••••

 


 

 

1••


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การรับรู้สี และวัตถุของมนุษย์

 

เรื่องที่ 4.1.1
ทฤษฎีการมองเห็นสีของมนุษย์

แสง (Light)

เป็นจุดเริ่มต้นของการมองเห็น มีความสำคัญต่องานออกแบบทัศนศิลป์ เพราะถ้าปราศจากแสง ก็จะไม่เห็นภาพใด ๆ และถ้าไม่เห็นภาพ ก็ไม่มีศิลปะที่มองเห็นได้ (Visual Art) ผลของแสง จะทำให้มนุษย์ รับรู้สิ่งต่าง ๆ เช่น สี เส้น รูปร่าง รูปทรง น้ำหนัก พื้นผิว อันเป็นส่วนประกอบของการ ออกแบบทัศนศิลป (Element of Art) และที่สำคัญที่สุด ก็คือ แสงเป็นแหล่งกำเนิดของสี ที่นำไปสู่ ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องมากมาย แสงและสี จะมีความสัมพันธ์กันตลอดเวลา การศึกษาเรื่องสี ต้องศึกษาเรื่องแสง ประกอบด้วย

- รังสีแกมม่า (Gamma Rays)
- รังสีเอกซ์ (X-Rays)
- แสงอุลตราไวโอเลต (Ultraviolet)
- แสงสีที่มองเห็นได้ (Visible Color)
- แสงอินฟราเรด (Infrared)
- คลื่นไมโครเวฟ (Microwave)
o คลื่นวิทยุ (Radio Frequency)

คลื่นเหล่านี้ เรียกรวมว่า Electromagnetic Spectrum โดยแต่ละคลื่น จะมี ความยาวคลื่นต่างกัน โดยคลื่นวิทยุมีความยาวที่สุด คือตั้งแต่ 1 มิลลิเมตร จนถึง หลายกิโลเมตร และรังสีแกมม่า มีความยาวน้อยที่สุด คือมีความยาวน้อยกว่า 0.1 นาโนมิเตอร์ (1/10,000,000,000 เมตร) ตาของมนุษย์ สามารถรับรู้ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า อยู่ในช่วงแคบ ๆ คือ ช่วงระหว่าง 780 - 380 นาโนมิเตอร (nm.) ซึ่งช่วงนี้เรียกว่า ช่วงคลื่นที่มองเห็นได้ (Visible Spectrum / Visible Light) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “แสง” (Light) นั่นเอง

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าช่วงที่มนุษย์มองเห็นได้
(Visible Spectrum/Visible Light)

แสงที่มนุษย์มองเห็นได้นี้ มองเห็น เป็น แสง สีขาว (Light White) ซึ่งที่จริงแล้ว แสงสีขาวนี้ ประกอบไปด้วยสี จำนวน 7 สี โดยการค้นพบของ เซอร์ ไอแซค นัวตัน ในปี ค.ศ. 1661

เซอร์ ไอแซค นัวตัน และภาพจำลองแสงอาทิตย์ส่องแท่งแก้วPrism

โดย เซอร์ ไอแซค นัวตัน พบว่า แสงอาทิตย์มีสี ต่าง ๆ รวมกันอยู่ เมื่อให้แสงอาทิตย์ส่องผ่านแท่งแก้ว รูปสามเหลี่ยม (Prism) แสงที่ผ่าน ออกมาอีกด้านหนึ่ง จะมี 7 สี ดังที่เห็นในสีรุ้งกินน้ำ เซอร์ ไอแซค นัวตัน จึงได้กำหนดชื่อไว้ดังนี้

Red, Yellow, Orange, Green, Blue, Indego, Violet
หรือเรียกเป็นชื่อย่อว่า ROY G BIV

การเกิดรุ้งกินน้า

แสงที่มองเห็น เป็นสีต่าง ๆ นี้ เกิดจากความยาวคลื่น และความถี่ที่ต่างกัน โดยความยาวคลื่น ( Wavelenght) เป็นตัวกำหนด สี (Hue) และ Amplitude เป็นตัวกำหนด ความสว่างของสี (Brightness) ความยาวคลื่น ของสีที่ที่มองเห็นมีดังนี้

แสงสีม่วง (Violet) 380 - 450 nm.
แสงสีน้ำเงิน (Blue) 450 - 490 nm.
แสงสีเขียว (Green) 490 - 560 nm.
แสงสีเหลือง (Yellow) 560 - 590 nm.
แสงสีส้ม (Orange) 590 - 630 nm.
แสงสีแดง (Red) 630 - 780 nm.

องค์ประกอบการมองเห็น (Vision Proporties)

ดังกล่าวมาแล้วว่า แสง เป็นต้นกำเนิดของสี ไม่มีแสง ก็จะไม่มีสี (ซ้าย) แสดงให้เห็นว่า แสงจากแหล่งกำเนิด ส่องไปยังวัตถุ และก่อให้เกิดการรับรู้ของมนุษย์ได้ อย่างไร

1. สีที่มองไม่เห็น (Invisible Colors) ของแสงอาทิตย์ ส่องมายัง
ลูกแอ้ปเปิ้ลสีแดง

2. ผิวของลูกแอ้ปเปิ้ลสีแดง ดูดซึม สีของแสงทั้งหมด ยกเว้น สีแดง และสะท้อน หรือส่งต่อ สีแดงนี้มาสู่ตามนุษย์

3. ส่วนรับภาพ (Photorecepters)ของมนุษย์ รับแสงสีแดงนี้ และส่งไปยังสมอง เพื่อประมวลผลการรับรู้

 

   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เรื่องที่ 4.1.2
สีกับปฏิกริยาการมองเห็น

ปฎิกริยาของสี (The Effect of Color)


สีมีความเกี่ยวข้องกับ ชีวิตประจำวันของมนุษย์ เกี่ยวข้องกับการมองเห็น ความรู้สึก ความชอบ โดยเฉพาะความรู้สึกทางด้านอารมณ์ของมนุษย์นั้น แตกต่างกันตาม พื้นฐานประสบการณ์ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ในบทนี้จะกล่าวถึงปฏิกริยา ของสี ที่มีต่อมนุษย์ ใน 3 ด้านคือ ด้านศิลปะ ด้านวิทยาศาสตร์ และด้านจิตวิทยา

1. ปฏิกริยาของสีทางด้านศิลปะ

สีเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของการออกแบบศิลปะ (Element of Design) ทุกสาขา ซึ่งศิลปิน หรือ นักออกแบบ ใช้ สี เป็น”ตัวกลาง” หรือ “สื่อ”ในการ ถ่ายทอด อารมณ์ ความรู้สึก สร้างสรรค์ ออกมา เป็นงานออกแบบ หรือศิลปะสาขาใด สาขาหนึ่ง แต่สี จะบรรลุถึงอารมณ์ ความรู้สึกได้นั้น ต้องสัมพันธ์ กับส่วนประกอบขั้นมูลฐานของศิลปะ ด้านอื่น ๆ ด้วย ซึ่งประกอบด้วย เส้น รูปร่าง รูปทรง พื้นผิว เป็นต้น

 

 

การใช้สี ให้แสดงศักยภาพ ในงานออกแบบ ศิลปะ ให้ประสบความสำเร็จนั้น ต้องมีการวางแผน การใช้ ซึ่งการวางแผนนี้ เรียกว่า การวางโครงสี (Color Schemes) เพื่อให้สีนั้น มีปฏิกริยาต่อการมองเห็น ตามจุดประสงค์ ที่กำหนดไว้ แต่ไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัว เกี่ยวกับการใช้สี หลักเกณฑ์ต่าง ๆ เป็นเพียงแนวทาง เท่านั้น เพราะความรู้สึก การรับรู้ ทางด้านสีของมนุษย์นั้น แตกต่างกัน ดังกล่าวมาแล้ว (ศึกษารายละเอียด การใช้สี ในบทเรียนที่ 4.3 ) ในบทนี้จะกล่าวถึง ปฎิกริยาของสี ที่มีอิทธิพลโดยตรง ต่อการออกแแบ ทัศนศิลป์ ที่สัมพันธ์กันกับ ส่วนประกอบพื้นฐาน ของการออกแบบ (Element of Design) ดังนำเสนอด้วยภาพ ต่อไปน

 

(บน) ภาพเขียนของปีกัสโซ ในยุค “ น้ำเงิน” (Blue Period,1901-1904) ภาพด้านซ้ายเป็นภาพต้นฉบับ อยู่ในโทนสีเย็น (Cool Tone) ที่ให้ความรู้สึก เศร้า เยือกเย็น และความไม่สบายแต่ในภาพด้านขวา ได้นำมาเปลี่ยนโครงสี เป็นสีโทนร้อน (Warm Tone) อารมณ์ความรู้สึก ในภาพจะเปลี่ยนไปดูอบอุ่น และผ่อนคลาย

 

 

(ซ้าย) ภาพจิตรกรรม ในคริสต์ศตวรรษ ที่ 15 เสื่อผ้าของผู้ชาย และหมวกของเด็กใช้สีโทนร้อน (Warm Tone) ทำให้มองดูแล้ว เหมือนอยู่ใกล้ เข้ามาในขณะเดียวกัน ท้องฟ้า และทะเล ใชีสีโทนเย็น (Cool Tone) ทำให้รู้สึกอยู่ไกลออกไป ทำให้เกิดเป็นระยะ

จิตรกรรม ของโมเนท์ ศิลปินลัทธิ อิมเพรสชั่นนิสต์ (Impressionism) ที่ใช้แสงสีสดใส และใชเทคนิคของฝีแปรง ตวัดสั้น ๆ (Stroke) อย่างรวดเร็ว ทำให้ รู้สึกถึงการเคลื่อนไหว (Movement)

 

 

 

(ซ้าย) ภาพจิตรกรรมของ แวนโก๊ะ ที่เขียนมุมเดียวกัน แต่ต่างเวลา และ ใช้ความเข้มของสี (Intensity) ต่างกัน พิจารณา อารมณ์ ความรู้สึก ที่ปรากฎ (ภาพซ้าย Vincent’s Room”, Arels, 1888 ภาพขวา “La chamber de Van Gogh”, Arels, 1888)

 

 

ในการออกแบบทัศนศิลป์ สาขาอื่น ๆ ปฏิกริยาของสี สีนอกจากจะเกี่ยวข้องกับ อารมณ์ความรู้สึกแล้ว ยังมีบทบาท ที่จะทำให้งานออกแบบนั้น มีการเปลี่ยนแปลง สภาพความเป็นจริง ได้อีกด้วย ดังต่อไปนี้


1. ปฏิกริยาของสีทางด้านศิลปะ

สีเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของการออกแบบศิลปะ (Element of Design) ทุกสาขา ซึ่งศิลปิน หรือ นักออกแบบ ใช้ สี เป็น”ตัวกลาง” หรือ “สื่อ”ในการ ถ่ายทอด อารมณ์ ความรู้สึก สร้างสรรค์ ออกมา เป็นงานออกแบบ หรือศิลปะสาขาใด สาขาหนึ่ง แต่สี จะบรรลุถึงอารมณ์ ความรู้สึกได้นั้น ต้องสัมพันธ์ กับส่วนประกอบขั้นมูลฐานของศิลปะ ด้านอื่น ๆ ด้วย ซึ่งประกอบด้วย เส้น รูปร่าง รูปทรง พื้นผิว เป็นต้น

ด้านขนาด (Size)
สีอ่อน จะให้ความรู้สึกว่ามีขนาดใหญ่ กว้างขวาง
สีเข้ม จะให้ความรู้สึกว่ามีขนาดเล็ก คับแคบ

อิทธิพลของสี ต่อความเปลี่ยนแปลงด้านขนาด


ด้านน้ำหนัก (Weight)
สีอ่อน สีวรรณะเย็น จะให้ความรู้สึกว่ามีน้ำหนักเบา
สีเข้ม สีวรรณะร้อน จะให้ความรู้สึกว่ามีน้ำหนักมาก

อิทธิพลของสี ต่อความเปลี่ยนแปลงด้านน้ำหนัก

ด้านระยะทาง (Perspective)
สีอ่อน จะให้ความรู้สึกว่ามีระยะทางไกลสายตา
สีเข้ม จะให้ความรู้สึกว่ามีระยะทางใกล้สายตา

อิทธิพลของสีต่อความเปลี่ยนแปลงด้านระยะทาง

ด้านอุณหภูมิ (Temperature)
สีวรรณะร้อน จะให้ความรู้สึกเร้าร้อน ตื่นเต้น ไม่สบายตา
สีวรรณะเย็น จะให้ความรู้สึกสบาย เรียบ สงบ
อิทธิพลของสี ต่อความเปลี่ยนแปลงด้านอุณหภูมิ


เรื่องความแข็งแรง (Wrenght)
สีตามวัตถุในธรรมชาติ ที่มีความแข็งแรงอยู่ในตัวเอง
หากใช้สีตามวัตถุในธรรมชาตินั้นจะให้ความรู้สึกว่ามีความแข็งแรงกว่าสีอื่น ๆ

อิทธิพลของสี ต่อความแข็งแรง

 

   

 

 

2. ปฏิกริยาของสีทางด้านวิทยาศาสตร์


ตาของมนุษย์เรา สามารถเห็นสีได้ไม่น้อย กว่า 7 ล้านสี และสีทั้งหลายที่มองเห็นนั้น มีผลต่อ การรับรู้ แต่สิ่งที่ตาเห็นนั้น อาจแปรเปลี่ยนไปไปจากความจริง หรือหลอกตาได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อเราเปลี่ยนสายตา จากการจับจ้อง สีใดสีหนึ่ง ไปมองยังสิ่งใหม่ สีเดิมที่ติดตามาอาจ ทำให้สีของวัตถุใหม่นั้น เปลี่ยน ไปจากสีที่แท้จริงได้ ทั้งนี้เพราะ เกิดจากการ ปรับสภาพ ของ ดวงตาต่อสิ่งที่ปรากฎ โดยที่เราอาจไม่เคยสังเกต สิ่งเหล่านี้ คือปฎิกริยาของสีทางด้าน การมองเห็น (Visual Effect) ที่สำคัญ มีดังต่อไปนี้

ภาพติดตา (After-image)


ปฏิกริยาของสี ที่มีผลกับการมองเห็น ที่สำคัญ ประการหนึ่งก็คือ เรื่องของ ภาพติดตา (After-image) เช่น ถ้าเรา จ้องมองสีใดสีหนึ่ง ประมาณ 30 นาที แล้วเคลื่อน สายตามามอง พื้นกระดาษสีขาว หรือสีเทา ทันทีทันใด เราจะมองเห็น สีคู่ตรงข้าม (Complementary Color)ของสีนั้นปรากฎขึ้น เรื่อ ๆ บนพื้นสีขาว หรือพื้นสีเทานั้น ภาพที่เห็นภายหลังนี้ เรียกว่า ภาพติดตา (Afterimage)

(ภาพบน) ทดลองภาพติดตาโดย ให้เพ่งมองจุดสีดำ
บนพื้นสี่เหลี่ยมสีแดงในภาพซ้ายมือ
ระยะห่างประมาณ 30 ซ.ม. หรือ 12 นิ้ว ประมาณ 30 วินาที
(พยายามให้จุดโฟกัส อยู่ที่จุดสีดำ อย่างแน่วแน่
มิฉะนั้นอาจจะไมเกิดผลใด ๆ
หลังจากนั้น เลื่อนสายตาลงมายังจุดสีดำ ในภาพขวามือ
แล้วท่านห็นอะไร

(ภาพที่เห็นในพื้นขาว จะมีภาพติดตา เป็นภาพดาวสีเทาปรากฎจาง ๆ)

ทดลองดูอีกภาพหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกัน แต่มีสีพื้นหลายสีและใช้วิธีเดียวกันกับภาพที่....ท่านเห็นภาพอะไร ?

ต่อไปนี้เป็นการทดลองอีกภาพหนึ่ง ที่มีลักษณะแตกต่างกัน กับภาพก่อน ภาพนี้ มีเป็นภาพสีที่ตัดกัน โดยน้ำหนัก (Value Contrast) คือเป็นการตัดกันระหว่าง สีขาว และสีดำ วิธีทดลอง (จากภาพที่......) ให้เพ่งมองจุดสีดำ บนพื้นรูปดาวสีขาว ในภาพซ้ายมือ ระยะห่างประมาณ 30 ซ.ม. หรือ 12 นิ้ว ประมาณ 30 วินาที (พยายามให้จุดโฟกัส อยู่ที่จุดสีดำ อย่างแน่วแน่ มิฉะนั้นอาจจะไมเกิดผลใด ๆ ตามมา) หลังจากนั้น เลื่อนสายตาลงมายังจุดสีดำ ในภาพขวามือ แล้วท่านจะเห็นอะไร ?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สีเปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อม


ปฎิกริยาของสีที่ส่งผ่านดวงตา มาสู่สมอง ให้มนุษย์รับรู้นั้น นอกจากจะรับรู้จาก คุณสมบัติทางกายภาค (Physical Proporties) ของสี แล้ว สี ยังมีการแปรเปลี่ยน คุณสมบัติทางการมองเห็น อันเกิดจาก สีที่แวดล้อมตัวมันเอง ด้วย บางลักษณะ อาจเรียกว่า สีลวงตา (Color Illusion)

ในธรรมชาติ สีที่สดใส จะสะท้อนแสงได้ดีกว่า และกระตุ้นสายตา ให้สนใจ จับจ้องได้ดีกว่า สีไม่สดใส โดยเฉพาะสีเหลือง เป็นสีที่สะดุดตาที่สุด ในจำนวนสี ที่ตามนุษย์มองเห็น (Visible Color) เป็นสีใช้ในการกระตุ้นเตือน เช่นใช้เป็นเครื่องหมาย ให้ปฏิบัติตาม สีที่มีการตัดกันอย่างรุนแรง จะจำแนกแยกแยะ วัตถุได้ชัดเจน กว่าสีกลมกลืน คุณสมบัติทั้งหลาย ของสีต่าง ๆเหล่านี้ เมื่อนำมาอยู่ร่วมกันแล้ว จะก่อให้เกิดปฏิกริยา ทางการมองเห็นมากมาย ซึ่งจะมีผลต่องานออกแบบทางทัศนศิลป์ ให้เป็นไปในทางที่ เป็นประโยชน์ หรือส่งผลเสียต่องานออกแบบนั้นได้ ดังตัวอย่าง ต่อไปนี้

สีคู่ที่ตัดกันอย่างรุนแรง จะแยกรูป และพื้น ออกจากกัน อย่างชัด
เจน และกำหนดได้เลยว่า จะมองส่วนใด เป็นภาพ หรือเป็นพื้น
(ภาพขวา) ลดความสดใสของทั้ง สองสีลง โดยใช้สีขาวมาผสม
ทำให้ ความตัดกัน ลดลง ทำให้รูปและพื้น แตกต่างกันไม่มากนัก มองป็น ภาพรวม ทั้งหมด

พื้นหลัง (Background) ที่ล้อมรอบส่วนที่เป็นรูป สามารถแปรเปลี่ยนค่าของสี หรือเกิดผลอื่น ๆ ได้ ดังตัวอย่าง ต่อไปนี้

เปรียบเทียบรูปสี่เหลี่ยมสีเหลืองที่ปรากฎบนพื้นหลัง (Background) ที่มีสีแตกต่างกันมีผลทำให้ สีเหลือง มีความอ่อนลง สดใส เข้มขึ้น และมีสีอื่นมาปะปน


จากผลของสีกับพื้นหลัง ได้นำมาเป็นแนวทาง หนึ่ง ในการออกแบบ กราฟฟิค โดยเฉพาะ การรออกแบบ ตัวอักษร พื้นหลัง (Background) มีความสำคัญมาก ที่จะทำให้ ตัวอักษรนั้น มองเห็นชัด อ่านง่าย ดังตัวอย่าง ต่อไปนี้

สีพื้นหลังที่ทำให้อ่านตัวอักษรได้ดีที่สุด

สีพื้นหลังที่ทำให้อ่านตัวอักษรได้ยาก

(บน) สีพื้นหลังกับสีตัวอักษรที่เสริมซึ่งกันและกัน

 

 

 

(ซ้าย) เปรียบเทียบน้ำหนักของสี พื้นหลัง กับตัวหนังสือสีเดียวดูความเด่นชัดไม่เท่ากัน ในแต่ละน้ำหนัก

 

 

 

 

 

(ซ้าย) เและเปรียบเทียบน้ำหนักของสี ตัวอักษร
กับ พื้นหลัง ที่มีสีต่าง ๆ กัน
จะสังเกตเห็นว่า จะมีความเด่นชัดไม่เท่ากัน
ในแต่ละน้ำหนักของตัวอักษรและพื้นหลัง

   

(บน) สีจะมีความสด ความสว่างขึ้นกว่าเดิม หากใช้สีเข้ม
เช่นสีดำตัดเส้น

 

 

(ซ้าย) จุดสี่เหลี่ยมสีแดง และ สีเขียว วางอยู่บนแถบน้ำเงิน
และแถบเหลือง
จุดสี่เหลี่ยมวางบน แถบเหลือง จะดูเข้มกว่า
จุดสี่เหลี่ยมวางบน แถบน้ำเงิน

   

เปรียบเทียบความสดใสของเส้นสีต่าง ๆ บนพื้นหลัง ที่แตกต่างกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3. ปฏิกริยาของสีทางด้านจิตวิทยา

สี มีอิทธิพลต่อจิตใจมนุษย์ สีแต่ละสี จะให้ความรู้สึก ที่แตกต่างกัน บางคน สามารถ เลือกใช้สีได้ ถูกต้อง กับโอกาส เวลา สถานที่ วัฒนธรรมประเพณี และสมัยนิยม ทั้งนี้ขึ้น อยู่กับ ความรู้ ประสบการณ์ รสนิยม ลักษณะนิสัย เพศ ความชอบของแต่ละบุคคล ตลอดจนความเชื่อ ของแต่ละเชื้อชาติ ศาสนา เช่น ชาวจีน ชอบสีแดง เพราะถือว่า สีแดง มีอานุภาพ ชาวตะวันตกชอบสีแดงเลือดนก เพราะ ถือว่าสีแดง แสดงถึงความเป็นผู้ดี ความสูงศักดิ์ สุภาพสตรี นิยม สวมใส่เสื้อผ้าสีสดใส สุภาพบุรุษนิยม สวมใส่เสื้อผา สีเรียบ ๆ เป็นต้น แต่ถึงแม้ความรู้สึกในเรื่องสี ของมนุษย์ จะแตกต่างกันออกไป ตามสาเหตดังกล่าว แต่ความ รู้สึกโดยรวมแล้ว สีจะมีอิทธิพลทั้งทางด้านดี และทางด้านไม่ดี ก่อให้เกิด สัญลักษณ์ วัตถุ หรือสิ่งของที่เกี่ยวเนื่อง ดังตาราง ต่อไปนี้

ตารางแสดงอิทธิพลของสี (Chromatic Colors) ที่มีต่อมนุษย์ ทั้งในด้านดี และในด้านไม่ดี

ตารางแสดงอิทธิพลของสี ขาว เทา ดำ (Achromatic Colors) ที่มีต่อมนุษย์ ทั้งในด้านดี และในด้านไม่ดี

 

(ซ้าย) “Giovanni Arolfini and His Bride” ภาพเขียนของ
Jan Van Eyck ศิลปินยุค Renaisance สีของชุดเจ้าสาวเป็นสีเขียว ที่แสดงถึงความสมบูรณ์ ซึ่งมาจากความเชื่อในนิยายปรัมปรา ของชาวยุโรป ว่า สีเขียวเป็นสัญลักษณ์ ของความอุดมสมบูรณ์ และ เทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์มีกายสีเขียว ในปัจจุบัน เป็นที่ยอมรับ เป็นสากล แล้วว่า สีเขียว คือสัญลักษณ์ของ ธรรมชาติ ความสดชื่น

 

 

อิทธิพลของสีที่มีต่อมนุษย์ ตามความเชื่อในแต่ละเชื้อชาต

มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในภูมิประเทศ ที่แตกต่างกัน ย่อมมีความชอบ ในสีแตกต่างกันเนื่องจากอิทธิพลของดินฟ้า อากาศ ซึ่งได้มีผู้วิจัยไว้ว่า มนุษย์ที่อาศัยในแถบที่มีแสงอาทิตย์ สดใส จะชอบสีที่สดใส ในขณะที่ มนุษย์ที่อาศัยในแถบที่มีไม่ค่อยมีแสงอาทิตย์ จะชอบสีที่ทึม ๆ นอกจากนี้ ในแต่ละทวิป หรือแต่ละเชื้อชาติ ยังมีความเชื่อในสีต่างกัน

ตารางแสดงอิทธิพลของสีที่มีต่อมนุษย์ ตามความเชื่อในแต่ละเชื้อชาติ

 

   

 

 

 

 

เรื่องที่ 4.1.3
คุณสมบัติพื้นฐานของสี

คุณลักษณะหรือ มิติของสี (Dimension of Colors)
มี 4 ประการ คือ
1. สีแท้ (Hue)

สีแท้ (Hue) คือ คุณลักษณะของสี ที่แสดงให้เห็น ถึง ความแตกต่าง ว่าเป็นสีอะไร เช่น แดง เขียว น้ำเงิน ฯลฯ เป็นสีแท้ที่อยู่ในวงสีธรรมชาติ เป็นสีแท้ที่ยัง ไม่ถูกผสม โดยสีใด ๆ เป็นสีประเภท Chromatic Color

สีแท้ (Hue) ที่อยู่ในวงสีธรรมชาติ

 

2. คุณค่า (Value)

คุณค่า (Value) คือ คุณลักษณะของสีที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำหนักอ่อน-แก่ (Lightness & Darkness) คือสีทุกสีจะมีค่าเป็นของตัวเอง เริ่มจากอ่อนที่สุดที่สุดจนเกือบ เป็นขาวจนกระทั่ง เข้มที่สุดจนเกือบดำ ซึ่งคุณค่าน้ำหนักอ่อนนี้อาจจะเกิดจากสีแท้ (Hue) ถูกผสม กับจนเจือจาง (ด้วยน้ำ หรือน้ำมันผสม) หรือสีแท้นั้นได้รับการผสมกับสีขาว ทำให้ คุณค่า (Value) ของสีนั้นอ่อนลง เรียกว่าสีที่มีน้ำหนักอ่อน (Lightness) และค่าน้ำหนัก แก่ที่เกิดจากสี ที่มีเนื้อสีเข้มข้นหรือสีแท้นั้นถูกผสมกับสีดำ ทำให้ คุณค่า (Value) ของสีนั้นเข้มขึ้น เรียกว่าสีที่มีน้ำหนักแก่ (Darkness)

แสดงให้เห็นค่าน้ำหนัก (Value) ของสีแท้ (Hue) ที่ถูกผสมโดยสีขาวและสีดำ

3. ความจัดหรือความอิ่มตัวของสี (Intensity & Saturation)

ความจัดของสี (Intensity)คือ คุณลักษณะของสีที่เกี่ยวเนื่องกับ ความสด หรือความสว่าง (Brightness) และความไม่สดใสหรือความหม่น (Dullness) ความจัด และ ความหม่นของสีนี้มีอยู่ในสีที่มีวรรณะ (Hue) ทุกสี ดังเช่นสีที่อยู่ใน วงสี ธรรมชาติ ทุกสี ถ้าเป็นสีแท้ ๆ ที่ไม่ได้ถูกผสมด้วยสีใด ๆ แต่ละสีจะมีค่าความสด หรือค่าความสว่าง ในตัวเอง (Brightness) ความไม่สดใสหรือความหม่น (Dullness) ของสีดังกล่าวเกิดจาก การผสม ของสีคู่หรือสีตรงกันข้าม ในวงสีธรรมชาติ ความหม่นมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ ปริมาณ ของสีที่นำมาผสม และความสดใสและไม่สดใสของสีไม่มีค่าคงที่ หากอยูในสิ่งแวดล้อม หรือพื้นหลัง (Background) ที่ประกอบอยู่ด้วย

ตัวอย่าง สีแท้ (Hue) ที่ถูกผสมโดยสีคู่ตรงข้าม ทำให้มีความหม่นลง (Dullness)


สีที่ถูกล้อมรอบด้วยพื้นหลังที่แตกต่างกันจะมีความสดใส (Brightness) ไม่คงที่

 

4. สีกลาง (Neutral Colors)

สีกลาง คือ สีประเภท Achromatic Color เป็นสีที่ไม่มี Hue ที่สามารถระบุว่าเป็นสีใด ๆ หรือ สีกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในวงล้อสี ซึ่งก็คือ สีดำ สีขาว และสีเทา

สีกลาง (Neutral color) สีขาว สีดำ และสีเทา (Gray) ซึ่งเป็นสีที่เกิดจากการผสมของสีขาวกับสีดำ ในอัตราส่วนที่เท่ากัน

 

สีอ่อน สีเข้ม และโทนสี (Tint, Shade and Tone)

เป็นคุณสมบัติที่เกิดขึ้นจากการผสมสีกลางดังกล่าวเข้ากับสีประเภท Chromatic Color คือสีที่มีHue ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงค่าของ Hue ดังนี้

- เมื่อสี Hue ผสมกับสีขาว จะได้เป็นสีอ่อน (Tint of the Hue)
- เมื่อสี Hue ผสมกับสีเทา จะได้เป็นโทนสีที่ระดับต่าง ๆ (Tone of the Hue)
- เมื่อสี Hue ผสมกับสีดำ จะได้เป็นสีเข้ม (Shade of the Hue)

สีอ่อน สีเข้ม และโทนสี มีประโยชน์อย่างมากในการวางโครงสี เพราะทำให้สีสี หนึ่งสามารถแสดงออกและให้ความรู้สึก ได้หลายรูปแบบ ยิ่งขึ้น ทดแทนการ ใช้สีเดียวล้วน ๆ ซึ่งอาจมีลักษณะไม่น่าสนใจ

 

การผสมของสีแท้ Hue กับสีขาว สีดำ และสีเทา ทำให้ได้สีที หลากหลาย เพิ่มขึ้น

จากคุณลักษณะของสีดังกล่าว ก็จะได้คำนิยามศัพท์ที่เกี่ยวข้อง ที่มักใช้อ้างอิง ในวงการใช้สี ดังนี้

 

Hue สีแท้ เป็นคำที่ใช้เรียกสีแท้ที่ยังไม่ถูกสีอื่นเข้าผสม ให้หม่นหรืออ่อนลง

Tint สีอ่อนหรือสีผสมขาว ใช้เรียกสีแท้ที่ถูกผสมด้วยสีขาว ทำให้ค่า ของ สีนั้นอ่อนลง (Lightness)

Shade สีเข้ม หรือเงาของสี ใช้เรียกสีแท้ที่ถูกผสมด้วย สีดำทำให้ค่าของสีนั้นเข้มขึ้น(Darkness)

Value ค่าน้ำหนัก เป็นค่าน้ำหนัก จากสีอ่อน-สีแก่ (Lightness-Darkness)

Gray สีเทา ใช้เรียกสีที่เกิดจากการผสมของสีขาวกับสีดำ ในอัตราส่วนที่เท่ากัน

Tone สีคล้ำ หรือค่าความคล้ำของสี ใช้เรียกสีแท้ที่ถูกผสมด้วยสีเทา ทำให้ค่าของสีที่ถูกผสมนั้นคล้ำลง
   

 
     

 


•••

 


กลับเข้าหน้าแรก

การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

 

1. การวัด    2. เวกเตอร์    3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ   4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ 

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน   6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน  7.  งานและพลังงาน  

 8.  การดลและโมเมนตัม    9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง  11. การเคลื่อนที่แบบคาบ  

 12. ความยืดหยุ่น   13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน  

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร   17.  คลื่น  18.การสั่น และคลื่นเสียง


 การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

 

 1. ไฟฟ้าสถิต   2.  สนามไฟฟ้า   3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า   6. กระแสไฟฟ้า  7. สนามแม่เหล็ก   8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ   10. ทรานซิสเตอร์  11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม   

15. โครงสร้างของอะตอม   16. นิวเคลียร์ 

 


 การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

 

 1. จลศาสตร์ ( kinematic)  2. จลพลศาสตร์ (kinetics)   3. งานและโมเมนตัม    4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง  

5.  ของไหลกับความร้อน     6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า    7. แม่เหล็กไฟฟ้า    8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง    

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 


 

 

 

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ธรรมชาติมหัศจรรย์