหรือปิดปากน้ำ ทางเข้าท่าเรือ หรือปากอ่าว ซึ่งเป็นแนวเดียวกันกับชายฝั่งที่เป็นปากอ่าว ทำให้เกิดสันดอนรูปแบบต่างๆ คือสันดอนปากอ่าว (Bay Barrier) เป็นสันดอนที่เกิดจากตะกอนตกทับถมอยู่ในบริเวณปากอ่าว สันดอนจะงอยปากอ่าว (Barrier Split) เป็นสันดอนที่เกิดจากการตกตะกอนทับถมเป็นแนวยาวอยู่ใกล้ปากอ่าว ปลายด้านหนึ่งติดกับชายฝั่ง อีกด้านหนึ่งยื่นขวางปากอ่าว ตอนปลายจะงอโค้งเป็นจะงอยตามอิทธิพลของกระแสน้ำและคลื่น สันดอนจะงอยปากอ่าวที่พบในประเทศไทยได้แก่ สันดอนจะงอยปากอ่าวบริเวณแหลมตะลุมพุก จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่เกิดจากการกระทำของคลื่นและกระแสน้ำพัดพาตะกอนมาตกทับถมกันเกิดเป็นสันดอนงอกออกมาเป็นแนวยาวเรียกว่า “สันดอนจะงอยรูปเขี้ยว” สันดอนเชื่อมเกาะ (Tombolo) เป็นสันดอนที่เกิดจากกระแสน้ำและคลื่นพัดพาเอาตะกอนมาตกทับถมกันจนกลายเป็นแนวยาวยื่นออกจากชายฝั่งทะเลออกไปเชื่อมเกาะขนาดเล็กในทะเล

 

 

เนื้อหาและภาพประกอบเพิ่มเติมที่ http://www.earthsci.org/geopro/geopro.html

 


                    
ทะเลสาบน้ำเค็ม (Lagoon) เกิดขึ้นได้ทั้งในทะเลและแนวชายฝั่งทะเล ส่วนที่เกิดในทะเลเรียกว่า “ทะเลสาบน้ำเค็มในทะเล” เกิดจากการปิดกั้นของปะการัง โดยมากเป็นรูปวงกลม มีทางน้ำแคบๆ ไหลผ่านเข้าออกได้ ส่วนที่เกิดบริเวณชายฝั่งทะเลเรียกว่า “ทะเลสาบน้ำเค็มชายฝั่งทะเล” เกิดจากการปิดกั้นของสันดอนบริเวณปากอ่าวแต่ยังมีทางออก ให้น้ำไหลผ่านได้ เกิดจากการที่คลื่นและกระแสน้ำพัดพาเอาตะกอนมาตกทับถมเป็นสันดอนงอกออกมาปิดล้อมบริเวณที่เป็นอ่าวอยู่เดิม ทำให้เกิดเป็นพื้นที่ภายในแผ่นดิน เช่น บริเวณทะเลสาบสงขลา ที่เกิดจากการงอกของสันดอนมาปิดล้อมอ่าวเดิม สันทรายที่งอกยื่นยาวมาปิดกั้นทะเลสาบสงขลามีความยาวจากทิศเหนือไปยังทิศใต้เป็นระยะทาง 100 กิโลเมตร

                    สันทราย หรือสันหาด (Berm) ลักษณะเป็นเนินทรายแนวยาวขนานไปกับชายฝั่งทะเล แนวการวางตัวขวางทิศ ทางลม ความสูงเท่าๆ กันตลอดแนว และระหว่างสันเนินทรายสลับด้วยที่ลุ่มต่ำ สันทรายในพื้นที่ชายทะเลของประเทศไทยเกิดจากการกระทำของน้ำทะเลในระยะเวลาสั้นๆ ที่พัดพาทรายมาตกทับถมบริเวณชายฝั่งทะเล ประกอบกับมีปริมาณทรายมากซึ่งเกิดจากการตกทับถมกันอย่างรวดเร็ว เป็นแนวสันทรายทอดยาวขนานชายฝั่ง ด้านบนของสันทรายอาจมีส่วนของตะกอนที่เกิดจากการพัดพามาทับถมกันโดยลมบ้าง

                    ที่ราบลุ่มชายเลนและพรุน้ำเค็ม (Salt Marsh) เกิดจากการที่กระแสน้ำขึ้นและกระแสน้ำลงพัดเอาตะกอนละเอียดที่เป็นพวกทราย ทรายแป้ง และดินเหนียวไปปะปนกับกระแสน้ำในรูปของตะกอนแขวนลอย โดยตะกอนเหล่านี้จะเกิดจากการกษัยการของน้ำขึ้นน้ำลง เมื่อมีน้ำจืดไหลลงมาผสมจะช่วยเร่งให้ตะกอนเหล่านั้นรวมตัวกันเป็นก้อนใหญ่และตกจมลงในบริเวณพื้นล่างของอ่าวหรือปากแม่น้ำ อันเป็นผลทำให้อ่าวหรือปากแม่น้ำตื้นเขินลง นอกจากนั้นตะกอนดังกล่าวยังมีอินทรีย์วัตถุปะปนอยู่เป็นจำนวนมาก จนเกิดเป็น “ที่ราบลุ่มชายเลน” (Mudflat) หรือที่ลุ่มราบน้ำขึ้นถึง (Tidal Marsh) บริเวณดังกล่าวในช่วงเวลาน้ำขึ้นน้ำทะเลจะไหลบ่าขึ้นมาท่วม แต่ระดับน้ำจะลึกไม่มากนัก และมีพืชน้ำเค็มเจริญเติบโต พืชเหล่านี้จะมีส่วนช่วยในการดักจับตะกอนที่กระแสน้ำพัดพามา ซึ่งจะทำให้ระดับของที่ลุ่มราบชายเลนสูงขึ้นเท่ากับระดับน้ำทะเลที่ขึ้นสูงสุดในบริเวณนั้น และต่อมากลายเป็นพรุน้ำเค็ม (Salt Marsh)

ดูหน้าที่แล้ว <              >ดูหน้าถัดไป

ลักษณะภูมิประเทศของทะเลและมหาสมุทร

ลักษณะและประเภทของชายฝั่งทะเล

การเคลื่อนไหวของน้ำทะเลและกษัยการของคลื่น

ลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากการกษัยการของคลื่น

พืดหินปะการัง

มนุษย์กับภูมิประเทศชายฝั่งทะเล

download เอกสารการสอน (pdf file)

 

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์ วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์   

 

กลับหน้าสารบัญธรรมชาติมหัศจรรย์ ฟิสิกส์ราชมงคล

 

 

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ธรรมชาติมหัศจรรย์